Sunday, July 3, 2022

3 หญิงเก่งผู้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าวงการจิวเวลรี่

Suzanne Belperron

ที่กรุงนิวยอร์ก พ่อค้านามว่า ลี เซเจลสัน ได้เปลี่ยนโฉมแกลเลอรี่ของเขาให้เป็นวิหารแห่งจิวเวลรี่วินเทจ และชื่อหนึ่งที่ทำให้ทีมของเขาตื่นเต้นก็คือ เบลเปร์รง “มันน่าตื่นเต้นจนถึงขั้นว่าเราต้องเก็บผลงานบางชิ้นของเธอไว้นำเสนอแก่บรรดาลูกค้าพิเศษของเรา” ต้องบอกว่าเครื่องประดับต่างๆ ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์หญิงผู้นี้เมื่อครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ปี 1920 ทำให้รุ่นหลังได้ประจักษ์ถึงความสามารถอันหาตัวจับยากของเธอ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์เองยังยึดเบลเปร์รงเป็นแบบอย่างนับตั้งแต่ช่วงยุค ’60s 

พรสวรรค์ของซูซาน เบลเปร์รงซึ่งลืมตาดูโลกในปี 1900 ณ เทือกเขาฌูรา เริ่มฉายแสงออกมาตั้งแต่เด็ก ผลงานการสร้างสรรค์ชิ้นแรกๆ ของเธอแสดงถึงความตั้งใจที่จะถอยห่างจากกฎเกณฑ์ในยุคอาร์ตเดโค ฌาน บัวแวงได้ต้อนรับซูซานเข้าทำงานกับแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นโดย เรอเน บัวแวง และยังสนับสนุนให้หญิงสาววัย 19 ผู้นี้แสดงวิสัยทัศน์ทางด้านสไตล์ได้อย่างเต็มที่ อัญมณีทรงหลังเบี้ยและอัญมณีมีค่าต่างๆ ถูกนำมาประดับบนกำไลข้อมือที่ผสานความโค้ง เส้นสายบริสุทธิ์ และวัสดุต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งหินควอตซ์ ไม้ แพลตินัม หรือกระทั่งเหล็ก เมื่อย้ายไปทำงานที่แบร์นาร์ เฮิร์ซ ซึ่งเป็นผู้ค้าขายไข่มุกและอัญมณี ซูซานก็ได้รับการยกย่องในระดับสากลถึงเอกลักษณ์ทางเทคนิคและสไตล์ต่างๆ ทั้งการใช้แล็กเกอร์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร การนำทองคำ 22 กะรัตมาตกแต่งลวดลายด้วยค้อนตามสไตล์แอฟริกา ซูซานมีชื่อเสียงมากตอนที่มีชีวิตอยู่ และกลายเป็นบุคคลระดับตำนานหลังการจากไปในปี 1983 ถึงขนาดที่ว่าชาวนิวยอร์กอย่าง นิโก แลนดริแกน ลูกชายของวาร์ด แลนดริแกน ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการแผนกเครื่องเพชรพลอยของบริษัทโซเธอบีส์ และปัจจุบันเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องประดับเวอร์ดูรา ได้ตัดสินใจที่จะชุบชีวิตให้ผลงานออกแบบของซูซานนับตั้งแต่ปี 2004 ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านจิวเวลรี่ โอลิวิเยร์ บารวง เริ่มต้นที่จะ ‘ธำรงไว้ซึ่งอนาคตของความชำนาญการในทุกผลงาน’ ของศิลปินผู้ซึ่งไม่ยอมจารึกชื่อตนเองลงบนผลงาน ด้วยคิดว่าสไตล์ของเธอต่างหากที่เป็นซิกเนเจอร์อย่างแท้จริง

Elsa Peretti

ก่อนจะมีการปฏิวัติเรียกร้องให้ตำแหน่งงานสำคัญแก่ผู้หญิง หลุยส์ คอมฟอร์ต ทิฟฟานี่ได้ทำเช่นนั้นมาก่อนแล้ว นับตั้งแต่เข้ามาคุมทิศทางฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ทิฟฟานี่ แอนด์ โค ต่อจากบิดาในปี 1902 หลุยส์ได้แต่งตั้งให้จูเลีย มันสัน เป็นผู้นำแผนกออกแบบจิวเวลรี่ ก่อนจะถูกแทนที่โดยแพทริเชีย เกย์ในปี 1914 ผลงานสร้างสรรค์ของพวกเธอนั้นใช้เทคนิคฟิลิเกรน การลงยาแบบชองป์เลอเว่และการลงยาใส แถมยังโดดเด่นด้วยสีสัน ดังเช่นที่ปรากฏบนสร้อยคอประดับอัญมณีหลายชนิดในเฉดสีที่คาดไม่ถึง แม้ว่าในยุคต่อมาชื่อเสียงของพวกเธอจะเลือนลางไป แต่ก็มีส่วนอย่างมากในการสร้างชื่อเสียงให้กับบริษัทอเมริกันแห่งนี้อีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี ไม่มีใครคาดคิดถึงอิทธิพลของเอลซา เปร์เรตติ ที่มีต่อโลกการสร้างสรรค์ร่วมสมัย เอลซาเป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้วตอนที่ได้เข้ามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานให้ทิฟฟานี่ในปี 1974 เครื่องประดับชิ้นแรกของเธอถือกำเนิดขึ้นในยุค ’60s ในประเทศอิตาลีซึ่งเป็นบ้านเกิด ต่อมาเมื่อย้ายไปอยู่ที่บาร์เซโลนา เอลซาได้ออกแบบจี้รูปแจกันเอียงชิ้นแรก ซึ่งคอลเลกชั่นนี้กลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จอย่างปฏิเสธมิได้ สไตล์ของเธอยังเน้นเส้นสายเรียบง่าย เส้นโค้งมนแบบธรรมชาติ และองค์ประกอบในชีวิตประจำวัน (เช่น ดีไซน์รู) ถั่วแขก หัวใจ แอปเปิล น้ำตา ฟักทอง คีมแกะอาหารทะเล กระดูก ปลาดาว) และนอกจากความเคารพที่มีต่อวัฒนธรรมต่างๆ ที่ส่งอิทธิพลต่องานออกแบบของเธอ (เช่น กำไลข้อมือขัดเงาที่ต้องผ่านกระบวนการ 77 ขั้นตอน ตกแต่งด้วยเทคนิคแล็กเกอร์อูรูชิโบราณ) เอลซายังได้สร้างสิ่งที่พวกเราเรียกกันในทุกวันนี้ว่า ‘ภาพลักษณ์ของแบรนด์’ ให้แข็งแรงมั่นคง 

นอกจากจะเป็นผู้นำซิลเวอร์มาผลิตเครื่องประดับให้กับทิฟฟานี่อีกครั้ง และริเริ่มคอลเลกชั่นสั่งผลิตรายบุคคลที่มีชื่อว่า Diamonds by the Yard ซึ่งเป็นเพชรรูปทรงโค้งรีที่ประดับอย่างเรียบง่ายบนเส้นทองที่ปรับสายได้ เอลซาซึ่งชอบช่วยเหลือสังคมยังเป็นนักปฏิวัติ และนักธุรกิจหญิงที่ทำให้ทั้งโลกรับรู้ว่าทุกคนสามารถเข้าถึงความหรูหราได้

Renée Puissant

หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กระแสการออกแบบให้ใช้งานได้จริงเริ่มเข้ามาเติมเต็มงานออกแบบสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นโลกกูตูร์หรือโลกจิวเวลรี่ ที่แบรนด์ Van Cleef & Arpels ผู้หญิงคนหนึ่งเข้าใจสมการใหม่นี้เป็นอย่างดี เธอคือ เรอเน ปุยซองต์ ลูกสาวของผู้ก่อตั้ง อัลเฟรด แวน คลีฟ และเอสเธอร์ อาร์เพลส์ เรอเนผู้สง่างามยังชอบลงมือทำงานเอง งานในช่วงแรกๆ ของเธอก็คือสิ่งที่พวกเราเรียกกันในปัจจุบันว่า ‘การตลาด’ 

ปี 1921 ในโอกาสเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่า เธอคิดถึงการขายเครื่องประดับ ‘ในราคาพิเศษ’ จะบอกว่าเธอเป็นผู้คิดค้นคอลเลกชั่นเรดี้ทูแวร์ให้วงการเครื่องประดับก็ได้เหมือนกัน อีกทั้งสไตล์ของเธอยังขับเคลื่อนการสร้างผลงานด้วย ในปี 1926 หลังจากการเสียชีวิตของสามี เรอเนก้าวขึ้นมาในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแบรนด์ที่พ่อแม่เธอได้ก่อตั้งขึ้น เป็นเพราะทิศทางของเธอที่ทำให้การสรรค์สร้างดีไซน์ยิ่งโดดเด่นจนประสบความสำเร็จ เรอเนกับนักวาดภาพ เรอเน ซิม ลากาซได้เป็นคู่หูในการทำงาน และในยุคสมัยของเธอก็เกิดพัฒนาการประดับอัญมณีแบบ mysterious setting และการออกแบบกระเป๋ามิโนดิแยร์ ทั้งยังสอดแทรกแรงบันดาลใจจากชีวิตประจำวันไว้ในงานออกแบบล้ำค่า เช่น สร้อยคอ Zip ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ในการออกแบบของแบรนด์ที่พลิกแพลงใส่ได้หลายแบบ และได้แรงบันดาลใจจากชุดกระโปรงติดซิปของเอลซา สเกียปาเรลลี่ 

กว่าจะออกแบบสร้อย Zip ได้นั้นต้องใช้เวลานานและยากลำบาก กว่าจะสำเร็จจริงได้ก็มาถึงต้นทศวรรษ 1950 ระหว่างนั้นเรอเนต้องเผชิญกับความมืดมนจากสงครามโลกและจากไปในปี 1942 แต่สร้อยคอ Zip ก็ได้กลายเป็นมรดกของวงการจิวเวลรี่ในเวลาต่อมา และยังเป็นประจักษ์พยานของการมีส่วนร่วมครั้งใหญ่ของหญิงคนหนึ่งที่เลือกเดินในเส้นทางแห่งอิสระและความงามได้จนถึงจุดสิ้นสุด

Other Articles