Friday, November 27, 2020

ตัวตนที่ลุ่มลึกภายใต้ความคมเข้มของผู้ชายชื่อ ‘จอส เวอาห์’

จอส เวอาห์ แสงเงิน นักแสดงหนุ่มหน้าเข้มที่เข้าวงการเพียงสองปีแต่มีผลงานทั้งซีรีส์และละครมาไม่น้อย จากซีรีส์เรื่องแรก ‘Friend Zone เอา.ให้.ชัด’ ‘Wolf เกมล่าเธอ’ ‘สามเราต้องรอด’ ‘เกมรักเอาคืน’ จนถึงงานละคร ‘ไฟสิ้นเชื้อ’ ที่ได้ประกบคู่กับรุ่นใหญ่อย่างนุ่น วรนุช จอสก็สอบผ่านฉลุยมาแล้ว และไม่นานเกินรอเราคงจะได้เห็นเขาอีกครั้งใน Friend Zone 2 เดิมทีจอสเป็นที่รู้จักในแวดวงยูทูบเบอร์จากเพจดูมันดิ (DoMunDi) กับเพื่อนๆ พอมีคนติดตามเพิ่มขึ้นก็เริ่มมีงานเดินแบบ ถ่ายแบบ ก่อนเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัวโดยเซ็นสัญญากับ GMM TV เมื่อปี 2018

ภายใต้กรอบแว่นตาดำที่มาพร้อมมาดนิ่งๆ สไตล์นักกีฬา Cool Guy ของเราเปิดฉากเล่าพฤติกรรมที่ชอบทำตั้งแต่วัยรุ่นและต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่เป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ “ผมเป็นเด็กที่เล่นมาตลอด เรียนก็แค่เอาผ่าน ชอบวิชาไหนก็เรียน ไม่ชอบก็ไม่เรียน ตอนมหา’ลัยก็เป็นแบบนั้น วิชาที่ชอบจะนั่งหน้า คาบไหนไม่ชอบจะถามเพื่อนว่าเช็กชื่อหรือเปล่า ถ้าไม่เช็กชื่อจะไปเล่นยิม ช่วงนั้นบ้าฟิตเนสมากๆ ครับ ผมชอบออกกำลังกายมาตั้งนานแล้ว เพราะตอนเด็กๆ มีความฝันอยากเป็นนักกีฬาอาชีพ เราเลยมีวินัยในการออกกำลังกายมาตลอด”

จนกระทั่งวันนี้จอสยังขยันไปยิมสม่ำเสมอและไม่คิดจะล้มเลิก “ผมไปเล่นทุกวันที่ว่างครับ โดยเฉลี่ยประมาณ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ บางวีกก็เกิน 7 ครั้ง คือถ้าว่างทั้งวันผมจะแบ่งเวลาไปยิมสองรอบ ผมตื่นค่อนข้างเช้าประมาณตีห้าก็จะไปเล่นรอบเช้า 45 นาที รอบเย็นอีก 45 นาที บางทีไปยิมช่วงเช้าแล้วตอนบ่ายไปเล่นบาส หรือไม่ก็ไปต่อยมวย ผมอยากเตรียมร่างกายเอาไว้เผื่อมีโอกาสได้เล่นภาพยนตร์หรือซีรีส์แอ็กชั่น เราอยากตีลังกา เตะ หรือใช้ท่าที่มันเท่ๆ ได้ พยายามสร้างทักษะให้ตัวเองมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราชอบด้วย”

รู้สึกว่าชีวิตคุณจะขาดยิมไม่ได้ แล้วความมีวินัยมันลามไปเรื่องอื่นมั้ย

“ครับ ผมได้ซึมซับความมีวินัยผ่านการออกกำลังกาย ทำให้เป็นคนตรงต่อเวลาและรับผิดชอบต่อเรื่องอื่นๆ ด้วย มันคือการที่เราไปฟิตเนสโดยไม่ได้รู้สึกว่าอยากไปหรือวันนั้นเหนื่อย ซึ่งไม่จำเป็นต้องเล่นหนัก แต่ผมก็ไปเพื่ออย่างน้อยจะได้อะไรกลับมาบ้าง เหมือนกับการทำงานที่ไม่ได้อยากทำ แต่เรารู้ว่ามันจำเป็น ผมว่านี่เป็นคีย์ที่สำคัญมากๆ มันเป็นการฝึกมายด์เซ็ตของตัวเอง ถึงแม้เราจะไม่โอเค แต่เราทำก็ได้”

แล้วไม่รู้สึกว่ากดดันตัวเองเหรอ

“ค่อนข้างครับ ผมรู้ตัวว่าเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวดมาก อย่างเวลาไปเล่นฟิตเนสก็จะวางแผนคร่าวๆ ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันนั้นหรือวีกนั้น เหมือนเราสร้างเส้นทางแล้วก็เดินตาม เคยมีช่วงที่เล่นฟิตเนสใหม่ๆ แล้วอยากไปแข่งเพาะกาย เราก็อยากติด 1 ใน 3 เพราะเราจะตั้งความหวังให้ตัวเองตลอดว่า ‘I wanna be the best’ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม แต่พอมาเป็นการแสดงมันคิดอย่างนั้นไม่ได้ แล้วคำว่า the best เราไปเปรียบเทียบกับใครเหรอ มันก็ไม่ใช่ เพราะการแสดงคือทีมเวิร์ก สุดท้ายแล้วเราต้องทำให้มันดีที่สุด ผลลัพธ์จะเป็นยังไงไม่เป็นไร แต่แค่ให้เราพยายามเต็มที่ที่สุด

“ผมอยากลุยเรื่องการแสดงให้เยอะที่สุดก่อน โดยจะต้องมีเวลาให้กับมันด้วยนะ ถ้ามัวแต่ทำอย่างเดียวแล้วคุณภาพไม่ได้เลย อันนี้ก็สำคัญมาก ผมขออดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่า ผมจะคุยกับผู้จัดการและค่ายว่าถ้าอันไหนหนักไปเราขอไม่ทำนะ หนักไปในที่นี้ก็คือสมมติว่ารับละครสามเรื่องพร้อมกันนี่ผมคงทำไม่ได้แน่ ที่ทำไม่ได้ไม่ใช่เพราะว่าขี้เกียจนะครับ แต่ห่วงเรื่องคุณภาพมากกว่า

“เอาง่ายๆ ว่าสมมติรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกถ่ายวันจันทร์ อังคาร พุธ อีกเรื่องถ่ายวันพฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ผมจะเอาเวลาไหนอ่านบทล่ะครับ ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น คือรู้ว่าด้วยสถานภาพเราตอนนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะขนาดมีเวลาจะออกมาดีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ก็เลยไม่อยากรู้แต่แรกว่าเราจะไม่ได้ทำเต็มที่ เพราะทุกครั้งเวลาดูละครที่ตัวเองเล่น ผมจะคอยจับผิดเสมอ ดูแล้วนอยด์ก็มี ซึ่งไม่ชอบนะครับที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ห้ามไม่ได้

“ผมว่ามันเป็นดาบสองคม เวลาเราตำหนิตัวเองตลอดเวลามันทำให้เราไม่หยุดพัฒนา เราจะคิดตลอดว่าถ้าเล่นอย่างนี้ได้มันน่าจะดีกว่า คือเราจะหาทางพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในแง่กลับกัน สมมติว่ามันเยอะเกินไปก็อาจจะทำให้เราคิดมาก เสียเวลาไปกับเรื่องที่ผ่านมาแล้วโดยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่กับความพอดี ไม่ใช่ว่าปล่อยไปซะทุกเรื่อง”

Cool Guy ในความหมายของคุณคือผู้ชายแบบไหน

“คนที่สามารถใจเย็นกับทุกอย่าง ค่อยๆ แก้ไขปัญหาโดยใช้เหตุผลไม่ใช้อารมณ์ เป็นคนที่สามารถคุยได้ทุกเรื่อง พร้อมที่จะรับฟังปัญหาด้วยความเข้าใจ ถึงแม้ว่าความคิดจะต่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพราะผมรู้สึกว่าหลายๆ คนพอความคิดเห็นต่างกันปุ๊บก็มักจะมีอคติว่าคุณคิดไม่เหมือนผม

“แต่ก่อนผมเป็นคนที่ไม่ยอมรับความคิดของคนอื่น เพราะเรามีชุดความคิดของเราที่คิดว่ามันถูก แต่พอเจอคนที่คิดต่าง เราก็อู้ว เขาคิดกันแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ซึ่งก็มีทั้งแย่และดี จนทำให้เราคิดว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกอย่าง very individual ถ้าเราเคารพในความเป็นปัจเจก ถึงแม้จะคิดต่างแต่เราก็สามารถคุยกันดีๆ ได้ด้วยเหตุผลในฐานะมนุษย์ด้วยกัน”

ระดับความคูลของจอสล่ะอยู่ขั้นไหนแล้ว

“ผมจะไม่เถียงหรือถกประเด็นต่างๆ กับคนที่ไม่สนิท เราจะเป็นคนที่ฟัง แต่เราก็เป็นคนพูดเยอะ เยอะมากๆ ด้วย ผมจะดูว่าถ้าใครเป็นฝ่ายที่ร้อนกว่า ผมก็จะเป็นคนที่เย็นก่อน แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ จะเลือกไม่คุยด้วยเลย เพราะบางคนพอรู้ว่าเราคิดแบบนี้ก็ไม่ยอม จะเปลี่ยนความคิดเราให้ได้ เราก็ต้องเปลี่ยนเรื่องคุยหรือไม่ก็ห่างกับเขาไปเลย

“ผมเป็นคนโหยหาพลังงานบวกจากคนอื่น หมายถึงว่าเราชอบคนขยัน คนที่มีแพสชั่นในการทำอะไรสักอย่าง เพราะเราอยากจะเป็นคนแบบนั้นเหมือนกัน ในสายตาคนส่วนใหญ่มักบอกว่าจอสเป็นเด็กขยันและตั้งใจ คำว่าจอสเป็นเด็กตั้งใจเนี่ยได้ยินมาเยอะสุดแล้ว ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันว่าไม่เก่งไม่เป็นไร เราจะตั้งใจและโชว์ให้เขาเห็นว่าเราตั้งใจ

“ผมคิดว่าถ้าเราทำเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์มันก็ได้เอง ผมรู้สึกว่าโอกาสสำเร็จของผมค่อนข้างสูง ซึ่งโชคดีมากๆ เพราะบางครั้งเราทำไปแบบไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะทำได้ ไม่คาดหวังว่าจะดังด้วยซ้ำ ตอนนี้ผมอยากลองทุกอย่างเพราะว่ามันใหม่หมด และรู้สึกว่ายังต้องพัฒนาตัวเองอีกเยอะมาก”

ความรู้สึกที่มีต่อวงการแสดง

“ผมยังพูดไม่ได้เต็มปากว่ารักการแสดง เพราะยังไม่ได้ลองมากพอ ผมตอบแบบนี้มาตลอดจนถึงวันนี้ก็สองปีครึ่งมาแล้ว แต่ตอนนี้ที่ทำเพราะความสนุก ทุกคนที่ได้เจอก็ดีกับเรามากและเชื่อมั่นในตัวเรา รวมทั้งผู้ใหญ่ให้โอกาสด้วย แต่ถามว่ามีองค์ประกอบเล็กๆ อะไรมั้ย มันมีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังมีอีกเยอะที่เราอยากลอง เลยรู้สึกว่าทำไปก่อน ชอบบ้างไม่ชอบบ้างก็ไม่เป็นไร แค่ทำให้เต็มที่ก็พอ แล้วพอถึงวันหนึ่งอาจสัก 3-5 ปีจะถามตัวเองอีกทีว่ายังรักการแสดงอยู่มั้ย ถ้ารักก็ลุยต่อ ถ้าไม่ชอบแต่มันเลี้ยงชีพเราได้และมีคนอยากเห็นเราแสดงต่อไป เรื่องนี้ผมก็ไม่อยากเฟกว่าจะไม่ทำ เพราะเรายังต้องดูแลรับผิดชอบตัวเองและครอบครัวด้วย”

คุณมีมุมสงบของตัวเองบ้างมั้ย

“ผมเพิ่งลองนั่งสมาธิ ไม่ได้ชอบนะครับแต่รู้สึกว่าทำแล้วดี เลยพยายามทำให้เป็นกิจวัตรประจำวัน ถ้าเป็น Hidden Place ล่าสุดได้ไปนั่งสมาธิที่ทะเลตอนพระอาทิตย์ขึ้น รู้สึกดีมากๆ ตอนนี้เวลาไปต่างจังหวัดไม่ว่าทะเลหรือภูเขา ถึงนอนดึกแค่ไหนก็จะตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วนั่งสมาธิ รู้สึกเหมือนได้รับพลังงานแปลกๆ บอกไม่ถูก ตอนนั่งสมาธิจิตมันก็วุ่นนะครับ เราแค่ดีลกับมันไปเรื่อยๆ รับรู้ว่ารู้สึกอย่างนี้ ไม่ไปควบคุม เราทำเพื่อเพอร์ฟอร์แมนซ์ของเราเอง เพราะรู้สึกว่าในเรื่องของการแสดง สมาธิมีความสำคัญมาก”

ผู้หญิงยุคนี้ในสายตาของจอส เวอาห์

“ผมว่าเก่งขึ้นนะ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ผู้ชายทำได้ สมัยนี้ผมรู้สึกว่าผู้หญิงมีความสามารถหรือเก่งกว่าด้วยซ้ำไป และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งผู้ชายอีกต่อไป และมีความเท่าเทียมกันในหลายๆ เรื่องมากขึ้น”

Photographer: Adison Rutsameeronchai; Photographer Assistant: Anurak Duangta; Stylist: Piphacha Vonpiankul; Makeup & Hair: Satanun Graisorn; Special Thanks: Josh Hotel, Ari 4 (North), Phayathai, Bangkok Tel. 0-2102-4999

Other Articles

เติมความสุขด้วยขนมหวานจากผลไม้ ‘SWEET SOIRÉE’ ที่โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ

ในบรรดารสชาติทั้งเปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน ถามว่ารสใดให้พลังงานกับเราได้แบบฉับไว ตอบเลยว่า ‘รสหวาน’ เวลาที่รู้สึกเหนื่อยแล้วได้กินขนมหวานๆ บอกตามตรงว่ากระปรี้กระเปร่าและฟินสุดๆ และคงเป็นอีกหนึ่งความสุขของคนรักขนมหวานอย่างเรา เมื่อโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ เปิดตัว ‘Sweet Soirée’ เป็นครั้งแรก ซึ่งแนวคิดของหวานยามเย็นในรูปแบบใหม่นี้รังสรรค์โดยเชฟฟลอเรียน กูโตว (Executive Pastry Chef Florian Couteau) หัวหน้าเชฟขนมหวานผู้มีทักษะและประสบการณ์ในการทำขนมมายาวนาน เจ้าของรางวัลชนะเลิศเชฟชาเลนเจอร์ของเชฟกระทะเหล็ก...

เสิร์ฟความฝันบนโต๊ะอาหารด้วย Sretsis Table

การรับประทานอาหารที่บ้านก็รื่นรมย์ได้หากใส่ใจในรายละเอียด โดยเฉพาะในเรื่องศิลปะการจัดโต๊ะอาหาร ล่าสุดแบรนด์ Sretsis และ Sretsis Palour ได้สร้างสรรค์สินค้าไลน์ใหม่ในชื่อ Sretsis Table ซึ่งเหมาะจะซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาล หรือไม่ก็ซื้อไปใช้เอง ไลน์สินค้านี้ประกอบด้วยชิ้นงานหลากหลาย เช่น  ภาชนะเคลือบซึ่งใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมจากเยอรมนีและออสเตรีย เรียกได้ว่าเป็นงานละเอียดและทนทาน เครื่องแก้ว ผ้าลินินสำหรับใช้บนโต๊ะอาหาร เซรามิกอย่างเชิงงเทียน และแจกัน และบรรดาของตกแต่งต่างๆ อีกมากมาย  และด้วยความเป็น Sretsis ลวดลาย...

Victoire de Castellane หญิงเก่งแห่งวงการจิวเวลรี่

หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ว่า วิกตัวร์ เดอ คาสเตลลาน (Victoire de Castellane) เป็นผู้ที่เสนอแบร์นาร์ด อาร์โนลต์ เรื่องการก่อตั้งแผนกจิวเวลรี่ของดิออร์ (Dior) “ฉันบอกคุณอาร์โนลต์ว่าต้องการก่อตั้งแผนกจิวเวลรี่ที่แบรนด์ยังไม่มี” ในปี 1999 โลกจิวเวลรี่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง แบรนด์ต่างๆ ไม่มีทิศทางในการสร้างสรรค์ของตนเอง แต่อาศัยมนตร์ขลังแห่งชื่อแบรนด์ และชื่อเสียงของตัว ‘บุคคล’ ผู้เป็นนักออกแบบ เมื่อได้รับตำแหน่งผู้นำแผนกจิวเวลรี่ของดิออร์ วิกตัวร์ได้สลัดภาพการทำงานสร้างสรรค์ว่าเป็นงานสำหรับชนชั้นกลางออกไป...