Sunday, April 11, 2021

เซ้นต์ ศุภพงษ์ กับความมุ่งมั่นในการทำทุกสิ่ง

จริงๆ ลอฟฟีเซียล เจอกับเซ้นต์ ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา แบบเฉียดไปเฉียดมาหลายครั้ง เนื่องจากเขามาเป็นนายแบบให้กับ ลอฟฟีเซียล ออมส์ ทีมนิตยสารเพื่อนบ้านของเราอยู่บ่อยๆ ด้วยความเป็นคนนิสัยน่ารัก ตั้งใจทำงาน และยังโพสท่าเก่งอีกต่างหาก แต่ในครั้งนี้ เราได้โอกาสเจอเขาแบบเต็มๆ สักทีเมื่อเซ้นต์เดินทางมาโปรโมตซีรีส์เรื่องใหม่ Let’s Fight Ghost ซึ่งเป็นผลงานการสร้างของค่าย True CJ กำกับโดย โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ และนี่ยังเป็นซีรีส์เรื่องแรกที่ไม่ใช่ซีรีส์วายที่เซ้นต์ได้รับบทพระเอกเต็มตัวด้วย

“ตอนที่ได้รับเลือกให้แสดงในซีรีส์ Let’s Fight Ghost รู้สึกดีใจมาก มันเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ผมอยากลองเล่นหนังที่มีผีอยู่แล้ว ส่วนการถ่ายทำเราถ่ายแบบภาพยนตร์เลยนะ เฟรมและจังหวะซึ่งมันต่างจากละคร” พ่อหนุ่มหน้าหวานเล่าให้ฟังถึงบทบาทใหม่ในซีรีส์ที่ดัดแปลงมาจากซีรีส์เกาหลี โดยเขารับบทเป็น ‘ออฟ’ ซึ่งเป็นทั้งหมอผีและนักศึกษาแพทย์ “ความที่ตัวละครใช้ชีวิตโตมากับการมองเห็นผี ทำให้โดนมองว่าเป็นคนประหลาด คนจะเรียกไอ้เด็กผี พอรู้สึกว่าทุกคนไม่เข้าใจ กลายเป็นอยู่กับตัวเอง โลกส่วนตัวสูง ไม่ยุ่งกับใคร แต่มีความใฝ่ฝันว่าจะเก็บเงินจากการปราบผีไปผ่าตัดตาเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นผี แล้วมีการจ้างวานให้ปราบผีตัวหนึ่ง แล้วเราก็ได้เจอผีสาวที่ชื่อจีนซึ่งเป็นคนจ้างเราให้ไปปราบผีอีกตัว” แน่นอนว่าบทของจีนนั้นตกเป็นของ ‘อรอุ๋ง’ อร พัศชนันท์ แห่งวง BNK48

“การทำงานในเรื่องนี้สนุกดีครับ แต่เพราะเราใหม่มาก อย่างการแสดงฉากบู๊ หรือซีรีส์แนวนี้ ก็ได้เรียนรู้ทั้งจากทีมและพี่โขมที่คอยสอนผม พี่โขมบอกว่าสิ่งที่ผมทำอยู่คือศิลปะ แล้วผมจะต้องรักมัน เห็นค่ามัน แล้วถ่ายทอดออกมา เราก็พยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เรียนต่อยมวยทุกอาทิตย์ แล้วก็เตรียมบท ฝึกซ้อมคิวบู๊ซึ่งต้องแม่นยำมากเพราะมันอันตราย และท่าทางต้องออกมาดีด้วย”

“ส่วนสิ่งที่ท้าทายก็คือการแสดงนี่ล่ะครับ มันคือการที่ต้องรู้สึกจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากขึ้นนะ เราต้องเล่นให้ลึกมาก ต้องขอบคุณพี่โขมแหละที่สอนเรื่องนี้ รวมทั้งครูเอที่สอนเราว่าต้องเล่นแบบไหน ตอนเล่นซีรีส์วายมันเป็นความเข้าใจอีกรูปแบบหนึ่ง มันเข้ากับเวอร์ชั่นนั้น แต่กับการแสดงอีกแบบหนึ่งมันอาจจะไม่เข้า”

แล้วได้มีโอกาสดู ‘Bring it on, Ghost’ ซีรีส์เวอร์ชั่นเกาหลีก่อนถ่ายทำไหม

“ดูครับ เราทำการบ้านก่อน แต่เราพยายามไม่ติดภาพนะ เรียนรู้และหาวิธีเล่าของเรา ในเวอร์ชั่นเซ้นต์ ศุภพงษ์ มีการใส่อะไรเพิ่มลงไปให้เยอะขึ้น เติมเต็มขึ้น”

มาถึงตอนนี้ รู้สึกอย่างไรกับการแสดง เคยอ่านเจอว่าเซ้นต์ไม่เคยได้เรียนการแสดงอย่างจริงจัง 

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เรียนอย่างจริงจังครับ ทำแต่เวิร์กช็อป แต่รู้สึกว่าทุกครั้งที่ผมต้องลงมือทำงานจริง ก็จะมีคนคอยสอนคอยขัดเกลาเรา ทำให้เราโตขึ้น หรืออะไรที่เราเวิร์กช็อปมา พอมาเจอหน้างานเจริงก็ทำให้เราได้มุมมองใหม่เลยก็ได้ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าการแสดงคือการถ่ายทอด เล่าเรื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่บทพูดอย่างเดียว แต่มันคือภาษากายด้วย บางซีนไม่มีคำพูดเลย แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกในแบบที่เรารู้สึก”

ถึงเราจะไม่ได้เรียนการแสดงมาโดยตรง แต่การแสดงเป็นสิ่งที่เราชอบอย่างนั้นใช่ไหม

“จริงๆ ผมชอบตั้งแต่เข้าวงการมา แต่สิ่งที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัย ผมก็ชอบนะ (เซ้นต์เรียนด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) ทำให้ผมมีมุมมองทางธุรกิจ ตั้งบริษัทเอง ลงทุนทำหนังซีรีส์ หรือทำสินค้าส่งออกไปที่ต่างประเทศ ทุกอย่างมันเกิดจากความชอบ เราแค่เอาความฝันของเรามารวมกัน”  

ตอนนี้ เซ้นต์เป็นนักแสดง มีบริษัทผลิตซีรีส์ด้วย ลองทำงานโปรดิวซ์ด้วย แถมยังทำดนตรี ทำไมถึงอยากลองหลายๆ ด้าน 

“ผมเชื่อในเรื่องความฝัน ผมว่าเราจะฝันยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ได้ เพราะมันไม่คิดเงินเรา แต่เมื่อไหร่ล่ะที่เราจะทำฝันนั้นให้เป็นจริง ก็คือเมื่อเรามีแรง มีเวลา มีความสามารถ แล้วค่อยหยิบฝันเรามาทำทีละชิ้น และผมเชื่อว่าวันหนึ่งหลายๆ อย่างมันจะเกิดขึ้นเอง อย่างวันนี้ เรายังไม่เก่ง การได้ร่วมโปรดิวซ์ เราก็ได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่ว่ามันทำยังไง บอกเลยว่าผมยังไม่เก่ง มีประสบการณ์จาการแสดงเล่นซีรีส์วาย แต่วันนี้ พอได้ลงมือทำซีรีส์ เราต้องเรียนรู้ บางอย่างที่เราคิดแบบหนึ่งในทางการแสดง แต่พอมาทำเบื้องหลังอาจไม่ได้คิดแบบนั้นก็ได้ ผมว่ามันคือการเรียนรู้ ก็เหมือนการแสดงที่เราไม่ได้เรียนมา แต่เราลงที่งานเลย มันก็คือการเรียนรู้ ผมไปนั่งย้อนดูการแสดงแรกๆ ของตัวเอง ก็เห็นช่องว่างอยู่เยอะนะ  แต่ ณ วันนั้น เราคิดวาเราเต็มที่ที่สุดแล้วครั้บ  ผมว่าวิธีนี้ทำให้ผมโตขึ้นเรื่อยๆกับความฝัน เรียนรู้จากมัน ทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ” 

สังเกตุจากหลายๆ สิ่งที่เราทำ จะบอกว่าเป็นคนเรียนรู้จากการลงมือได้ใช่ไหม

“อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่มีโอกาสได้เรียนรู้เป็นระบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การลงมือทำมันยิ่งกว่าเรียนเฉยๆ มันทำให้เรา adapt และคิดวิเคราะห์ได้ การเรียนคือผมว่ามันเป็นพื้นฐาน แต่การลงมือทำมันคือการเอาทฤษฎีมาใช้”

แล้วมีความฝันอื่นนอกจากงานในวงการบันเทิงไหม 

“เยอะเลยครับ ผมเองอยากพัฒนาเศรษฐศาสตร์ชุมชน ถ้าเราพัฒนาขึ้นมามันจะช่วยเศรษฐกิจระดับประเทศได้ บางคนเข้าใจว่ามันเป็นเฉพาะ OTOP หรือเปล่า จริงๆ มันไม่ใช่ ทำให้ชาวโลกคนไทยเราผลิตสินค้าขึ้นมาได้ และทำให้หลายคนได้ใช้มันก็ดีนะ  อย่างตอนนี้ ผมทำวิจัยขนมปังคลีน แนวคีโต ดีต่อสุขภาพ แล้วก็ทำตะกร้าสาน ซึ่งทำให้เราได้ช่วยอนุรักษ์และส่งออกไปต่างประเทศ​ มันไม่ได้ใช่แค่เศรษฐกิจแต่มันช่วยคุณภาพชีวิต และทำให้ชุมชนที่เกี่ยวข้องพัฒนาขึ้นด้วย ผมอยากทำอะไรพวกนี้มาก”

“จริงๆ ผมเริ่มทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่อายุ 15-16 แล้วครับ มันคือการเรียนรู้ ก็มีล้มลุกคลุกคลานนะ บางทีเงินที่เก็บมาไปหมดเลยในตอนนั้น แต่มันก็ทำให้เราโตขึ้น เป็นการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กจากการลงมือทำ บ้านผมเองก็ทำธุรกิจ เป็นคนจีนก็จะมีวิธีคิดอีกแบบ แต่เราก็โตมาจากการเรียนรู้แบบอื่น”

พ่อแม่ว่าอย่างไรบ้าง ท่านคาดหวังกับเซ้นต์สูงไหม

“ก็ไม่ขนาดนั้นครับ จริงๆ ที่บ้านมีธุรกิจ แต่เขาก็ให้เราเลือก อากงมีธุรกิจเกี่ยวกับจักรยาน แต่ก็ให้เราทำของเรา แต่เขาจะบอกว่า ‘ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเอ็งไม่ไหว อย่างน้อยก็มีจักรยานให้เอ็งขาย’ อากงก็จะพูดอย่างนี้ตลอด แต่เรารู้ว่าเขาซัพพอร์ตเรา เวลามีเรื่องอะไรดราม่า เขาก็จะบอก ‘ไม่เป็นไรนะ อย่างน้อยเราก็ยังมีจักรยานให้ขาย’ (หัวเราะ) คือถ้าไม่ไหว เหนื่อยกับสิ่งที่ทำ ลองมองข้างหลัง อากงและครอบครัวก็ยังอยู่ข้างๆ ถือว่าโชคดีที่มีครอบครัวท่ีสนับสนุนเราทุกด้าน” 

“ส่วนแม่เคยถามว่าผมเหนื่อยไหม ผมบอกว่าไม่เหนื่อย แม่บอกว่าถ้าเหนื่อย แต่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ คือแม่ชอบถามว่าทำแล้วได้อะไร คือตั้งใจจะให้เราตอบตัวเองให้ได้ ถ้ามันได้ความสุข ได้ทำเพื่อคนอื่น ถึงไม่รู้ว่าอนาคตจะได้อะไร แม่ไม่ได้จะค้าน แต่แค่จะย้ำให้เรา ให้เรารู้ว่าเป้าหมายอของเราคืออะไร ซึ่งเป้าหมายก็คือสิ่งที่เแม่สอนมาโดยตลอด”

ดูเป็นเด็กดีนะ แสดงว่าตอนเด็กไม่แสบสักเท่าไหร่

“จริงๆ ผมเป็นคนซนมาก ทำข้าวของพัง คือความที่บ้านมีธุรกิจจักรยาน ก็จะมีอุปกรณ์ที่เอาไว้ซ่อมรถ สมัยประถม คิดว่าถ้าน้ำท่วม เราต้องได้หยุด ก็คิดว่าถ้าเปิดน้ำในแท็งก์ทิ้งไว้ 3-4 แท็งก์ น้ำต้องท่วมโรงเรียนแน่ๆ …คือซนมากจริงๆ แต่มาเลิกซนตอนสมัยมัธยมตอนที่เริ่มทำค่ายอาสา เริ่มไปอยู่วัด เรียนธรรมะ”

ที่เคยบอกว่ามีวันนี้ได้ต้องขอบคุณการอ่าน อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นของการอ่านหนังสือคืออะไร

“ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าคืออะไร เล่มแรกที่ผมจับแล้วผมชอบมาก เป็นหนังสือภาพชื่อ ‘ไตรภูมิพระร่วง’ มันเล่าเกี่ยวกับนรกสวรรค์ การชอบอ่านหนังสือของผมอาจจะเริ่มจากภาพสวย แต่หนังสือที่เป็นตัวหนังสือที่ทำให้ชอบเลยก็คือ ‘สามก๊ก’ ผมอ่านแทบจะทุกเวอร์ชั่น  แล้วก็พวกหนังสือสงครามโลก ผมรู้สึกว่า ผู้นำหรือนักคิดในช่วงสงคราม ถ้าคิดผิด ก็คือตาย แต่ถ้าคิดถูก ประเทศของเขาก็จะเจริญขึ้น อย่างวินสตัน เชอร์ชิลล์… คิดว่าความชอบอ่านหนังสือ พอโตมาก็เลยอยากเป็นนักเล่าเรื่องผ่านการแสดงด้วยมั้งครับ” 

ไหนๆ ก็ชอบ ‘สามก๊ก’ คิดว่าตัวเองอยู่ก๊กไหน

“คนส่วนใหญ่ก็ต้องบอกวาอยู่กับเล่าปี่อยู่แล้ว เพราะว่ากันว่าเขาเป็นคนเขียน ผมเองชอบทั้งบู๊ทั้งบุ๊น ก็เลยชอบจูล่งซึ่งดูเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีซีนอะไรมาก แต่เป็นคนที่พยายามทำ ไม่เก่งดาบหรือหอกก็ฝึกเอา พัฒนาจนกลายเป็นทหารเสือคนที่สี่ เราอยากเป็นคนพยายามเหมือนเขา ส่วนโจโฉสอนเรื่องการใช้คน ทำเพื่อชัยชนะ ส่วนเล่าปี่ก็ไม่ได้เก่ง แต่อุดมการณ์แรงกล้า ผมรู้สึกว่ามันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ไม่ได้อ่านเอาสนุก ถ้าอ่านดีๆ จะสอนคนให้เป็นยอดคน เหมือนหนังสือสงครามอีกหลายเล่ม” 

พี่ลองกูเกิลชื่อเซนต์ จะเจอคำที่เสิร์ชเกี่ยวกับเซ้นต์ว่า สเป็กและรอยสัก

“ถ้าเรื่องสเป็ก จากการเรียนรู้ในชีวิต เมื่อก่อนจะคิดว่าชอบแบบนั้นแบบนี้ แต่พอโตขึ้น ได้รู้จักคน ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้ต้องการใครที่ตามสเป็กที่ตั้งไว้เลย เราแค่ต้องการใครที่เดินเข้ามาแล้วเข้าใจเรา ผมว่ามันดีที่มีคนเข้าใจและทำให้เรามีความสุข จะมีสักกี่คนที่เข้าใจเราในทุกๆ เรื่อง หรือบางเรื่องที่เราอยากจะปรับปรุงไปด้วยกัน หรือมีความสุขไปด้วยกัน เราอาจจะชอบคนและแบบ แต่ตรงกลางคืออะไร เหมือนห้องๆ หนึ่งที่ไม่เป็นสีดำหรือสีขาวเท่านั้น”

“ส่วนรอยสักน่าจะมาจากภาพยนตร์ ‘Von เธอ’ ครับ แต่จริงๆ ผมไม่ได้สักนะ (แล้วอยากสักไหม) ผมก็ชอบรอยสักนะ แต่สมัยเด็กๆ อาม่าจะแบบ อย่าสักนะ แต่พอโตมาก็สักได้นะ แต่เราก็อาจจะสักก็ได้ แต่มันยังไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ของผมตอนนี้ครับ” 

ไอดอลในวงการบันเทิงของเซ้นต์คือใคร

“ผมชอบโรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์  มันมีทั้งดีและไม่ดีซึ่งมันก็เป็นปกติของคน แต่ที่ผมชอบเขาคือพอเขารู้ตัวว่าทำไม่ดีแล้วเขาก็เปลี่ยนตัวเอง ทำให้ดี และวิ่งเข้าหาโอกาส เป็นคนที่ดังมาก ไม่ต้องวิ่งเข้าหาโอกาสก็ได้ แต่เขาก็ยังวิ่ง กลายเป็นการได้รับการยอมรับ ส่วนศิลปิน ผมชอบจีดรากอน เขาเก่งมาก ต้องพยายามมากจนมีวันนี้”  

คิดว่าถ้าอายุ 30 อยากทำอะไร

“ผมอยากทำทุกอย่างทั้งการแสดง เพลง ธุรกิจต่างๆ ให้สำเร็จตอนอายุ 30 ผมเป็นคนที่ศึกษาคนเยอะมาก เขาทำอะไรถึงสำเร็จ แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ก็เอามาพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เราไม่รู้ว่า 30 จะทำอะไรสำเร็จ หรือมันอาจสำเร็จก่อนนั้น แต่เชื่อว่า 30 เราอยากจะเป็นตัวอยางที่ดีของคน เป็นคนที่ทำให้หลายๆ คนภาคภูมิใจในตัวเรา แล้วผมก็อยากเป็นคนที่มีความสุข ผมคิดว่าเราทำทุกอย่าง สุดท้ายสิ่งที่ทุกคนถวิลหาก็คือความสุข”

ซีรีส์ Let’s Fght Ghost ออกอากาศทาง True4U ช่อง 24 ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เริ่ม 3 มีนาคมนี้ เวลา 22:15 และมีกำหนดลง NETFLIX ในภายหลัง

Photographer: Chatchanan Chantajinda 

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong

Photographer Assistant: Chudchpong Aumponrat

Stylist Assistant: Napat Roongruang

Makeup: Thanachok Siriveephan

Hair: Phatrchanon Arntong

Other Articles