Saturday, August 8, 2020

Notre Dame de Paris… ร่วมย้อนรำลึกถึงสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง

“เราจะสร้างยอดแหลมขึ้นมาอีกไหม? เราจะบูรณะยอดที่หักโค่นลงขึ้นมาใหม่ในแบบเดิม หรือเราจะทำยอดนั้นแบบใหม่ไปเลย” Edouard Philippe นายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศสประกาศไว้เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2019 หลังจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ Notre Dame de Paris เมื่อสองวันก่อนหน้านั้น ภาพข่าวในโทรทัศน์นำความเสียใจมาสู่คนมากมายทั่วโลก เสียใจที่มรดกโลกต้องเสียหายไปต่อหน้าต่อตา แต่มันก็นำไปสู่การช่วยเหลือของทุกฝ่าย รวมทั้งปณิธานแน่วแน่ในการคืนชีวิตให้กับสถานที่แห่งนี้ที่อยู่คู่โลกของเรามานานกว่า 850 ปี

Notre Dame de Paris ตั้งอยู่บริเวณเกาะ Ile de la Cité กลางแม่น้ำแซนน์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1163 สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 7  ที่เกาะกลางนี้เองคือจุดกำเนิดของปารีส เดิมมีโบสถ์สร้างอยู่ก่อนแล้ว จนกระทั่งในสมัยศตวรรษที่ 12 บิชอป Maurice de Sully ได้สั่งสร้างอาสนาวิหารขึ้นที่บริเวณเดิม เพื่อให้สามารถรองรับผู้คนจำนวนมากได้ และยังเป็นการแสดงถึงสถานะในทางศาสนาและเศรษฐกิจ และที่สำคัญ ยังอุทิศโบสถ์นี้ให้แก่พระแม่มารีอีกด้วย (วิหารส่วนใหญ่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 มักอุทิศให้พระแม่มารี เพราะให้ภาพที่อ่อนโยนและเมตตา) 

รูปแบบศิลปะการก่อสร้าง Notre Dame de Paris เป็นรูปแบบศิลปะที่กำเนิดขึ้นในฝรั่งเศศ และถือเป็นศิลปะสมัยใหม่ในยุคนั้น เรียกเป็นภาษาละตินว่า Opus Modernum แต่เพิ่งจะมาได้ชื่อเรียกว่า Gothic ในสมัยเรอเนสซองส์ โดย Gothic มาจาก Goth หมายถึงชนเผ่าอนารยชน คนยุคนั้นมองว่าศิลปะ Gothic ว่าป่าเถื่อน นักเขียนนามโมลิแยร์เรียกศิลปะสายนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสว่า barbare

หากเทียบกับสถาปัตยกรรมยุคก่อนหน้านี้ที่ใช้เสาและผนังหนาๆ รองรับน้ำหนัก จึงไม่สามารถสร้างให้สูงและเจาะช่องหน้าต่างได้ ศิลปะ Gothic ใช้เสาค้ำยันแบบลอย วงโค้งแหลม และเพดานโค้งกากบาทแบบมีคิ้ว จึงช่วยรองรับและกระจายน้ำหนักอาคารได้ดีกว่าเดิม ทำให้สามารถสร้างอาคารสูง และเจาะช่องหน้าต่างบนผนังได้ ทั้งยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งความสูงสื่อถึงพระเจ้าที่อยู่เบื้องบน อีกทั้งแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาก็เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน

Notre Dame de Paris ในยุครุ่งเรืองคือศูนย์กลางศาสนา แสดงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความศรัทธา และเป็นที่สถิตของปัญญาเมื่อคนยังมาศึกษากับพระและนักบวช แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 18 ในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส อาสนวิหารแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งให้เสื่อมโทรมและถูกทำลายไปบางส่วน อีกทั้งในยุคนั้นเอง ศิลปะ Gothic ก็เสื่อมความนิยมลงไปเมื่อศิลปะนีโอคลาสสิกเริ่มเข้ามาแทนที่

 

ในสมัยนโปเลียนขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิ ทรงช่วยให้สถานะของ Notre Dame de Paris ดีขึ้นบ้างเมื่อทรงเลือกที่นี่เป็นที่สถาปนาตนเองแทนที่จะไปทำพิธีที่เมือง Reims ตามธรรมเนียม  จึงได้สั่งให้มีการซ่อมแซมแบบพอให้ทันใช้ในพิธี ทั้งการเอาปูนขาวทา หรือทำฉากขึ้นมาใหม่เพื่อบดบัง แต่พิธีสถาปนาตำแหน่งนี้ไม่ใช่พิธีทางศาสนาองค์ก่อนๆ แต่นโปเลียนทรงเลือก Notre Dame de Paris เป็นฉากประกาศอำนาจความยิ่งใหญ่ทางการเมือง 

อีกหนึ่งในบุคคลที่ทำให้ Notre Dame de Paris ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมาจนถึงปัจจุบันก็คือ วิกตอร์ อูโก นักเขียนผู้เขียนเรื่อง  The Hunchack of Notre Dame อูโกซึ่งเป็นหัวขบวนการศิลปะโรแมนติกซึ่งต่อต้านแนวศิลปะคลาสสิก รู้สึกถูกอกถูกใจอาสนวิหารที่ถูกทอดทิ้งให้เสื่อมโทรมนี้ เขาแวะเวียนเข้าไปหลายครั้งและกลับไปเขียนนวนิยายเรื่องดังในปีค.ศ. 1890 โดยเรื่องราวเล่าถึงเอสมเอราดา นางเอกของเรื่องซึ่งเป็นคนเร่ร่อนที่มีผู้ชายมาหลงรัก หนึ่งในนั้นคือ กาสิโมโด ซึ่งเป็นชายพิการหลังค่อม โดยเรื่องราวทั้งหมดมี Notre Dame de Paris เป็นฉากสำคัญ  เมื่อตีพิมพ์ในปี 1891 ก็ได้มีการพิมพ์ซ้ำถึงแปดครั้งในปีนั้น 

ขณะที่มิเชเล นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงงานของวิกตอร์ อูโกว่าเป็นการสร้างมหาวิหารขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วยถ้อยคำของกวี เป็นมหาวิหารที่มีรากฐานมั่นคงไม่ต่างจาก Notre Dame de Paris และสูงส่งพอๆกับหอคอยของอาสนวิหารแห่งนี้ อูโกมองว่า Notre Dame de Paris คือผลงานของมนุษยชาติ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวปารีส ควรค่าแก่การรักษาไว้ให้อยู่สืบไป ทั้งยังตอกย้ำด้วยว่า การที่สถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นศูนย์กลางได้นั้นก็เพราะเป็นฝีมือของประชาชนนั่นเอง  

งานเขียนของวิกตอร์ อูโกได้นำไปสู่การบูรณะ Notre Dame de Paris อย่างจริงจังในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยสถาปนิก Jean-Baptiste Lassus และ Eugène Viollet-le-Duc พวกเขาได้สร้างยอดแหลมที่เคยพังทลายไปขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และเสริมประติมากรรมบน Galerie des chimères การบูรณะครั้งใหญ่นี้เป็นไปในแบบ Gothic ซึ่งถือเป็นมรดกศิลปะซึ่งกำเนิดในฝรั่งเศส แต่มันไม่ใช่การก็อปปี้อดีตแต่อย่างใด แต่เป็นการสร้างจิตวิญญาณเดิมขึ้นมาใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยศตวรรษที่ 19 วิโอเลต์-เลอ-ดุคเคยเเขียนไว้ว่า “ในการบูรณะอาคาร ไม่ใช่การรักษา ซ่อมแซม หรือทำซ้ำ แต่เป็นการสถาปนาสภาพที่เสร็จสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ซึ่งอาจจะไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคนั้น” 

‘สถาปัตยกรรมควรเป็นผลผลิตของยุคสมัย’… ดูเหมือนว่าแนวคิดนี้จะตกทอดมาถึงปัจจุบัน  หลังจากนั้นก็มีข่าวการบูรณะซ่อมแซมออกมาโดยมีการจัดประกวดรูปแบบการซ่อมแซมซึ่งจะว่าไปไม่ใช่แนวอนุรักษ์นิยมแบบที่เรามักพบในการอนุรักษ์สถานที่สำคัญ อย่างเช่นการสร้างยอดวิหารด้วยไม้แบบเดิม ซึ่งหากสร้างจริงต้องใช้ต้นไม้จำนวนมหาศาลซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้นไหม 

ประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครงได้กล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่า “เราจะสร้าง Notre Dame de Paris ใหม่ให้กลับมาสวยยิ่งกว่าเก่า” แม้ว่ากำหนดระยะเวลา 5 ปีอาจจะล่าช้าออกไปเพราะสถานการณ์โควิดรวมทั้งความซับซ้อนของความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งแนวทางการสร้างใหม่ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ก็ต้องมาลองดูกันว่าด้วยความหวังและความสามารถของมนุษย์ เราจะทำอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้าง  

หนึ่งในตัวอย่างจินตนาการของสถาปนิกและและศิลปินยุคปัจจุบันถึง Notre Dame de Paris ยุคใหม่

Feature Image: Getty Images

Other Articles

Aqua เครื่องประดับเพชรที่ได้แรงบันดาลใจจากสายน้ำจาก Jasmin

สายน้ำเป็นต้นกำเนิดของชีวิต และไหลเวียนเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา.... ทาง Jasmin แบรนด์จิวเวลรี่ระดับพรีเมี่ยมของไทยได้นำสายน้ำมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบเครื่องประดับเพชรคอลเลกชั่นล่าสุดที่มีชื่อว่า Aqua ซึ่งเป็นสไตล์ที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันตามคอนเซ็ปต์ Everyday Shining 

การอยู่ร่วมกับมลพิษทางใจใน Pollution By Gongkan x Naraphat Sakarthornsap

“มลพิษทางจิตใจ ที่ผู้คนสร้างด้วยคำพูดหรือผ่านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ก็สามารถทำร้ายเราได้ไม่แพ้มลพิษในอากาศเลย” - ก้องการ สำหรับคุณแล้ว Pollution หรือ ‘มลพิษ’ คืออะไร แต่สำหรับ กันตภณ (ก้องกาน) เมธีกุล และนรภัทร...

ค้นหาความทรงจำและความจริงของแม่ลูกใน ‘The Truth ครอบครัวตัวดี’

Writer : Peerachai Pasutan คุณมีความทรงจำร่วมกับแม่ของคุณอย่างไรบ้าง...