จุดบรรจบของชีวิตดิจิตัล ที่ผสานเข้ากับการออกแบบสุดล้ำ ภายในคอนเซปต์ สโตร์ แห่งแรกจาก Burberry
หากคิดว่า โลกออนไลน์ จะมาทำลายประสบการณ์ช้อปปิ้งใน แฟล็กชิพ สโตร์ แบรนด์ดัง คงต้องลองคิดใหม่…เมื่อได้มาเช็คอินที่ Burberry Social Retail Store คอนเซ็ปต์ใหม่ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการจับมือร่วมพัฒนาแนวคิดร่วมกับ Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ต้องการผนวกประสบการณ์การช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในร้านเข้ากับวิถีชีวิตดิจิตัลได้อย่างไร้ขอบเขต
“ถือได้ว่า Burberry เป็นแบรนด์ผู้บุกเบิก ให้ความสำคัญด้านความคิดสร้างสรรค์ ที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด โดยริเริ่มทดสอบความคิดใหม่ๆ และผลักดันข้ามขอบเขตข้อจำกัด ซึ่งในปีที่ผ่านมา เราเล็งเห็นถึงการเจริญเติบโตและความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีของผู้บริโภคชาวจีน เราได้ร่วมมือกับ Tencent บุกเบิก Retail Store ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่เพื่อสร้างประสบการณ์อันเหนือความคาดหมายให้กับเหล่า Digital Savvy เหล่านี้”
– Marco Gobbetti –

และเมื่อหน้าร้านคือหัวใจของการสร้างแบรนด์ยุคใหม่ Burberry จึงเปิดตัว Social Retail Store สโตร์แห่งอนาคตครั้งแรกของโลก อย่างเป็นทางการ ณ เมืองเซินเจิ้น ย่าน Bay MixC ศูนย์กลางเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนซิลิคอน วัลเลย์ของซีกโลกตะวันออก ที่ผสานโลกโซเชียลเข้ากับโลกแห่งแฟชั่นอย่าง ไร้รอยต่อ
โดยประสบการณ์สำคัญที่เหล่ากลุ่มคนรักแฟชั่นจะได้ สัมผัสนั้น Burberry และ Tencent ได้นำการปฏิสัมพันธ์สื่อสังคมออนไลน์มาผนวกเข้ากับบรรยากาศและ ประสบการณ์ภายในร้านผ่านช่องทาง WeChat Mini Program ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงคอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และประสบการณ์อันเหนือระดับได้ อีกทั้งยังสามารถแบ่งปันประสบการณ์สุดประทับใจในโมเมนต์ต่างๆ ผ่าน สื่อสังคมออนไลน์

คอนเซ็ปต์ร้านใหม่นั้นได้แบ่งพื้นที่ให้ผู้ชื่นชอบแฟชั่นได้สัมผัสการเดินทางด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกัน โดยพื้นที่ภายในร้านนั้นลูกค้าสามารถสนุกไปกับการเดินทางข้ามเวลาไปพร้อมกับแบรนด์ด้วยสื่อ interactive ผ่าน เอกลักษณ์ของแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรนช์โค้ท ลายโมโนแกรม และ ลายพิมพ์ของเหล่าสรรพสัตว์นานาชนิด
Thomas Burberry เป็นนักประดิษฐ์ ผู้คิดค้น และนักล่าฝัน ซึ่ง Social Retail Store แห่งใหม่ได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณความเป็นผู้บุกเบิกและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์ชาวอังกฤษ และยังเป็นพื้นที่สำหรับการทดลองและการเรียนรู้ รวมถึงเป็นร้านต้นแบบเพื่อพัฒนาเครือข่ายแบรนด์ Burberry ในประเทศจีน

“ผมได้แรงบันดาลใจจากความสมดุลของธรรมชาติและเทคโนโลยี และองค์ประกอบที่พร้อมจะเชื่อมโยงทั้งสอง โลกเข้าด้วยกัน โดยสโตร์แห่งนี้ได้หลอมรวมความสัมพันธ์ระหว่างดิจิทัลและมิติมุมมองกำเนิดเป็นแนวคิดใหม่ ผมต้องการที่จะนำความมีชีวิตชีวาสู่สโตร์แห่งนี้ ที่สามารถเห็นผ่านทางลายปริ้นท์ของเหล่าสรรพสัตว์นานาชนิดภายใน Thomas Burberry คาเฟ่และร่วมดื่มด่ำไปกับดีไซน์และวัสดุต่างๆ อีกทั้งผมต้องการที่จะให้เหล่าชุมชนของ Burberry ร่วมเดินทางไปกับการผจญภัยครั้งนี้ด้วยกัน”
-Riccardo Tisci-

ซึ่งสโตร์สาขานี้จะกลายเป็นต้นแบบให้กับสโตร์ของ Burberry อีกหลายสาขาทั่วโลก ประสบการณ์ภายใน Social Retail Store จะเริ่มต้นอัตโนมัติเมื่อลูกค้า Log in ผ่าน WeChat Mini Program จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงคาแรกเตอร์เป็นตัวละครแอนนิเมชั่นเพื่อใช้บริการภายในสโตร์ และเลือกสรรเสื้อผ้าต่างๆ ยิ่งลูกค้าสนใจและเข้าถึงข้อมูลมากเท่าไหร่ Social Currency จะมากขึ้นเท่านั้น โดย Social Currency เปรียบเสมือนเหรียญรางวัล ที่สามารถนำไปแลกรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก Thomas Burberry cafe และอื่นๆอีกมากมาย

- THE STORE
สโตร์คอนเซปต์ใหม่นี้ถูกเนรมิตด้วยพื้นที่ ขนาด 539 ตารางเมตร โดดเด่นด้วยวัสดุอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไม้อัด ไปจนถึงกระจกและส่วนต่างๆที่ได้รับการขัดเงาอย่างประณีต พร้อมตกแต่งด้วยสีเบจ สีเขียวพิสตาชิโอ สีชมพู และสีฟ้า รวมไปถึงลายปริ้นท์ Thomas Burberry Monogram และลายปริ้นท์รูปสัตว์นานาชนิด ที่ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อีกทั้งประกอบไปด้วยห้องต่างๆมากถึง 10 ห้อง ที่สามารถให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์แบบส่วนตัวได้อย่างแท้จริง

- FITTING ROOMS
ภายในสโตร์ได้แบ่งห้องลองเสื้อผ้าออกเป็นสามห้อง โดยแต่ละห้องมีคอนเซปต์ที่แตกต่างกันไป ได้แก่ the Burberry Animal Kingdom, Reflections และ the Thomas Burberry Monogram ที่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเฉลิมฉลองให้กับแนวทางการออกแบบรูปแบบใหม่ของเฮ้าส์แห่งนี้ พร้อมบทเพลงจากเพลย์ลิสต์ที่จะเพิ่มความสุนทรีย์และให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศภายในห้องลองได้อย่างเพลิดเพลิน และลูกค้าสามารถจองห้องลองที่ต้องการล่วงหน้าได้ผ่านทางมินิโปรแกรม

- THOMAS’S CAFÉ Thomas’s Cafe
ได้มาเติมเต็มสโตร์แห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบโดยได้แบ่งพื้นที่สำหรับการเชื่อมต่อของคอมมูนิตี้ โดยคาเฟ่ได้รับการตั้งชื่อตาม Thomas Burberry ผู้ก่อตั้งแบรนด์ อีกทั้งได้รับแรงบันดาลใจจาก Riccardo Tisci ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ที่นำเอาโทนสีเบจ และ กระจกเงา อีกทั้งลายปริ้นท์รูปสัตว์นานาชนิด จากคลังภาพของ Riccardo รวมไปถึงภาชนะบนโต๊ะอาหารที่พิเศษสำหรับ Thomas’s Cafe โดยเฉพาะ ซึ่งเมนูต่าง ได้เฉลิมฉลองวัฒนธรรมการดื่มชาของประเทศอังกฤษและจีน รวมถึงอาหารฟิวชั่นที่ให้ความรู้สึกสนุกสนานและทันสมัย อีกทั้งลูกค้ายังสามารถร่วมกิจกรรมผ่านทาง WeChat Mini Program ที่สามารถนำเอาSocial Currency มาแลกไอเท็มเมนูใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้อีกด้วย















