การกลับมาของ ‘Rado True Thinline Les Couleurs™ Le Corbusier’ คอลเลกชั่นเรือนเวลา
เมื่อ ‘พลังแห่งสีสัน’ กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่บรรดานักออกแบบใช้เป็นส่วนเติมเต็มให้กับสุนทรีย์ทางอารมรณ์ จนสร้างอานุภาพให้กับงานออกแบบดูแตกต่าง และทรงพลังจนมีส่วนสำคัญต่อวงการดีไซน์มาตั้งแต่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา

โดยศาสตร์ด้านการออกแบบของสีสัน ได้รับการพัฒนาและวางแนวคิดใหม่จากแนวคิดของ ‘เลอ กอร์บูร์ซิเย่’ องค์กรที่อยู่ภายใต้ Foundation Le Corbusier ซึ่งถือสิทธิ์ในการออกใบอนุญาตการใช้ชุดสีเชิงสถาปัตยกรรมของนักออกแบบชื่อดังระดับตำนานอย่าง เลอ กอร์บูร์ซิเย่ (Le Corbusier) ที่ส่งมอบประสบการณ์จากความว่างเปล่าสู่ ชุดสีเชิงสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น มอบความกลมกลืนอย่างเป็นธรรมชาติและสามารถผสมผสานได้ทุกแนวทาง มาตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1931

ซึ่งสามารถจำแนกเฉดสีได้ถึง 63 เฉดสี จาก 2 คอลเลกชั่น และถูกแบ่งออกเป็น 9 กลุ่มด้วยเฉดและโทนสี ที่ต่างกัน ในระบบสี จนในปัจจุบันชุดสี Architectural Polychromy กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ได้ถูกนำไปใช้ทั้งในงานเชิงสถาปัตยกรรม และการออกแบบอย่างโดดเด่น ทั้งยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่า ชุดสีดังกล่าวสามารถถ่ายทอดข้อมูลด้านจิตวิทยาในทุกๆ เฉดสี จนในวันนี้กินระยะเวลาเกือบ 90 ปี (หลังจากที่ชุดสีเหล่านี้ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรก) ที่ชุดสี Architectural Polychromy มีส่วนช่วยสร้างสรรค์งานออกแบบให้กลับมีชีวิตชีวา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งสีสัน
กลายเป็นจุดตั้งต้นให้ Rado ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ที่มีแนวทางการปฏิวัติวงการการผลิตนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ในยุคปัจจุบัน เลือกเฉลิมฉลองสีสันแห่งตำนานอย่างภาคภูมิใจ กับ True Thinline Les Couleurs™ Le Corbusier (ทรู ทินไลน์ เลส์ คูล์เลอร์ เลอ กอร์บูร์ซิ เย่) ซึ่งเคยสร้างความความสำเร็จ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเมื่อปีที่ผ่านมา
และในปีนี้ เพื่อย้ำชัดถึงอานุภาพแห่งสีสันองค์ประกอบที่ลงตัวของการออกแบบและชุดสีเชิงสถาปัตยกรรมบนเรือนเวลา ทางแบรนด์ Rado จึงได้ผนึกกำลังร่วมมือกับพันธมิตรเดิมอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น ‘ทรู ทินไลน์ เลส์ คูล์เลอร์ เลอ กอร์บูร์ซิ เย่’ คอลเลกชั่นเรือนเวลาไฮเทคเซรามิกจำนวน 9 สี 9 เรือน ซึ่งแต่ละเรือนมีโครงสร้างแบบหล่อขึ้นเป็นชิ้นเดียว เม็ดมะยมทำจากไฮเทคเซรามิกสีด้าน ด้านหลังตัวเรือนทำจากไทเทเนียมพร้อมกับการพิมพ์แบบดิจิทัลชนิดพิเศษบนคริสตัลแซฟไฟร์ ประทับตัวเลขเอดิชั่น ลิมิเต็ดเพียง 999 เรือน

ที่แสดงถึงความก้าวล้ำด้านเทคโนโลยีของราโดในการฉีดขึ้นรูปไฮเทคเซรามิกแบบเป็นชิ้นเดียว ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านการบุกเบิกของแบรนด์ โดยมีเพียง ราโด เท่านั้นที่สามารถผลิตสีเหล่านี้บนตัวเรือนเวลาระดับโลกได้












