Wednesday, July 15, 2020

Rita Ora ให้สัมภาษณ์ถึงเพลง เทรนด์แฟชั่นมัดย้อม เตกีล่า และการทำสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน lofficielusa.com

Translator: Pimpilai Boonjong

คุณอาจรู้จักริต้า โอร่าจากซิเกิลฮิตอย่าง Your Song และ How We DO (Party) หรือไม่ก็บทบาทของเธอในภาพยนตร์  Fifty Shades หรือจาก Prósero แบรนด์เตกีล่าของเธอเอง พูดง่ายๆก็คือ เธอมีความสามารถรอบด้านจริงๆ หลังจากโด่งดังในปีค.ศ. 2012 เมื่อได้ร่วมฟีเจอริ่งกับดีเจ เฟรช ในเพลง Hot Right Now อัลบัม Ora ของเธอก็ทะยานขึ้นอันดับหนึ่งในอังกฤษ และเธอยังเป็นกรรมการในรายการ The X Factor, RuPaul’s Drag Race All Stars รวมทั้ง Masked Singer UK และยังเป็นพิธีกรในรายการ America’s Next Top Model ด้วย 

ในช่วงกักตัวนี้ ริต้าพักอยู่กับเพื่อนรัก โจเซฟีน เดอ ลา โบม เราจึงถือโอกาสให้โจเซฟีนช่วยสัมภาษณ์เธอเพื่ออัพเดทเรื่องราวต่างๆ ทั้งภาพยนตร์เรื่องใหม่ (กับไมเคิล เคน) มิวสิกวิดีโอที่ถ่ายในบ้าน และการมิกซ์ค็อกเทลจิบแก้เบื่อ

โจเซฟีน: อย่างกับว่าเราได้กลับมาเจอกันอีกแล้ว ทั้งที่เรากักตัวอยู่บ้านเดียวกันมา 7 อาทิตย์แล้ว

ริต้า: 7 อาทิตย์ครึ่งแล้วล่ะ 

โจเซฟีน: เราไม่เคยทะเลาะกันเลยนะ

ริต้า: ตอนนี้ยัง ปาฏิหาริย์จริงๆ ว่าไหม

โจเซฟีน:  เธอรู้สึกยังไงบ้างในช่วงกักตัวแบบนี้

ริต้า: ในด้านการทำงานสร้างสรรค์ ฉันคิดว่าฉันกลายเป็นคนเปิดรับไอเดียและข้อแนะนำมากขึ้นนะ ก่อนหน้านี้ ฉันแบบ ฉันอยากทำแบบนั้นแบบนี้ ช่วงกักตัว ฉันมีเวลาให้ทดลองเยอะ และได้ลองทำตามคำแนะนำด้านดนตรีจากคนอื่นๆ แล้วก็ได้ลองทำในสิ่งที่ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ ฉันอาจจะไม่ทำก็ได้” 

โจเซฟีน: งานเธอยุ่งมากเลยนะ ฉันพูดเลย

ริต้า: ก็จริงแหละนะ 

โจเซฟีน: ยุ่งน่าทึ่งมาก

ริต้า: ฉันว่าเราทั้งสองคนยุ่งจริงๆ แต่ฉันก็ได้โอกาสนอนชดเชยที่ไม่ค่อยได้นอนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่เราก็ทำงานกันหนักมาก และเธอก็ทำให้ฉันได้รู้เรื่องหนังต่างๆ มากมายด้วย

โจเซฟีน: ช่าย แต่เธอก็ชวนฉันดูรายการทีวีที่ฉันไม่เคยดูมาก่อนด้วยเหมือนกัน

ริต้า: เธอทำให้ฉันรู้จักหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ดีๆ หลายเรื่อง แล้วฉันก็ชวนเธอดูรายการเรียลิตี้ที่มนุษย์ทุกคนต้องดู เธอต้องการบาลานซ์นะรู้ไหม

โจเซฟีน: ก็เหมือนหยินหยางแหละ ฉันว่าเราช่วยเติมเต็มกันและกันในช่วงกักตัวนี้นะ แล้วก็ชวนกันหลับตลอดด้วย

ริต้า: ใช่ เรานอนมาสก์หน้ากัน

โจเซฟีน: ฉันลองใส่ชุดมัดย้อมตามเธอด้วยนะ ฉันว่าฉันดูเหมือนกำลังจะไปเทศกาล Burning Man ตอนเอาชุดพาจาม่าเธอมาใส่ 

ริต้า: ฉันบ้าเสื้อมัดย้อมมากเลยล่ะ 

โจเซฟีน: ฉันขอบอกว่าชุดใส่นอนของเธอน่ะเซ็กซี่มากเลย

ริต้า: ขอบใจนะ ฉันต้องใส่ ฉันจะฝันดีขึ้นถ้าใส่ชุดเซ็กซี่

โจเซฟีน: ฝันถึงอะไรเหรอ บอกหน่อย

ริต้า: เซ็กส์

โจเซฟีน: แหม ใครไม่ฝันบ้างล่ะตอนนี้ เอาล่ะ มาเล่าเรื่องดนตรีให้ฟังหน่อย เธอมีมิวสิกวิดีโอออกมาใหม่แล้วนี่นะ 

ริต้า: ฉันเพิ่งปล่อยเพลงที่ชื่อว่า How to be Lonely มิวสิกวิดีโอเดิมกำกับโดยเดวิด เมเยอร์  แต่เพราะมันเป็นช่วงกักตัว ฉันเลยอยากทำเอดิชั่นที่บ้านด้วย  ก็เลยเอากรีนสกรีนมาตั้ง จัดห้องใหม่ แล้วก็ถ่ายใหม่ที่บ้าน มันเป็นเพลงสนุกนะ เพราะมันทำให้คนนึกถึงช่วงเวลาปัจจุบัน แต่จริงๆ มันเป็นเพลงอกหัก กลายเป็นว่าเพลงนี้มีความหมายใหม่ไปเลย 

โจเซฟีน: บังเอิญจังเลยเนอะ หรือว่าเธอมีญาณหยั่งรู้กันแน่เนี่ย แล้วโปรเจ็กต์หนังเธอล่ะ

ริต้า: ฉันกำลังทำอยู่หลายโปรเจ็กต์  โปรเจ็กต์แรกที่ฉันตื่นเต้นมากก็คือการรีเมก Oliver Twist ฉันแสดงเป็น Dodge, Artful Dodger ซึ่งเดิมแสดงโดยผู้ชาย แต่การที่ฉันแสดงบทนี้ในฐานะผู้หญิงก็เลยทำให้มันทันสมัยมากๆ เราอยากเปลี่ยนอะไรนิดหน่อยน่ะ ส่วนไมเคิล เคนแสดงเป็น Fagan 

โจเซฟีน: เขานี่เป็นตำนานจริงๆ ทำงานกับไมเคิล เคนเป็นไงบ้าง

ริต้า: เขาเป็นมืออาชีพจริงๆ แหละ เขาสบถบ่อยซึ่งฉันชอบนะ สมกับที่เป็นคนอีสต์ลอนดอน ส่วนราฟ ลอว์แสดงเป็น Oliver เขาแสดงได้ดีมาก

โจเซฟีน: หนังจะฉายเมื่อไหร่

ริต้า: จริงๆ Oliver Twist จะต้องฉายปีนี้ แต่จากเหตุการณ์ปัจจุบัน คิดว่าคงต้องเลื่อนไปปีหน้า ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าฉายเมื่อไหร่ ยอดเยี่ยมแน่นอน

โจเซฟีน: มีเรื่องอะไรจะเล่าให้ฟังไหม มีอะไรน่าอายเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือความทรงจำดีๆ จากการแสดงหนัง

ริต้า: มันต่างจากการทำงานในวงการดนตรีมากจริงๆ โดยเฉพาะการทำงานติดต่อกันนานๆ ฉันเคยตื่นนอนตี 5 แล้วก็ถ่ายหนังจนถึง 3 ทุ่ม ตอนนั้น ฉันคิดว่าเหนื่อยจนตายได้เลยล่ะ แต่ก็คิดได้ว่าคนอื่นเขาก็ทำแบบนี้กันมานานแล้ว ส่วนการทำดนตรี เราทำงานกันตามตารางของฉันเอง เพราะมันเป็นเพลงของฉัน คนอื่นทำตามสิ่งที่ฉันอยากให้เป็น แต่สำหรับหนัง ต้องรู้จักอดทนและรอคอย

โจเซฟีน: ถ้าต้องรอนานๆ เธอทำอะไรล่ะ

ริต้า: ก็นอนสิ

โจเซฟีน: เธอนี่ชอบนอนจริงๆ เลยนะ

ริต้า: ก็ฉันชอบนี่ ชอบนอนนานๆ ฉันปาร์ตี้หนัก ก็ต้องพักผ่อนสิ

โจเซฟีน: ตอนเรากักตัวอยู่บ้านนี่มันส์สุดไปเลย เธอพยายามสอนฉันทเวิร์ก มันเรียกว่าทเวิร์กใช่ไหมนะ

ริต้า: ฉันคิดว่าแบบนั้นนะ 

โจเซฟีน: ฉันว่าเธอมีท่าเฉพาะของเธอด้วยนะ

ริต้า: มันเป็นเฟรนช์เวอร์ชั่น 

โจเซฟีน: ฉันโอเคกับเฟรนช์เวอร์ชั่นซึ่งมันเทียบกับเวอร์ชั่นเธอไม่ได้เลย เธอเต้นได้น่าประทับใจสุดๆ

ริต้า: มันอยู่ที่การเด้ง ต้องปล่อยสบายๆ แล้วก็เด้งๆ 

โจเซฟีน: ฟังดูยั่วพิลึก

ริต้า: แต่ตอนอยู่บ้าน เราก็ทำค็อกเทลด้วยกันด้วยนะ 

โจเซฟีน: ช่ายย เราผสมค็อกเทล เราชอบ Picante ที่เราจิ๊กมาจาก…

ริต้า: บาร์ต่างๆ แล้วเราก็ผสมเตกีล่าของฉันด้วยนะ ชอบมากเลยล่ะ 

โจเซฟีน: ไหนๆ ก็ไหนๆ เล่าเรื่องเตกีล่าให้ฟังหน่อย

ริต้า: ฉันทำหลายอย่าง มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ฉันทำ สำหรับคนที่ไม่รู้จักฉัน ฉันเป็นนักธุรกิจหญิงที่ทำทุกอย่าง ฉันมองตัวเองแบบนั้นนะ  ฉันทำแบรนด์เตกีล่าที่ฉันร่วมทำกับผู้หญิงคนหนึ่งในเม็กซิโก จริงๆ มันเป็นวงการของผู้ชายแต่ฉันก็อยากทำในเวอร์ชั่นของผู้หญิงบ้าง แบรนด์ฉันชื่อว่า Prósero มันดลใจให้ฉันเข้าสู่วงการแอลกอฮอล์ ฉันอยากร่วมงานกับผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์เตกีล่าต่างๆ ที่ทุกคนดื่ม  ฉันเคยถามเธอว่าเธอโอเคเหรอที่จะอยู่เบื้องหลัง เธอบอกว่าโอเค ชินแล้ว ฉันเลยบอกเธอว่าเธอควรจะเป็นคนที่อยู่เบื้องหน้ามากกว่า เพราะเธอเป็นคนทำมันทั้งหมด เราก็เลยทำเตกีล่าด้วยกัน แล้วขายที่อเมริกา ก็หวังว่าจะขายในยุโรปเร็วๆนี้

โจเซฟีน: แล้วเรื่องทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกาใต้ที่ต้องแคนเซิลไปล่ะ

ริต้า: จริงๆ ถ้าเป็นช่วงเวลาปกติ ตอนนี้ฉันจะต้องออกทัวร์แล้วนะ แต่ก็ถูกเลื่อนไปก่อน รอให้ถึงเดือนพฤศจิกายน รอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป มันเป็นทัวร์ Lollapolooza ซึ่งน่าตื่นเต้นมาก การทัวร์คอนเสิร์ตเป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุดในโลก

โจเซฟีน: มาเรื่องจิตใจบ้างดีกว่า ในช่วงกักตัวแบบนี้ มีอะไรที่เธอตระหนัก หรืออะไรที่เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองที่ไม่เคยรู้มาก่อนบ้างไหม

ริต้า: ฉันว่าเป็นเรื่องการอยู่นิ่งๆ ฉันไม่เคยอยู่นิ่งมานาน 10 ปีแล้ว ฉันไม่รู้ว่าฉันสามารถอยู่นิ่งๆ ได้ไหม แต่ฉันก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองหลายอย่าง อย่างการสงบใจ และอยู่ที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้หรือวันต่อๆ ไป มันช่วยขจัดความกังวลออกไปนะ เพราะก่อนหน้านี้ ฉันเป็นพวกชอบวิจารณ์ตัวเอง ชอบแข่งขัน และทำงานอย่างบ้าคลั่ง ฉันก็เลยจะคิดถึงสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าเสมอ ซึ่งมันส่งผลต่อจิตใจอย่างมากทีเดียว

โจเซฟีน: ฉันว่าน่าประทับใจนะที่เธออยู่บ้านด้วยจิตใจเข้มแข็ง ในขณะที่บางคนจะเริ่มอีโมชั่นนอลแล้ว เหมือนกับว่าชีวิตที่ผ่านมามันหล่อหลอมตัวเธอ จริงๆ มันอาจจะไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ถ้าใครต้องมาเจอกับความเปลี่ยนแปลงกระทันหันอย่างนี้ แต่เธอสามารถพลิกใช้ประโยชน์จากการอยู่นิ่งๆ และมันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราด้วยที่ได้เห็นเธอทำแบบนั้น เธอมีอะไรจะบอกคนอื่นๆ เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงนี้ไปไหม

ริต้า: ฉันอยากจะบอกกับแฟนๆ ของฉัน โดยเฉพาะในอเมริกาและฝรั่งเศสว่าขอบคุณที่อยู่เป็นกำลังใจให้ฉันมาโดยตลอด มันเป็นเวลา 10 ปีแล้วในวงการนี้ เป็นการเดินทางที่ยากลำบาก ยาวนาน มีขึ้นมีลง แต่ฉันก็รู้สึกขอบคุณแฟนๆ ทุกคนจริงๆ ในช่วงเวลานี้ ฉันคิดว่าถึงเวลาที่จะบอกตัวเองว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรือทำอะไรอยู่  เราได้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ซึ่งฉันคิดว่ามันมีความพิเศษอยู่เหมือนกันนะ ถ้าเราสามารถรวมตัวเป็นคอมมิวนิตี้ที่ใหญ่ขึ้น เราก็จะยิ่งแข็งแกร่ง

Other Articles

คาร์ดิแกนของ Harry Styles กลายเป็นเทรนด์ใน TikTok

นอกจากดนตรีที่มีสไตล์แล้ว คนยังชอบติดตามเทรนด์แฟชั่นจากนักร้องหนุ่มแฮร์รี่ สไตล์ (Harry Styles)  นับตั้งแต่ฉายเดี่ยว ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มสวมฮู้ดดี้ก็จางหายไป กลายมาเป็นหนุ่มแฟชั่นผู้นิยมสไตล์ยุค ’70s โดยเฉพาะลุค Gucci และลุคอื่นๆที่เขาเลือกใส่จนกลายเป็นเทรนด์ใน Instagram และล่าสุดคือในแอพ TikTok

ถอดความ 39 ลุค! อุ่นเครื่องต้อนรับซัมเมอร์ กับ Loewe Spring/Summer 2021 precollection

แม้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดโควิด-19 จะส่งผลกระทบในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งต้องปรับตัวสู่วิถีชีวิต นิว นอร์มอล เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากโลกแฟชั่น หนึ่งในอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนผู้คนด้วยความสวยงามจากเครื่องแต่งกาย ที่เริ่มปรับตัวนำเสนอผลงานการออกแบบผ่านระบบดิจิตอล และโซเชียล มีเดีย จนเกิดเป็นสัปดาห์แฟชั่น วีค ออนไลน์ ทั้งจากคอลเลกชั่นกูตูร์อันแสนหรูหรา ไล่เรื่อยมาถึงเมนส์แวร์ ที่ต่างงัดไอเดียการนำเสนอหลากรูปแบบมาประชันกันอย่างถ้วนหน้า

สำรวจความสัมพันธ์แสนชวนหัวของผู้คนแห่งมหานครนิวยอร์กในภาพยนตร์ Manhattan

Writer: Peerachai Pasutan “แล้วคนรุ่นหลังจะพูดถึงเรายังไง” นี่เป็นประโยคที่ตัวละครไอแซค (วูดดี้ อัลเลน) ได้เอ่ยถามต่อ เยล (ไมเคิล เมอร์ฟี่) ถึงความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนและท้าทายกรอบระหว่างตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Manhattan(1979) ผลงานการกำกับ, ร่วมเขียนบท และนำแสดงของนักทำหนังชั้นครูชาวนิวยอร์กอย่างอัลเลน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประโยคดังกล่าวก็ตั้งคำถาม – อย่างจงใจหรือเปล่าไม่อาจทราบได้ – ให้ผู้ชมขบคิดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ชวนหัวเช่นนี้ในหนังมากว่าสี่ทศวรรษ