Friday, January 22, 2021

5 ปีบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยแพสชั่นของนักแสดงเจ้าบทบาท ‘ธิติ มหาโยธารักษ์’

จากที่เคยสวมบทนักเรียนวัยสดใส (ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น ซีซั่น 2557) มาสู่บทบาทหนุ่มขี้อ่อยในภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้จากค่ายจีดีเอช ‘อ้าย..คนหล่อลวง’ ที่กำลังเข้าฉายในขณะนี้ แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์ กับผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองในชีวิตที่ทิ้งห่างจากเรื่องแรก (เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ 2558) อยู่หลายปี หากไม่นับงานอื่นๆ อย่างเช่น ซีรีส์ พิธีกร ร้องเพลงประกอบ มิวสิกวิดีโอ ฯลฯ ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นบทพิสูจน์ความสามารถอีกขั้นของแบงค์ การที่ต้องประชันบทบาทกับนักแสดงที่เขาเคยชมผลงานสมัยเป็นเด็ก ครั้นพอถึงวันที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน “ตอนแรกเรารู้สึกเกร็งมากกว่า คิดว่าจะไปเป็นตัวถ่วงของทีมหรือเปล่า ทำให้ต้องทำการบ้านค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีฝีมือทางด้านการแสดงเยอะมาก ซึ่งพี่ๆ เหล่านี้เราเคยดูผลงานของเขาก่อนที่เราจะเข้าวงการซะอีก รู้สึกประทับใจที่ตอนนี้มีโอกาสได้ร่วมซีนกับเขา” แบงค์เล่าความรู้สึกด้วยสายตาที่สื่อความหมายเดียวกัน

แบงค์ในวัย 24 ดูมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง การรับบทนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เต็มไปด้วยความสนุก “ผมรับบทเป็นเพชร ผู้ชายที่ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์จากอีกฝ่าย เป็นคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างขัดกับตัวจริงของผมมาก เพราะเราไม่เคยหวังผลประโยชน์จากคนที่คบหาเลย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือพี่น้อง หนังเรื่องนี้คาแร็กเตอร์แต่ละคนจะชัดมากๆ พอเราเข้าซีนด้วยกัน เราสนุกกับการที่ได้เล่นเป็นตัวละครนั้นๆ หวังว่าคนดูน่าจะเอ็นจอยกับทุกโมเมนต์ในเรื่องเหมือนเราด้วย”

เวลาต้องเล่นเป็นคนที่มีนิสัยคนละขั้วกับตัวเรา เคยรู้สึกขัดแย้งกับตัวละครนั้นๆ ไหม

“มันจะขัดแย้งตอนที่เราทำการบ้านครับ อย่างในเรื่องนี้เราจะเปรียบเทียบระหว่างตัวเรากับตัวคาแร็กเตอร์ว่าทำไมเพชรถึงเลือกใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์ แล้วมองกลับกันว่าถ้าเป็นแบงค์ล่ะจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า แล้วทำไมแบงค์ถึงไม่ทำ ทำไมเพชรถึงทำ มันก็จะมีการขัดแย้งกันให้เราสามารถแยกออกได้ว่าอันไหนคือคาแร็กเตอร์ อันไหนคือตัวตนของเราจริงๆ

“พอเราหาแก่นมันเจอว่าทำไมเพชรถึงทำแบบนั้น เราก็จะเข้าใจแล้วว่า อ่อ มันมีคนที่เป็นแบบนั้นนะ แต่เราต้องหาให้ได้ว่าก่อนที่เขาจะทำสิ่งนั้น เขามีความคิดยังไง แบ็กกราวด์สตอรี่เขาเป็นยังไง ทำไมเขาถึงมาเป็นคนแบบนี้ในปัจจุบัน เพราะพอเราเจอคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างไปจากตัวเรา มันก็ค่อนข้างต้องทำการบ้านเยอะเหมือนกัน จะมีรีเลตกันแบบโปรยเสน่ห์บ้างนิดหน่อยที่เราพอจะทำได้บ้าง (ทำเสียงกรุ้มกริ่ม) ก็จะเอามาเมิร์จกันให้ตัวละครมันกลม” 

เริ่มรู้ตัวตอนไหนว่าการแสดงเป็นแพสชั่นของเรา

“ตั้งแต่ตอนที่เริ่มดูหนังครับ ผมจะชอบยกตัวอย่างคนนี้ ไรอัน กอสลิง เขาเป็นนักแสดงที่เก่งมากในสายตาของผม แล้วก็สามารถเปลี่ยนบทบาทได้อย่างชัดเจน เวลาดูหนังของเขาแต่ละเรื่องเรารู้สึกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ คือพอเราเปลี่ยนจากเรื่องหนึ่ง เราก็เปลี่ยนคาแร็กเตอร์เป็นอีกคนหนึ่ง เราเปลี่ยนวิธีการเดิน เราเปลี่ยนวิธีการพูด เราเปลี่ยนอินเนอร์ของเรา มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละมั้งเป็นสิ่งที่ผมตามหา

“เพราะปกติต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนขี้เบื่อมาก ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เป็นระยะเวลานาน อาจจะทำได้แต่เราก็จะรู้สึกว่า ‘เบื่อแล้วว่ะ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า’ แต่พอเราได้เจอการแสดง ได้เจอบทบาทใหม่ที่เข้ามา มันคอยที่จะท้าทายเราตลอดเวลา เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้แหละเป็นแพสชั่นในการทำงานของเรา มันคือการที่เราได้สนุกกับการ explore สิ่งต่างๆ กับคาแร็กเตอร์แต่ละตัว

“เช่นถ้าย้อนไปตอนเล่นเป็นไทในเรื่องรักฉุดใจนายฉุกเฉิน ตอนนั้นทำให้เราได้ค้นพบว่าการที่คนเราต้องสูญเสียคนที่รักมากที่สุดไป แล้วเขาต้องเหลือตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ เขามีความรู้สึกยังไง เขาต้องรับมือกับการสูญเสียนั้นยังไง แล้ววิธีไหนจะทำให้เขาสามารถหลุดจากวงโคจรของการที่อยากจะแก้แค้นได้” 

ระยะเวลา 5 ปีกับการทำอาชีพนี้ สิ่งที่ได้รับมามันต้องแลกกับอะไรบ้าง

“การเป็นนักแสดงทำให้ผมได้เจอผู้คน ได้เจอกับความรู้สึกหลากหลายมาก เรารู้สึกว่ามีความเซนสิทีฟมากขึ้น เราตอบสนองต่อความรู้สึกภายนอกที่เข้ามาหาเราได้เร็วขึ้น เราได้เจอทั้งคนที่ชื่นชมกับผลงาน ได้เจอกับคนที่ติผลงาน ซึ่งทำให้เราได้เก็บตรงนั้นมาใช้ในการพัฒนาตัวเองมากขึ้น

“แต่ถ้าถามว่าได้อะไรมากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่องของการได้รู้มั้งครับว่าอาชีพนี้มันเป็นยังไง เหมือนเวลาที่คนภายนอกมองเข้ามา เขาไม่ได้มองว่าเราเป็นนักแสดง เขาจะมองว่าเราเป็นดารา เป็นกลุ่มคนหน้าตาดีที่มาทำงานหารายได้และได้เงินง่ายๆ แต่พอเราได้เข้ามาทำจริงๆ เรารู้สึกว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องแลกกับการที่เรามาอยู่จุดนี้ อย่างเช่นการฝึกฝนร่างกายของตัวเอง การพัฒนาคาแร็กแตอร์ บางทีเราเป็นนักแสดงแล้วลงลึกกับอะไรมากๆ ก็ทำให้สภาพจิตใจของเราแย่ตามไปด้วยเหมือนกัน

“มันเลยทำให้ผมรู้ว่าการที่จะเป็นนักแสดงนั้นไม่ง่ายเลย ผมจะคอยบอกคนข้างนอกว่าดาราไม่ได้หาเงินง่ายๆ หรอกนะ เพราะบางอย่างมันก็ต้องแลกมา ซึ่งบางอย่างมันแลกไปแล้วก็เอาคืนไม่ได้ อย่างเรื่องของสภาพจิตใจ เราสามารถไปปรึกษาหรือพูดคุยให้สภาพจิตใจเราฟื้นฟูกลับมาได้นะ แต่ก็จะมีจุดช่องว่างที่มันหายไปแล้ว ซึ่งมันไม่สามารถอธิบายออกมาได้”

แล้วจริงๆ การเป็นนักแสดงมันยากขนาดไหน

“ผมเรียกว่าเป็นความท้าทายดีกว่า เหมือนพอเราแสดงไปถึงระดับหนึ่งแล้วมันจะมีกำแพงที่ก่อขึ้นมาให้เราติดอยู่ เราจะ stuck อยู่ตรงนั้นช่วงหนึ่ง แล้วเราก็รู้สึกว่าทำไมการแสดงของเราไม่พัฒนาเลย ทำไมการแอ็กชั่นต่างๆ ซีนต่างๆ ของเราถึงเล่นเหมือนเดิม เหมือนเราอยู่ในเซฟโซนของตัวเอง ทำไมเราถึงทำแบบอื่นไม่ค่อยได้ ไม่รู้ว่าเพื่อนนักแสดงคนอื่นเป็นหรือเปล่า แต่ผมมีช่วงเวลาหนึ่งที่ติดอยู่อย่างนั้นเป็นระยะเวลานานเหมือนกัน ประมาณ 1-2 ปี

“ช่วงนั้นจะรู้สึกท้อบ้าง คิดว่าเราไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดงหรือเปล่า หรือว่าการแสดงของเรามันมีจุดสิ้นสุดแค่นี้ จะเกิดคำถามหลายอย่างกับตัวเองมาก ให้เราได้คิดได้ตกตะกอน แต่สุดท้ายแล้วพอเราพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็สามารถก้าวผ่านกำแพงนั้นไปได้ แต่ว่าค่อนข้างยาก ตอนผมเจอมามันหนักมาก ผมแบบว่า lost ทุกอย่าง ไม่รู้จะหันไปทางไหน ผมไม่รู้ว่าควรไปเรียนเพิ่มเติมหรือต้องไปหาประสบการณ์เพิ่มเติม ตอนนั้นเหมือนหาหนทางไม่ได้ แต่จุดพลิกผันคือเหมือนย้อนไปจุดเบสิก กลับไปเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด”

มีบทบาทไหนที่อยากเล่นเป็นพิเศษ

“จริงๆ อยากเล่นเยอะมากเหมือนกันนะ ล่าสุดผมคิดได้ว่าอยากเล่นเป็นคนอายุเท่าเนี้ย แต่ว่าพฤติกรรมทั้งหมดเหมือนเด็กทารก ทุกอย่างของเราเป็นเด็กหมดเลยแต่ว่าอยู่ในร่างของผู้ใหญ่ เพราะผมชอบดูคลิปของน้องเดมี่ น้องสายฟ้า-พายุ เรารู้สึกว่าเด็กมีคาแร็กเตอร์แบบเขาเพิ่งได้รู้จักโลกใบนี้ เหมือนแบบอันนี้คืออะไร เหยียบทรายครั้งแรกเป็นยังไง ก็จะมีความสงสัยในแววตา ผมอยากลองเล่นเป็นเด็กดู (แล้วจะได้อะไร?) ได้รีมายด์ถึงอดีตของเรามั้งครับ เพราะว่าผมจำช่วงเวลาตอนเด็กของผมไม่ค่อยได้ เราอยากจะกลับไปรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งหนึ่ง”

แฟนคลับมีความหมายกับแบงค์ขนาดไหน

“โห มากเลยครับ ผมรู้สึกว่าเราอยู่วงการนี้สิ่งที่อยู่คู่กับนักแสดงก็คือแฟนๆ ที่ซัพพอร์ตเรา ผมรู้สึกดีทุกครั้งที่เวลาไปออกงานแล้วเจอคนที่คอยให้กำลังใจหรือคอยตามเรา มันทำให้รู้สึกว่าเนี่ยเรามาเจอกันนอกจอแล้วนะ เรามาเจอกันจริงๆ เราได้พูดคุยกัน เราได้สื่อสารกัน มันทำให้เราเห็นว่ามีคนคอยสนับสนุนเราอยู่ แล้วเราก็อยากจะทำผลงานดีๆ มอบสิ่งดีๆ ที่เราสามารถทำได้ให้กับเขา”   

แล้วในแง่ของรางวัลด้านการแสดงล่ะ

“ผมไม่ค่อยมายด์กับรางวัล ผมดูที่ฟีดแบ็กตัวเองมากกว่าว่าเราพอใจกับการแสดงครั้งนั้นของเราไหม เราสนุกกับมันหรือเปล่า พอออนแอร์แล้วเรามีความคิดเห็นยังไงกับงานที่เราเล่นออกไป น่าจะเป็นแค่นั้นก็โอเคแล้ว หมายถึงว่าไม่จำเป็นต้องมีรางวัลยืนยันว่าเราคือนักแสดงที่เก่ง เราเป็นนักแสดงที่ป็อปปูลาร์ แค่เราชอบแล้วก็เต็มที่กับผลงานเรา สุดท้ายแล้วพอมาดูเราก็ไม่เสียใจว่าเราเล่นไปแบบนี้” 

เคยอ่านเจอว่าอนาคตอาจจะกลับไปทำธุรกิจที่บ้าน

“จริงๆ ไม่ได้กลับไปทำให้ที่บ้านหรอก เราอยากสร้างเองมากกว่า คือเราโตมากับครอบครัวที่ทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นการพัฒนาของพ่อแม่ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเขามีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง รู้สึกว่ามันท้าทายเรา ทำให้เราอยากแข่งกับเขา แต่ว่าไม่ได้แข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตายนะครับ เหมือนเป็นแรงผลักดันให้เรารู้สึกว่าขนาดพ่อแม่ที่เริ่มจากไม่มีอะไรเลย แล้วตอนนี้เรามีต้นทุนที่ดีแล้ว เราก็สามารถต่อยอดขึ้นไปให้มันดีขึ้นกว่าที่เขาทำมาได้ เพื่อที่จะทำให้เขาได้สบายมากขึ้น” 

จากวันแรกจนถึงวันนี้รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ทำมาทั้งหมด

“ดีใจนะครับที่พาตัวเองมาได้ไกลขนาดนี้ โดยที่ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมาอยู่จุดนี้ในที่นี้ ตอนนี้รู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่อยากทำ มีอีกหลายอย่างที่อยากจะแข่งกับความคิดของตัวเอง อยากจะลองดูว่าเรามีความสามารถขนาดไหน ฉะนั้นถามว่าดีใจไหมที่เรามาถึงตรงนี้ เราดีใจนะ แต่ถ้าถามว่าพอใจแล้วหรือยัง ก็คงยังอีกไกลครับ” 

Photographer: Perakorn Voratananchai

Stylist: Watcharachai Nun-ngam

Special Thanks: B HOUSE 49, Facebook & Instagram: Bhouse49.bkk

Other Articles