Monday, October 3, 2022

ใครจำเพลง Get Out ได้บ้าง? JoJo สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งยุค 2000 กลับคืนวงการแล้ว

Writer:  Jack Irvin

Translator: Pimpilai Boonjong 

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน lofficielusa.com

ก่อนไวรัสโคโรน่าจะระบาดไปทั่ว JoJo กำลังเร่งมือเพื่อเตรียมปล่อยอัลบัมใหม่ล่าสุด เธอวางแผนเดินทางไปทั่วเมืองหลักเพื่อให้สัมภาษณ์และแสดงโปรโมทอัลบัม Good To Know ซึ่งรวมถึงนิวยอร์ก ที่ที่เราจะได้สัมภาษณ์เธอในช่วงมื้อเช้าวันหนึ่ง แต่สุดท้ายเราก็ต้องเฟซไทม์กันแทน และเธอก็หันมาแสดงสดผ่านไลฟ์สตรีมในแพลตฟอร์มต่างๆ (โชคดีที่เสียงเธอทรงพลังจนทะลุทะลวงสัญญาณไวไฟอ่อนๆ มาได้) 

อัลบัมใหม่จะเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม (สัมภาษณ์เกิดขึ้นก่อนวันปล่อยอัลบัม)  แต่ก็พอมองเห็นอนาคตที่แพลนอะไรไม่ได้อยู่รำไร ว่าแต่เธอคิดจะทำอะไรในวันเปิดตัวอัลบัมนะ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะ คงจะผสมค็อกเทลสักแก้วและก็ไลฟ์สตรีมกับแฟนๆ มั้ง” โจโจส่งเสียงมาจากที่บ้านอันแสนสบายของเธอในแอลเอ เธอพักอยู่กับไดอาน่า เลเวสก์ ผู้เป็นแม่ สองแม่ลูกสนิทกันมากๆ  ระหว่างที่เราสนทนากัน แม่ของเธอก็โผล่เข้ามาจากอีกห้องราวกับว่าลูกของเธอไม่ได้กำลังให้สัมภาษณ์อยู่

สำหรับศิลปินที่ไม่สามารถออกเพลงมาเป็นเวลาเกือบสิบปีเพราะข้อพิพาทกับ Blackground Records ต้นสังกัดเดิมสมัยที่เธอทำเพลงฮิตอย่าง (Leave) Get Out และ Too Little Too Late (ตอนนั้น เธออายุเพียง 13 ปี) คนอาจจะพากันคิดว่าเธออาจจะเสียศูนย์อีกครั้งที่ต้องเปลี่ยนแผนต่างๆ  “ฉันโอเคดีนะทั้งใจและความรู้สึก… แต่มันก็แปลกๆ” นักร้องสาววัย 29 เล่า “ฉันคงไม่ถึงกับ ‘โอมายก็อด นี่มันโคตรพัง’ เพราะมันก็พังสำหรับทุกๆ คนนั่นแหละ” 

การที่อัลบัม Good To Know ว่าด้วยความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับความรัก ความปรารถนา และความโหยหาโดยนำเสนอผ่านธีม “escapism” ก็ช่วยเธอได้เหมือนกัน “มันเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม” สำหรับโจโจ การจะมีเพลงออกมาเร็วๆ นี้ก็ถือเป็นความภูมิใจแล้ว 

ย้อนกลับไปในช่วงที่ยังเซ็นสัญญากับค่าย Blackground Records ซึ่งเธอไม่อยากจะพูดถึงเลยนั้น เธอได้ทำอัลบัมที่เสร็จสมบูรณ์ไว้หลายอัลบัมแต่ก็ไม่มีโอกาสปล่อยออกมา  และเพราะไม่สามารถออกเพลงมาวางจำหน่ายแบบอิสระได้ เธอก็เลยปล่อยมิกซ์เทปผ่านทางออนไลน์ให้ฟังกันแบบฟรีๆ แทน (Can’t Take That Away From Me ปี 2010 และ Apagé ปี 2012) โปรเจ็กต์ทดลองที่ออกไปทางอาร์แอนด์บีทำให้เธอยังเข้าถึงแฟนๆ แล้วก็ถือเป็นการชิมลางทิศทางดนตรีในอัลบัมใหม่ซึ่งทุกคนต่างตั้งตารอคอยจนกว่าเธอจะหมดสัญญากับค่ายเดิมและต้องฟ้องร้องกันยืดยาว

หลังจากเป็นอิสระจากสัญญาเก่าแล้ว เธอก็ได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัด Atlantic Records โดยแอรอน เบย์-ชัก ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ค้นพบบรูโน มาร์ส แต่เขาก็ออกจากค่ายไปในระหว่างที่เธอกำลังทำอัลบัมที่สามที่เธอรอคอยมานานชื่อ Mad Love ทำให้โจโจต้องเผชิญกับความเคว้งคว้างในอีกรูปแบบเพราะต้องรอการตัดสินใจของค่าย

“ฉันรู้สึกว่างเปล่า” เธอเล่าถึงช่วงโปรโมทอัลบัมและซิงเกิลในปี 2016 (Fuck Apologies ฟีเจอริ่งกับวิซ คาลิฟา และ FAB ฟีเจอริ่งกับ เรมี มา) “ฉันรู้สึกเหมือนเผชิญกับความรู้สึกต่อต้าน แต่ก็ไม่มีใจจะสู้เพื่อเพลงที่ฉันรักมากกว่าใครๆ มันกลายเป็นปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหลังซึ่งแย่ตรงที่มันกระทบกับประสบการณ์และงานของฉัน” เธอเล่า แต่ก็ยืนยันว่าแม้จะเผชิญกับความยุ่งยาก เธอก็ภูมิใจในโปรเจ็กต์นั้น 

ปีต่อมา เธอออกจากค่าย Atlantic และเซ็นสัญญากับ Warner Records (ซึ่งเบย์-ชักเป็นซีอีโอ) ในนามมิวสิกเลเบล Clover Music ซึ่งเธอก่อตั้งขึ้นเอง และทำให้เธอเป็นอิสระในการสร้างสรรค์และรีเชปการทำงานของเธอขึ้นมาใหม่ และสิ่งแรกที่เธอทำก็ออกจะแปลกอยู่สักหน่อย นั่นคืออการนำสองอัลบัมแรกในชีวิต ซึ่งก็คือ Jojo (2004) และ The High Road (2006) มาอัดและปล่อยใหม่อีกครั้ง เนื่องจากผลงานเดิมไม่สามารถสตรีมผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้เนื่องจากลิขสิทธ์เป็นของค่าย Blackground 

“ฉันไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วว่ามันจะออกมาเป็นยังไงนะ แต่รู้ว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นกัปตันชีวิตของตัวเอง” เธอยอมรับ แต่การปล่อยอัลบัมก็ประสบความสำเร็จ ทั้งยอดสตรีมและยอดขาย ตอนนี้เธอคืนทุนแล้ว 

นอกจากจะสามารถรักษามรดกที่ตัวเองสร้างสรรค์ไว้ได้แล้ว การทำดนตรียังกลับมาอยู่ในการควบคุมของเธอด้วย และเธอก็พร้อมสำหรับอัลบัมใหม่ แม้ชีวิตส่วนตัวจะเต็มไปด้วยดราม่า แต่มันก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียนเพลง และทำให้เป็นผลงานที่เปิดเปลือยความรู้สึกข้างในของเธอที่สุดด้วย “ฉันแบบว่า เลือกเอา จะยอมเผยความอ่อนแอหรือกลับบ้านไปซะ ฉันเฝ้าลงโทษตัวเองเพราะการกระทำของฉันกับความสัมพันธ์ในอดีตมานานแล้ว เพราะฉันนอกใจและมันจบด้วยการที่ฉันทำร้ายความรู้สึกของเพื่อนรัก ฉันโกรธตัวเองมากๆ และมีปัญหาในการให้อภัยตัวเอง ฉันเลยเขียนมันออกมา”

เธอพาผู้ฟังก้าวไปในการเดินทางส่วนตัวผ่านแทร็กที่เป็นดังคำสารภาพ เช่น So Bad ซึ่งเป็นคนมีความรักที่แอบไปมีสัมพันธ์เพราะเมา (“I’ll be in a trenchcoat, back of the bar at the Chateau”) และ Pedialyte ที่ว่าด้วยความเสียใจในการนัดพบในวันถัดมา (“Excuse my behavior; swear I’m never gonna drink again”) น้ำเสียงนุ่มนวลทรงพลังของเธอเข้ากับบีตส์มินิมัลซึ่งได้โปรดิวเซอร์ Doc McKinney, 30 Roc และ  Lido มาช่วยดูแล 

โมเมนต์ที่ปลอดโปร่งค่อยๆ เพิ่มขึ้นผ่านความลึกซึ่งของอัลบัม โดยเฉพาะซิงเกิลเด่นอย่าง Man ซึ่งเธอบอกว่าเป็นแนวมั่นๆ แต่ยังน่ารัก ซึ่ง (ตรงข้ามกับเนื้อเพลงช่วงท่อนฮุก) ไม่ได้เกี่ยวกับความต้องการผู้ชายในชีวิต แต่เป็นความมั่นใจแม้จะไม่มีผู้ชายก็ตาม แต่ Small Things เป็นแทร็กอะคูสติกที่ว่าด้วยการกล้ำกลืนความรู้สึก จากทั้งหมด 9 เพลงในอัลบัม เธอพาเราเข้าไปสำรวจความละอาย ความปรารถนา ความเปลี่ยวเหงา และการยอมรับความรักที่ทำลายตัวเอง แล้วถ้าคิดว่า 9 เพลงน้อยไปละก็ ให้รออีกหลายๆ เพลงที่เธอจะปล่อยออกมาช่วงปลายปี (“ฉันยังไม่ได้บอกใครเลย หวังว่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะ”)

อัลบัม Good To Know ซึ่งขึ้นด้วย Bad Habits และจบด้วย Proud (ซึ่งแซมเปิลเสียงพูดของแม่เธอมาใส่ไว้) โจโจตั้งใจสร้างสรรค์ให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าเน้นบอดี้ออฟเวิร์ก “ศิลปินโปรดของฉันทุกคนทำแบบนั้น ทั้งเคนดริก ลามาร์, เดรก, จิล สก็อตต์” ในแง่ของเสียงและโครงสร้าง อัลบัมนี้มีความคล้ายมิกซ์เทป Agapé มากกว่าผลงานอื่นที่เธอเคยทำมา

การปล่อยเพลงในช่วงวิกฤตระดับโลกเช่นนี้เป็นความยากลำบากสำหรับศิลปินไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ดัว ลิปาก็ต้องปล่อยอัลบัมใหม่ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดหนึ่งสัปดาห์  ส่วนเลดี้ กาก้าก็คิว่าจะเลื่อนอัลบัม Chromatica ออกไปช่วงปลายปีดีไหม แม้ว่า Future Nostalgia ของลิปา และอัลบัมใหม่ของเดอะ วีกเอ็นด์ และลิล อูซี เวิร์ต จะไปได้สวย แต่ยอดดาวน์โหลดเพลงโดยรวมก็ลดลง การทัวร์โปรโมทอัลบัมของโจโจถูกเลื่อนไปปลายปีแล้ว และขณะที่ผู้เชี่ยวชาญออกมาคาดการณ์ว่าการรวมตัวกันของคนหมู่มากจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะปีหน้า อนาคตของการออกทัวร์จึงลอยคว้างกลางอากาศ แต่ระหว่างนี้ เธอก็กำลังคิดว่าจะสร้างวิชวลออกมาใช้ในการโปรโมทอัลบัมอย่างไร

ความพยายามแรกของเธอก็คือการถ่ายคลิปเอาต์ดอร์ไกลๆ สำหรับเพลง Lonely Hearts ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน ส่วนวิดีโอสำหรับ Small Things เตรียมพร้อมรอปล่อยแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่มีอะไรชัดเจน ในช่วงว่าง เธอเรียนโพลแดนซ์มานานแล้ว ตอนนี้เธอตั้งใจจะสั่งโพลมาฝึกเต้นที่บ้าน เตรียมพร้อมสำหรับถ่ายวิดีโอในอนาคตเมื่อถึงช่วงเวลาที่สามารถถ่ายได้ “อย่างไรก็อย่างนั้นล่ะ” เธอบอก 

ในมุมของโจโจ ความสำเร็จของอัลบัมไม่ได้วัดกันที่ยอดสตรีมหรืออันดับบทชาร์ต แต่อยู่ที่แฟนๆ คิดอย่างไร “ฉันอยากให้คนฟังซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ และได้กลับเข้าไปสำรวจภายในใจของตัวเอง ฉันอยากให้แฟนๆ มีเพลงโปรด และร้องกลับมาถึงฉัน ฉันอยากให้พวกเขาจดจำเนื้อเพลงไปใช้ในชีวิต และใช้เป็นแคปชั่น แบบนั่นแหละความสำเร็จสำหรับฉัน” 

ถ้าดูจากว่าฐานแฟนเพลงของเธอเป็นสายทุ่มเท แม้จะต้องอดทนผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ มาด้วยกันตลอดเส้นทางอาชีพของโจโจ เชื่อว่าเธอต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ ส่วนการที่เธอสามารถสร้างผลงานที่สตรองที่สุดจนพวกเขาเข้าถึงได้นั้นถือเป็นโบนัส 

Other Articles