Sunday, July 21, 2024

Valentina Ploy หญิงสาวผู้แปรเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้สึกเป็นบทเพลง

สนุกสนานและมีชีวิตชีวาไปกับสีสันซัมเมอร์ ในแฟชั่นเซ็ตสดใหม่แสนรีแลกซ์ของศิลปินสาวมาดเท่ วาเลนติน่า พลอย กับหลากลุคเรียบง่ายจาก CHANEL คอลเลกชั่น Coco Beach 2024 สะท้อนเรื่องราวและจิตวิญญาณแห่งฤดูร้อนในแบบหญิงสาวยุคใหม่ที่มีหัวใจรักในอิสระเสรี

เพลงบางเพลงผ่านเข้ามาให้ได้ยิน แต่กลับตรึงเราไว้ด้วยท่วงทำนองและน้ำเสียงที่ถ่ายทอดเรื่องราวในนั้น…เพลงบางเพลงทำให้เรามองเห็นตัวเองในบางจังหวะของชีวิต แบบที่เราเองก็ไม่เคยคิดมาก่อน…“I feel it in my body, I feel it in my chest…” ตอนที่ได้ยินเสียงของ Valentina Ploy ร้องเพลงนี้ ฉันไม่คิดว่าเธอจะพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วจนกระทั่งมีโอกาสได้สัมภาษณ์เธอในวันถ่ายแฟชั่นเซ็ต เอาจริงๆ ถ้าฟังจากเพลง ฉันไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนไทยด้วยซ้ำถ้าไม่เหลือบดูชื่อเธอในแอพฯ ฟังเพลง 

วาเลนติน่า พลอยเป็นศิลปินหญิงลูกครึ่งไทย-อิตาเลียนในสังกัดค่าย What The Duck และ Warner Music Asia แต่ก่อนจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดนตรีอย่างจริงจังเมื่อเจ็ดปีก่อน เธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดาจากเมืองโซเรนโต “ที่นั่นเป็นเมืองติดทะเล ชายหาดสวยมาก ชีวิตตอนนั้นเป็นแบบสโลว์ไลฟ์ อยู่กับธรรมชาติ เป็นช่วงวัยเด็กที่ชิลล์มากๆ” ก่อนหน้านี้เธอมาเที่ยวที่ไทยบ่อยๆ ก่อนจะปักหลักอย่างถาวรเมื่อไม่กี่ปีมานี้ “ตอนแรกพลอยมาประกวด The Voice และคิดว่าจะกลับไปที่อิตาลีเพราะเรียนปริญญาโทอยู่ด้วยค่ะ แต่สุดท้ายพอเริ่มทำงานจริงๆ จังๆ เลยไม่ได้กลับไป…พลอยไม่เห็นภาพตัวเองกลับไปอยู่ที่นั่นแล้ว ตอนนี้อิตาลีกลายเป็นที่ฮอลิเดย์ แต่ไทยกลายมาเป็นบ้านของเรา” 

ความฝัน สู่การเอาชนะความกลัว 

พลอยบอกว่าการร้องเพลงเป็นความฝันของเธอมาตั้งแต่เด็ก “ชอบตั้งแต่ได้รู้จักดนตรี และได้เรียนไวโอลิน พลอยเป็นคนฟังเพลงเยอะมาก รู้สึกว่าดนตรีทำให้เรามีความสุขได้” สมัยนั้นเธอมักขลุกอยู่ในห้องน้ำตรงชั้นใต้หลังคาซึ่งมีหน้าต่างที่มองเห็นวิวทะเล ที่ที่เธอได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองผ่านเสียงเพลง “เสียงมันก้อง เวลาร้องมันมีเอคโค่ ฟังแล้วเพราะขึ้นเวลาอัดเสียงด้วยโทรศัพท์ เป็นห้องที่สูงสุดของบ้าน ไม่มีใครได้ยิน มันก็เลยเป็นที่ของเรา”

นอกจากร้องเพลงแล้ว เธอยังมีความสามารถในการแต่งเพลงด้วย ซึ่งมันเกิดจากการที่เธอเป็นคนชอบจดบันทึก “พลอยเขียนเรื่องของตัวเอง เรื่องหนุ่มๆ ความลับในช่วงวัยรุ่น คือเขียนไปเรื่อยเปื่อย จนวันหนึ่งได้ลองร้องสิ่งที่ตัวเองเขียนออกมา ก็เลยได้คิดว่านี่คือการเขียนเพลงสินะ” หลังจากนั้นเธอก็หันไปจับกีตาร์โดยเรียนจากยูทูบเพื่อแต่งเพลงอย่างจริงจัง ภาษาที่ใช้ถ่ายทอดก็คือภาษาอังกฤษซึ่งแม้จะไม่ใช่ภาษาแม่แต่เป็นภาษาที่เธอใช้บ่อยๆ “อาจจะเพราะเราเป็นลูกครึ่ง ทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของเรา มันเลยเป็นวิธีธรรมชาติที่สุดของเราในการ express ตัวเอง”  

สำหรับพลอย การเขียนเพลงเป็นมากกว่างานอดิเรก “มันเป็นหมือนการบำบัดของเราเลยล่ะ เพราะเราไม่กล้าคุยอะไรกับใครเลย แล้วการพยายามถ่ายทอดความรู้สึกบางอย่างเวลาที่เราเขียนและร้องออกไป ทำให้ได้ค้นพบว่ามันทำให้เรามีความสุขสบายใจ แต่จะเรียกว่าตัวเองเก่งหรือมีความสามารถได้ไหม ไม่ทราบเลยค่ะ ต้องปล่อยให้คนอื่นตัดสิน แค่ได้ค้นพบว่าเรารักที่จะทำสิ่งนี้และทำได้ในระดับหน่ึง”

อย่างไรก็ตาม เธอเกือบจะไม่ได้เป็นนักร้องอย่างทุกวันนี้แล้ว ถ้าไม่สามารถเอาชนะความเป็นคนขี้อายไม่กล้าแสดงออกมาได้ เหมือนคำพูดที่ว่า Success is on the other side of fear. “น่าจะเพราะแพสชั่นของเราที่ทำให้ไม่อยากอายแล้ว เพราะการร้องเพลงเป็นงานที่ต้องอยู่ท่ามกลางสายตาคน ก็เลยทำทุกอย่างให้ตัวเองไม่อาย” พลอยเริ่มจากลองร้องเพลงเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่บาร์ในอิตาลี หรือลองไปประกวดตามที่ต่างๆ รวมไปถึงเรียนการแสดงเพื่อให้เป็นคนกล้าแสดงออก “สุดท้ายมันต้องปลดล็อกอะไรบางอย่าง จะด้วยประสบการณ์หรืออะไรก็ตาม บวกกับใจเรามันรักด้วย เลยพยายามต่อไปเรื่อยๆ” 

การบอกเล่าเรื่องราวผ่านท่วงทำนอง 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เพลงของศิลปินสาวนาม Valentina Ploy มันจริงเสียเหลือเกินก็เพราะเธอลงมือแต่งขึ้นมาเองจากมุมมองชีวิตและประสบการณ์ของเธอ “การแต่งเพลงเป็นศิลปะในการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง” เธอยืนยัน “เป็นการบันทึกสตอรี่หรือความรู้สึกบางอย่างซึ่งมันทำให้เมกเซนส์มากขึ้นด้วย การที่เราได้แชร์กับคนอื่นๆ ซึ่งมันทำให้รู้สึกดีมากๆ ส่วนหนึ่งพลอยก็เชื่อด้วยว่าถ้าเรื่องราวที่เราเล่าเป็นความจริง และมีประสบการณ์จริงๆ ความรู้สึกจริงๆ คนที่ได้ฟังซึ่งมีประสบการณ์เหมือนกันน่าจะสัมผัสได้ นั่นเป็นวิธีเล่าเรื่องของเรา”

พลอยยกตัวอย่างเพลง Just Drunk Sleeping in Taxi ซึ่งเธอแต่งจากประสบการณ์ “มันทำให้คิดว่าถ้าคนที่เรารักเห็นเราในมุมที่แย่ขนาดนั้น เขายังจะรักเราอยู่ไหม ตอนตีสามนอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องนี้อยู่ เลยหยิบกีตาร์มาแต่งเพลง ก็คือมันสื่อออกไปตรงๆ เลย” แต่นั่นก็ไม่ใช่วิธีเดียวหรือเป็นวิธีที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเธอ “แต่ละเพลงเกิดขึ้นในเวย์ที่ไม่เหมือนกันสักครั้งเลย บางครั้งเห็นอะไร มันก็สปาร์กความคิดที่จะเขียน หรือบางทีเล่นกีตาร์ไปเรื่อยๆ ทำนองก็มา แล้วค่อยมาคิดเนื้อทีหลัง

เราสงสัยว่าเธอรู้สึกกลัวที่จะเผยเรื่องราวของตัวเองมากไปหรือเปล่า เธอบอกว่า “ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เพราะเราไม่ได้ดังขนาดนั้น (หัวเราะ)” เธอยังยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอายหรือน่าปิดบังถ้ามันเป็นความรู้สึกจริงๆ “ความรู้สึกหรือประสบการณ์ที่เราผ่านมาอาจช่วยคนที่รู้สึกเหมือนกับเราได้ด้วยซ้ำ เลยไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ทำไม แล้วมันก็เป็นความกล้าอย่างหนึ่งเลยนะ…ก่อนจะเป็นศิลปิน เราฟังเพลงคนอื่น บางเพลงก็ทำให้เรารู้สึกดีจัง เพราะมันเล่าถึงความรู้สึกแบบที่เรารู้สึก ถ้าเราทำแบบนั้นได้แม้จะเล็กน้อย เราก็มีความสุข” 

ศิลปินที่ชื่อ Valentina Ploy  

จากเดิมที่เป็นฝันวัยเด็ก วันนี้เธอได้ขึ้นมายืนร้องเพลงบนเวทีอย่างเต็มตัวในฐานะศิลปินอาชีพ “ตอนแรกรู้สึกแปลกมากเลย เราใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะเชื่อว่ามันคืออาชีพเรา จากที่เคยร้องอยู่คนเดียวในห้องน้ำ แต่วันหนึ่งเราได้ทำมันต่อหน้าคนอื่น ตอนนั้นก็ไม่ได้มั่นใจ กว่าจะเรียนรู้ว่าศิลปินคืออะไร มันใช้เวลา มันคืองานหนัก ต้องมีวินัย มันแปลกมากในช่วงจุดเปลี่ยนตอนนั้น ต้องใช้เวลาสักพักที่จะเชื่อว่าเราเป็นศิลปินจริงๆ”

แต่เธอก็ค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ สร้างความมั่นใจจากการปล่อยผลงานเพลงใหม่ๆ และขึ้นเวทีต่างๆ รวมถึงครั้งล่าสุดที่ได้มีโอกาสร้องเปิดคอนเสิร์ตให้กับวง Coldplay ที่มาแสดงในประเทศไทย เธอเรียกช่วงเวลานั้นว่า miracle เนื่องจากได้ร่วมงานกับวงดนตรีที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก แถมยังต้องขึ้นเวทีที่มีผู้ชมราวหกหมื่นคน “พลอยชอบคริส มาร์ตินมากๆ เขาเป็นธรรมชาติ และมีเอเนอร์จี้ที่บวกมากๆ มันรู้สึกดีที่มีตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นมาอยู่ต่อหน้าเรา” เธอยังบอกด้วยว่า “แล้วการแสดงที่ใหญ่ขนาดนี้ มันไม่มีอะไรที่เตรียมเราได้สำหรับโมเมนต์แบบนี้ได้เลย ถึงจะตื่นเต้นและกลัวมาก แต่ก็คิดว่าแสดงให้เป็นตัวเองแบบนี้แหละ ซึ่งทำให้คนดูคอนเน็กต์กับเรามากกว่าที่คิด และเต็มที่มากๆ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะได้โอกาสแบบนี้อีกไหม นี่คือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต…แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย”

และหลังจากอัลบัมแรกที่ใช้ชื่อว่า PLOY ล่าสุดเธอเพิ่งปล่อยอีพีอัลบัมใหม่ที่ชื่อ No Cares Era นำเสนอมุมมองแง่บวกของชีวิตผ่าน 6 บทเพลงชิลล์ฟังสบาย เช่น Breakup Never Felt So Good ว่าด้วยการเริ่มต้นใหม่หลังอกหัก Queen of Being Emotional ซึ่งเป็นการโอบกอดการเป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สีกล้นเอ่อ หรือเพลง When You Almost Give up ว่าด้วยการไม่ล้มเลิกความฝัน รวมถึงเพลง No Cares Era ที่เธอเขียนไว้เมื่อปีก่อนในช่วงวิตกกังวลกับชีวิตสุดๆ “พลอยสักข้างตัวว่า MPC เป็นคำย่อภาษาอิตาลีที่พ่อพูดกับพลอยบ่อยๆ เวลาเราเครียดว่า ‘มันไม่ควรแม้แต่ผ่านสมองเธอ’…เวลาแต่งเพลงในอัลบัมนี้ เราตั้งใจสื่อความโพสิทีฟว่าทุกเรื่องไม่ดีในชีวิต มันมีเหตุให้ต้องเกิด แต่มันก็มีข้อดีถ้าเรามองเห็นมัน” 

ศิลปะของการแสดงตัวตน 

เมื่อไม่นานมานี้พลอยได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมชมแฟชั่นโชว์ CHANEL Cruise 2025 ที่เมืองมาร์เซย ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเธอบอกว่าเหมือนฝันที่เป็นจริง “มันไม่ใช่แค่ไปดูแฟชั่นโชว์ แต่มันมีเรื่องของวัฒนธรรมที่เราได้ไปสัมผัสด้วย อย่างการได้ทดลองสัมผัสงานฝีมือเมติเยร์ดาร์ตซึ่งทำให้รู้ว่ามันยากแค่ไหน ได้ไปชมนิทรรศการและสถานที่จัดโชว์ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ไอคอนิก ตัวแฟชั่นโชว์จัดบนดาดฟ้าซึ่งมันก็เป็นศิลปะการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง รู้สึกได้ว่าชุดในโชว์ดูสง่า สีสันดูมีชีวิตชีวา เข้ากับบรรยากาศของมาร์เซยซึ่งทำให้นึกถึงโซเรนโตที่เราโตมา เป็นการเปิดโลก เป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นการเดินทางจริงๆ” 

ในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์ เธอมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างดนตรีและแฟชั่น “พลอยว่ามันเป็นศิลปะ และเป็น self-expression เหมือนกัน แต่ในวิธีที่ต่างกัน มันเป็นการแสดงตัวตนให้โลกเห็น การที่เราชอบเพลงประมาณนี้หรือชอบแต่งตัวแบบนี้ มันทำให้เรารู้จักตัวเองและส่งเสริมให้เราเป็นตัวเองด้วย” อย่างเวลาที่เธอออกอัลบัมหรือขึ้นคอนเสิร์ต นอกจากบทเพลงแล้ว เธอยังชอบที่จะสื่อตัวตนผ่านชุดเหมือนกัน 

“พลอยชอบอะไรที่ยูนีก ไม่ตามเทรนด์นะ ปกติจะมีช่วงที่แต่งตัวเรียบง่ายแบบนี้เลย ขึ้นเวทีแบบนี้ได้เลย (เช่น สวมเสื้อกล้ามกับยีนส์คาดเข็มขัด) หรือบางโมเมนต์ก็แค่อยากทำอะไรที่พิเศษ เช่น ทุกอัลบัมที่ออกมาจะทำชุดตามคอนเซ็ปต์อัลบัม อย่างอัมบัมแรกชื่อ PLOY จะมีชุดหรือบราประดับเพชรพลอยทั้งตัว หรือตอนนี้ No Cares Era ก็เป็นชุดที่มีหยินหยางซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอัลบัม รู้สึกสนุกที่ได้ครีเอทีฟ ชอบลองว่าจะใส่อะไร แต่ก็ชอบที่จะได้เป็นตัวเราที่สุดด้วย”

No Cares Era…This is my mantra 

ก่อนจากกัน เราชวนเธอคุยเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องเพลงแรกในชีวิตที่เธอเขียนตอนอายุ 8 ขวบ (“ชื่อเพลง Lucky เขียนให้หมาของเพื่อน”) การทำเพลงภาษาอังกฤษซึ่งเรียกได้ว่าท้าทายในการเข้าถึงคนไทย (“รู้ตัวว่ามันยากค่ะ แต่คิดว่าถ้าต้องทำอะไรเพื่อตลาด มันคงจะผิดจุดประสงค์ในการครีเอตอาร์ตและเป็นตัวเอง”) ไปจนถึงศิลปินหญิงที่เธอชื่นชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง และแต่งเพลงเองเหมือนตัวเธอนั่นแหละ “ตอนนี้ชอบ Maggie Rogers เป็นคนเท่และเรียลๆ ไม่มีฟิลเตอร์เวลาทำอะไร, Olivia Dean เรียกได้ว่าเป็นเกิร์ลครัชสุดๆ เป็นคนที่น่าทึ่งมาก แล้วก็วง Haim เขาเท่มากโดยเฉพาะตอนตีกลองบนเวที วงนี้มีกันสามพี่น้อง และพลอยชอบพูดว่าอยากเป็นน้องคนที่สี่ของเขา” 

หลังจากปล่อยอัลบัม No Cares Era ออกมาแล้ว น่าจะทำให้คนได้รู้จักกับศิลปินหญิงมากความสามารถคนนี้มากขึ้น เป้าหมายของเธอคือค่อยๆ เดินไปแบบไม่เร่งรีบ โดยใช้คำว่า ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ และถ้าถามเธอ ณ ตอนนี้ เธอบอกว่าความสุขที่กำลังโฟกัสจริงๆ ก็คือดนตรี “การที่เราได้แชร์อะไรบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกดีอย่างดนตรี การที่เราแต่งเพลง แล้วมีคนมาบอกว่าเหมือนมีใครสักคนเข้าใจเขา มันรู้สึกดีมากๆ ค่ะที่ได้เห็นความสุขของคนอื่นซึ่งเราได้มีส่วนร่วมในโมเมนต์นั้นด้วย”  

Photographer: Nucha Jaitip

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Videographer: Naruebes Vadvaree

Makeup: Kachapond Phraengam 

Hair: Sarawut Lapa 

Photographer Assistants: Anawin Ditsungvorn, Pradipat Khemngern, Narongrit Thongsanmuang, Viwat Rimvareekul

Stylist Assistants: Tisakorn Kunchornnok, ​​Khemisara Sawartmaitree 

Other Articles