Sunday, June 23, 2024

‘Gucci Visions’ ลงลึกรายละเอียดงานนิทรรศการของห้วงเวลาและประวัติศาสตร์ของ Gucci

‘การเดินทาง’ ดูเหมือนคำนี่จะเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แฟชั่นเฮ้าล์หรูจากอิตาลีอย่าง Gucci ที่ครั้งนี้กุชชี่เองพร้อมพาสาวกแฟชั่นทุกคนออกเดินทางอีกครั้งกับ “Gucci Visions” ที่จะพาทุกคนย้อนเวลาผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษ ด้วยนิทรรศการที่มอบบรรยากาศกับการจัดแสดงเรื่องราวผ่านห้องทั้ง 6 ห้องที่จัดแสดงไว้อย่างเป็นเอกลักษณ์ห้องทุกห้องต่างสะท้อนเส้นทางการเดินทางอันสุดพิเศษและรุ่มรวยด้วยศิลปะและวัฒนธรรมของจักรวาล Gucci

ประวัติของ กุชชี่

แฟชั่นเฮ้าล์แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นด้วยชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็นเพียงพนักงานยกกระเป๋าอย่าง Guccio Gucci เมื่อครั้งหนุ่มเขาย้ายไปอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนและเริ่มทำงานเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่โรงแรม The Savoy ในปี 1897 ตั้งแต่ตอนนั้นสายตาอันชั่งสังเกตต่อสังคมชั้นสูงได้บังเกิดรสนิยมในข้าวของหรู และเมื่อเขากลับบ้านเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ในปี 1902 เขาได้ฝึกฝนและมั่นหมายที่จะสร้างธุรกิจกระเป๋าและทำมันได้ในปี 1921 เขาได้เปิดร้านค้าแห่งแรกในท้องถนน Via della Vigna Nuova เมืองฟลอเรนซ์โดยมีสินค้าขึ้นชื่อเป็นกระเป๋าเดินทางสไตล์อังกฤษแฝงความรู้สึกของความกล้าที่จะเผชิญโลกและการเดินทางอันงดงาม และขึ้นชื่อในฐานะสัญลักษณ์แห่งงานฝีมืออันปราณีต ความคิดสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ และการออกแบบอันล้ำสมัยในแบบฉบับของอิตาเลียนที่มีชื่อเสียงระดับโลก

แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญของ Gucci อย่างบิ วกิ้น พุฒิพงศ์ ,ใหม่ ดาวิกา และ กลัฟ คณาวุฒิ

ตั้งแต่เปิดร้านมากุชชี่ได้พัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์มาอย่าวเสมอ จนหลายไอเทมกลายเป็นมรดกตกทอดทางงานออกแบบจวบจนปัจจุบัน หากนึกถึงสินค้าจากกุชชี่ สาวกแฟชั่นคงไม่นึกถึง Horsebit 1953 ,Bamboo 1947 handbag ,กระเป๋า Jackie 1961, โมโนแกรม GG และลวดลาย Flora

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นจุดเริ่มต้นแห่งยุคที่เหล่าดีไซเนอร์ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและสานต่อเจตนารมณ์และจิตวิญญาณในแบบฉบับอิตาเลียนแฟชั่นเฮ้าล์มาสู่แบรนด์ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ตั้งแต่ (1994) Tom Ford ,(2006) Frida Giannini ,(2015) Alessandro Michele และ (2023) และ Sabato De Sarno ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนปัจจุบัน

การเล่าประวัติศาสตร์ของกุชชี่เรียกได้ว่าไม่ได้ทำอย่างง่ายดาย เพราะด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่มีเอกลักษณ์และคุณค่าอยู่ในทุกสิ่ง ซึ่งนิทรรศการในครั้งนี้จัดแสดงเรื่องราวผ่านห้องทั้ง 6 ห้องที่เต็มไปด้วยเรื่องราวผ่านการจัดแสดงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

Flora

“Flora” ห้องที่นำเสนอความโดดเด่นของงานพิมพ์ลวดลายดอกไม้ของ Gucci อันโด่งดัง และเป็นเอกลักษณ์ของกุชชี่ ซึ่งได้รับการนำมาตีความใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายห้อง

เกิดขึ้นเมื่อเจ้าชายเรเนียร์แห่งโมนาโก ทรงเลือกเยี่ยมชมบูติกกุชชี่ที่ถนน Via Montenapoleone
เจ้าของร้านนั้นคือ Rodolfo Gucci ลูกชายของ Guccio และในโอกาสนี้เขาเลือกที่จะมอบบางสิ่งที่พิเศษมากให้กับเจ้าหญิง เขาตัดสินใจรับหน้าที่ออกแบบโดยนักวาดภาพประกอบ จิตรกร และผู้ออกแบบฉาก Vittorio Accornero de Testa ซึ่งทำงานร่วมกับกุชชี่ระหว่างปี 1960 ถึง 1981 เพื่อผลิตผ้าพันคอไหมเพื่อมอบให้กับ Grace Kelly

Vittorio เริ่มอาชีพนักวาดภาพประกอบในปี พ.ศ. 2462 โดยใช้นามแฝงของ Max Ninon; ระหว่างช่วงทศวรรษที่ 20 ถึง 30 เขาวาดภาพนิตยสารผู้หญิงหลักๆ ในยุคนั้น โดยมักจะร่วมกับภรรยาของเขา Edina Altara เป็นเวลาหลายปีที่เขาอุทิศตนให้กับภาพประกอบนิทานและหนังสือเด็ก

เขาสร้างผ้าพันคอมากกว่า 80 ผืนให้กุชชี่ แต่ผ้าพันคอที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของทั้งบ้านนี้คือ “Flora” ผ้าไหมสี่เหลี่ยมที่โรยด้วยดอกไม้สวยงามกลายเป็นลวดลายพื้นฐานในการผลิตชุด กระเป๋าถือ และเครื่องประดับของ Gucci ตลอดระยะเวลา 50 ปีและจวบจนปัจจุบัน

Bamboo

“Bamboo” นำเสนอนวัตกรรมของการนำเอาไม้ไผ่มาใช้เป็นส่วนประกอบในขั้นตอนการออกแบบอันสร้างสรรค์ของ Gucci โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำเอาไม้ไผ่มาใช้เป็นวัสดุในงานกระเป๋าถือ รุ่นไอคอนิกของแบรนด์ อย่าง Bamboo 1947 handbag

กระเป๋าสุดไอคอนิคอย่าง Bamboo ที่มีด้ามจับอันเป็นเอกลักษณ์ทำจากวัสดุไม้ไผ่ ซึ่งถูกออกเเบบมาในช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 1947 เเละเป็นช่วงที่วัสดุดั้งเดิมกำลังขาดเเคลน ทำให้ Gucci เลือกที่จะนำเข้าวัสดุไม้ไผ่เข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นเเละใช้ความร้อนในการดัดไม้ให้เป็นทรงโค้งสำหรับด้ามจับกระเป๋า ด้วยเทคนิคเเละวัสดุที่เเปลกใหม่ทำให้กระเป๋ารุ่น Bamboo 1947 กลายเป็นที่จับจองมากมายทันทีที่ออกมาวางขาย อีกทั้งยังมีเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกมากมายที่ถือกระเป๋ารุ่นนี้ภายใต้การนำของ Frida Giannini ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gucci ในช่วงนั้น

Travel

“Travel” นั้นเป็นการมองย้อนกลับไปสู่วิสัยทัศน์แรกเริ่มของผู้ก่อตั้งแบรนด์เมื่อครั้งวัยเยาว์ที่ยังทำงานอยู่ที่โรงแรม The Savoy ในกรุงลอนดอนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในคอลเลกชั่น Cruise 2025 และซึ่งทำให้เห็นว่ากระเป๋าเดินทางชั้นยอดนั้นคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์อันเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและยังแสดงถึงสถานะทางสังคมอีกด้วย กระทั่งถึงเมื่อครั้งที่เขาได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดในเมืองฟลอเรนซ์เพื่อก่อตั้งแบรนด์ Gucci และได้รังสรรค์ต้นแบบของกระเป๋าเดินทางด้วยงานช่างฝีมืออันประณีตโดยนำเอาวัสดุคุณภาพสูงมาใช้

โดยในช่วงแรกที่ Guccio Gucci ได้พบกับกลุ่มชนชั้นสูงที่โรงแรม Savoy ในกรุงลอนดอนและกลับมาเปิดร้านแรกที่ Via della Vigna Nouva ในเมืองฟลอเรนด์ จนเป็นที่รู้จักยอมรับของชิ้นงานที่มีความนิยมในชนชั้นสูงในอิตาลี เรื่อยจนหมู่ดาราภาพยนตร์จากฮอลลีวูดและชนชั้นสูงทั่วโลกในช่วงยุค 1950s และ 1960s สู่ความเป็นไอคอนิกในฐานสัญลักษณ์แห่งความหรูหราสง่างามในช่วงหลายทศวรรษต่อมา

Icons

ห้อง “Icons” เป็นห้องที่นำเสนอกระเป๋าไอคอนิกของ Gucci สำหรับรุ่น Bamboo ที่ได้กล่าวไปในห้องที่ผ่านมาแล้ว ยังมีอีก 2 รุ่นสำคัญ ได้แก่ รุ่น Horsebit 1955 และรุ่น Jackie 1961

กระเป๋า Jackie Gucci เป็นสัญลักษณ์ของนักเดินทางของ Gucci ในยุค 60 และ 70 ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1961 และได้รับการออกแบบใหม่ตลอดหลายทศวรรษต่อมา ซึ่งล่าสุด Alessandro Michele ได้นำเสนอกระเป๋ารุ่นของเขาในชื่อ Jackie 1961 ในงานแฟชั่นโชว์ Fall Winter 2020 สำหรับผู้ชาย โดยมีการปรับขนาดให้เล็กลงเป็นเวอร์ชันมินิ ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงในลุคที่หลากหลาย

Gucci Jackie และ ภู ธัชชัย 

อีกหนึ่งกระเป๋าไอคอนิคจาก Gucci อย่างรุ่น Horsebit ซึ่งชื่อกระเป๋าได้รับเเรงบันดาลใจมาจากร้าน Gucci ในย่าน Horsebit ซึ่งเป็นร้านที่เปิดตั้งเเต่ปี 1951 โดย Rodolfo Gucci ลูกชายของผู้ก่อตั้งอย่าง Guccio Gucci เปิดร้านสาขาใหม่ที่มิลาน โดยกระเป๋ารุ่นนี้มีองค์ประกอบเชื่อมต่อกับโลกของการขี่ม้าทำเป็นสัญลักษณ์วงแหวนคู่เเละเชื่อมด้วยเส้นเหล็กตรงกลาง ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของดีเอนเอแบรนด์ Gucci นับแต่นั้นมา

Gucci Horsebit และ ภีม วสุพล 

Star

“Star” ที่ผู้เข้าชมจะได้พบกับผลงานบางส่วนของชุดต่างๆจากงานพรมแดงจาก Gucci ที่สวมใส่โดยเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลกทั้งในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดนตรีมากว่าศตวรรษ ในช่วงยุค 1990s ที่ยุคดิจิทัลกำลังจะเริ่มขึ้น ความสัมพันธ์กับผู้คนกลุ่มนี้จึงเริ่มขยายออกไปเป็นวงกว้างและมีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาพวิวัฒนาการของวัฒนธรรมเซเลบริตี้ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนจัดแสดงของธีม Stars ได้มีการนำเอากระจกและจอภาพดิจิทัลมาใช้ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์อันตื่นตาตื่นใจเพื่อช่วยเสริมให้เครื่องแต่งกายที่ถูกกล่าวขานผ่านการคัดสรรให้มาจัดแสดงในครั้งนี้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องแต่งกายในแต่ละชุดได้รับการตัดเย็บขึ้นโดยเฉพาะเพื่อบุคคลสำคัญจากแวดวงภาพยนตร์หรือดนตรี ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

Gucci ยังคงสานต่อความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมเซเลบริตี้ที่ยังคงพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องแต่งกายอันงดงามตราตรึงที่สวมใส่โดย ดาวิกา โฮร์เน่ แบรนด์แอมบาสเดอร์ Gucci ของประเทศไทย ได้สวมใส่ชุดที่ถูกตัดเย็บขึ้นเป็นพิเศษสำหรับใส่เข้าร่วมงาน Gucci Art Lab Event 2023 ในกรุงเทพฯ โดยเป็นชุดยาวสีดำที่มีลูกเล่นความระยิบระยับของเนื้อผ้าปราศจากการซับใน ตกแต่งด้วยเทคนิคงานผ้าอัดพลีทและประดับเข็มกลัด พร้อมด้วยเข็มขัดเข้าชุดก็จัดแสดงไว้ในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทให้กับผลงานช่างฝีมือและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Gucci อย่างแท้จริง

Fashion

“Fashion” ที่นำพาผู้ชมไปสู่เบื้องหลังอันเป็นหัวใจสำคัญแห่งอาณาจักร Gucci กับผลงานจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่เก็บรักษาไว้ของ Gucci ในเมืองฟลอเรนซ์ ที่ได้ส่งต่อทั้งแรงบันดาลใจและแนวความคิดให้กับทุกผลงานออกแบบและคอลเลกชันของแบรนด์ Gucci เอง

โลกของ Gucci Visions เคยเปิดตัวมาแล้วในเมืองที่ถือเป็นศูนย์กลางแฟชั่นระดับโลกสองแห่งอย่างเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีและเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นและ ประเทศไทย คือจุดหมายปลายทางแห่งที่สามในการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ นิทรรศการ Gucci Visions ในประเทศไทยจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 นี้ ณ EM GLASS บริเวณชั้น G อาคาร EM TOWER ศูนย์การค้า EMSPHERE

บทความเกี่ยวข้อง:
Gucci Art Lab นิทรรศการที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และมรดกของ Gucci
บิวกิ้น พุฒิพงศ์ ขึ้นแท่น Brand Ambassador ของ Gucci คนใหม่!
10 ข้อไขกระจ่างเกี่ยวกับ Gucci Ancora

Other Articles