Wednesday, June 12, 2024

Exclusive พูดคุยกับ Paul Smith ผู้ให้กำเนิดโลกที่เปี่ยมด้วยสีสันและความสนุก

ในโอกาสที่ พอล สมิธ เดินทางมาร่วมงานเปิดบูติกแห่งใหม่ ณ ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ลอฟฟีเซียลจึงชวนเขาพูดคุยถึงความรักในการออกแบบ กำเนิดลายทางหลากสี ไปจนถึงลิสต์สิ่งที่เขาชื่นชอบ

เซอร์พอล สมิธ คือดีไซเนอร์ที่เฟรนด์ลี่ที่สุดคนหนึ่งที่เราเคยได้เจอ กระทั่งในงานเปิดตัวบูติกใหม่ของเขาในประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี นอกจากจะชวนเหล่าคนดังมาโพสท่าสนุกแบบขี้เล่นสุดๆ หน้าแบ็กดร็อปแล้ว เขายังตั้งใจพาคนดังเหล่านั้นไปทักทายแฟนคลับที่มารออยู่รอบนอก แถมในกลุ่มนั้นยังมีหลายคนเป็นแฟนคลับของเขาอีกด้วย และวันต่อมาเขายังสละเวลาช่วงเช้าไปบรรยายถึงเส้นทางอาชีพ การหาแรงบันดาลใจ และแนวคิดในการทำงานให้นักศึกษาแฟชั่นที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒฟังก่อนจะรีบตรงดิ่งไปสนามบินเพื่อกลับอังกฤษ 

งานออกแบบของ Paul Smith ก็เหมือนตัวตนของดีไซเนอร์ชาวอังกฤษวัย 77 ปีผู้นี้นี่แหละ นอกจากดีไซน์ที่มีความเฟรนด์ลี่และใช้งานได้จริงแล้ว ในความคลาสสิกก็ยังมีลูกเล่นสนุกๆ ซ่อนอยู่เสมอ รวมถึงการใช้สีสัน โดยเฉพาะลายทางสีสดใสที่เขาริเริ่มมาตั้งแต่ยุค 1970s จนกลายมาเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และทั้งหมดนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนหลงรักผลงานของเขา ไม่ว่าจะคนที่หลงใหลงานออกแบบทั่วไป กระทั่งเหล่าคนดังระดับโลก (อย่าง เคต แบลนเช็ตต์, ลูอิส แฮมิลตัน, คิลเลียน เมอร์ฟี, แม็ก สมิธ, แกรี โอลแมน) ทำให้แบรนด์ Paul Smith เติบโตจนมีช็อปอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แถมจักรวาลของเขายังขยายจากเสื้อผ้าไปสู่งานออกแบบอื่นๆ ด้วย 

“You can find inspiration in everything. If you cannot find it, you don’t look properly.”

อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปยังจุดเริ่มต้นในเส้นทางออกแบบซึ่งดำเนินมานานกว่า 50 ปีของเซอร์ พอล สมิธ ก็พูดได้ว่าเกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจ…ด้วยความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนักปั่นจักรยานอาชีพ แต่กลับเกิดอุบัติเหตุหนักตอนอายุ 17 นั่นทำให้เขามองอนาคตเสียใหม่…“ในช่วงวัยนั้นผมเริ่มเห็นคนรุ่นเดียวกันทำงานงานถ่ายภาพ ออกแบบแฟชั่น ทำงานศิลปะกันเยอะ เลยคิดว่าถ้าได้ทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์แบบนี้ก็คงจะดี” เขาจึงไปช่วยเพื่อนซึ่งเปิดร้านเล็กๆ หลังจากทำอยู่หลายปี เขาก็ได้พบกับพอลีน เดนเวสอร์ หญิงสาวที่ต่อมาได้กลายเป็นแฟนและภรรยาของเขา เธอเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์และเป็นคนสอนเขาเรื่องการออกแบบแฟชั่น “คุณก็ดูพลังเยอะนะ ทำไมไม่ลองเปิดร้านของตัวเองดูล่ะ” 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของร้านเล็กๆ แห่งแรกที่นอตติงแฮม ซึ่งจริงๆ จะเรียกว่าเป็นแค่ห้องก็คงได้ เพราะมีขนาดแค่ 3×3 เมตร แถมยังไม่มีหน้าต่างอีกด้วย “เพราะผมไม่มีเงินจะเช่าร้านใหญ่ๆ เลยเปิดร้านแค่สองวันต่อสัปดาห์” เขาเล่าว่าได้มีโอกาสรู้จักกับ Edward de Bono นักจิตวิทยาที่สอนเขาเรื่อง Lateral Thinking ซึ่งให้มองปัญหาจากมุมใหม่แทนที่จะมองตรงๆ “เขาบอกผมว่าถ้าคิดจะหาเลี้ยงตัวเองจากร้านเล็กๆ นี้ไม่รอดหรอกครับ ผมเลยใช้วันที่ไม่ได้เปิดร้านไปทำอย่างอื่น อย่างการเป็นช่างภาพ และรับออกแบบผ้าให้บริษัทอื่น ผมเรียนรู้จากการลงมือทำ” เขาย้ำว่า “เราควรรักษาความฝันไว้ แต่พยายามรักษาสมดุลระหว่างสิ่งที่คุณฝันและการหาประสบการณ์ เพราะการทำแฟชั่นมันไม่ใช่แค่วาดรูปสวย หรือทำแฟชั่นโชว์ได้สวย แต่มีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้” 

เมื่อปี 2020 คุณเพิ่งจะฉลอง 50 ปีที่เริ่มทำงานออกแบบ เวลามองย้อนกลับไปคุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างคะ ทั้งเกี่ยวกับตัวเอง และวิธีทำงาน 

“สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือผมยังออกแบบอยู่จนถึงทุกวันนี้นี่แหละ ผมชอบงานออกแบบมากๆ มันเป็นอะไรที่พิเศษสุด คือในโลกแฟชั่นมีแบรนด์ที่กำเนิดขึ้นและหายไป หรือมาแค่หกเจ็ดปีบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่สวยงามจากการทำงาน 50 ปีก็คือความต่อเนื่อง และยัง relevant อยู่ได้ ณ จุดหนึ่งลูกค้าดั้งเดิมของผมอาจจะอายุมากขึ้น แต่ในหลายๆ ตลาดก็มีลูกค้าใหม่ๆ ด้วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาแฟชั่นมันเปลี่ยนไป อย่างแง่มุมการใช้โซเชียลมีเดีย” 

ฉันติดตามโซเชียลมีเดียทั้งของตัวคุณและของแบรนด์ มันไลฟ์ลี่ ไม่ได้เน้นขายของ ฉันว่าคุณเข้าใจมันดีเลยล่ะ

“ขอบคุณครับ เพราะว่าผมยังมีพลังนี่แหละ และผมเป็นคนทำเอง มันเลยมีความไม่เหมือนใครในแง่ point of view ผมว่าถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ น่าจะมีความกดดันเรื่อง corporate identity หนักหนาเลยล่ะ ถ้าต้องคิดสิ่งนั้นตลอดเวลา แต่ของเราลื่นไหลและนำเสนออะไรใหม่ๆ ได้ง่าย” 

แล้วอะไรทำให้คุณยังชอบทำงานออกแบบต่อไปคะ 

“อาจจะเพราะผมเป็นคนสบายๆ มีอารมณ์ขัน แล้วก็โชคดีที่เป็นบอส เลยตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง แต่การเป็นบอสก็มีข้อเสียที่ต้องแบกภาระต่างๆ นะ อย่างในช่วงโควิด มันคือสงครามที่ส่งผลต่อธุรกิจ แต่ผมพยายามจะผ่านไปให้ได้ ซึ่งมันยากนะ เราวางจำหน่ายใน 46 ประเทศ และต้องปิดร้านในรัสเซีย แต่ทุกวันสำหรับผมมันเป็นวันที่ดีนะ ผมว่าคนส่วนใหญ่มองแฟชั่นจริงจังเกินไป ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่จริงจัง แต่เราไม่ต้องคร่ำเคร่งมากก็ได้” 

คุณมองว่าแบรนด์ในทุกวันนี้จำเป็นต้องทำอะไรที่ยั่วยุ ทลายกฎเกณฑ์ หรือผลักดันขีดจำกัด อะไรแบบนั้นไหม 

“ถ้าอยู่ในวงการนี้มานานๆ เวลาที่เรานำเสนอคอลเลกชั่นใหม่ แต่กลับทำแค่คอลเลกชั่นที่เน้นขายจริง มันคงจะดูน่าเบื่อนะ ลองนึกภาพว่ามีแต่สูทเนเวี่บลู เชิ้ตขาว เสื้อโปโล กางเกงชิโน คือพวกนี้มันขายได้ แต่ถ้ามีแค่นี้ คนจะคิดว่าคุณไม่ moving forward ต้องหาบาลานซ์ระหว่างความใหม่หรือถูกที่ถูกเวลา ผมเลยคิดว่ามันเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ถ้าแบรนด์จะต้องทำแบบนั้น” 

แต่ในขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ต้องรักษาความเป็นตัวเองเอาไว้ ซึ่งฟังดูย้อนแย้งนะ

“จะเปรียบกับรากฐานของตึกก็ได้นะ อย่างรากฐานของแฟชั่นซึ่งประกอบด้วยเสื้อผ้าคลาสสิกและไร้กาลเวลาซึ่งขายได้ดีในหลายประเทศ ส่วนบนยอดของตึกก็คือ ‘แฟชั่น’ ใช่ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่อยากอยู่ในจุดนั้นนะ แล้วผมก็รู้สึกเศร้าแทนดีไซเนอร์ดังๆ ที่ทำงานให้กับแบรนด์ใหญ่ได้ไม่กี่ปีก็ต้องลงจากตำแหน่ง ซึ่งผมว่าบางทีมันก็มากเกินไปน่ะ”

ขอถามถึงลายทางหลากสีซึ่งเป็นเหมือนซิกเนเจอร์ของคุณไปแล้ว เวลามองลายเหล่านี้ คุณรู้สึกหรือมีความทรงจำอะไรไหม

“ผมเริ่มทำมันจากการเอาเส้นด้ายมาพันบนกระดาษ ซึ่งถ้าเป็นคนส่วนใหญ่คงทำด้วยคอมพิวเตอร์ แต่ผมชอบวิธีนี้ ในปี 1990 ผมสร้างลายทางออกมาหลากเฉดสีเลยล่ะ ตอนนั้นคิดว่าจะทำแค่ซีซั่นเดียว แต่มันกลับป็อปปูลาร์มากๆ ก็เลยทำต่อมาเรื่อยๆ ผมใช้เทคนิคต่างๆ และทดลองสีสันใหม่ๆ (บางครั้งมากกว่า 40 เฉดเลยทีเดียว) เพราะถ้าทำแบบเดิมๆ มันจะดูน่าเบื่อ ผมว่าแบรนด์ต่างๆ อยากมีโลโก้และทำให้มันเป็นที่จดจำ แต่ผมโชคดีที่มีลายทางเป็นโลโก้ ซึ่งน่าสนใจตรงที่ว่ามันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ผมอยากจะพูดว่าตัวเองเก่งมากๆ ที่ออกแบบขึ้นมาได้ แต่มันเกิดขึ้นโดยบังเอิญน่ะ แถมยังอยู่มาได้นานขนาดนี้…แต่เอาจริง ก็มีจุดที่ผมไม่ชอบเอาซะเลย ก็คือมันพัฒนาไปตลอดนะ แต่พอมาถึงจุดหนึ่งผมรู้สึกว่ามันเริ่มล้าสมัยและมีแต่แม่สีเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยหยุดทำไปสองซีซั่น แต่กลับกลายเป็นว่าคนร่ำร้องให้กลับมาทำ ผมเลยมาคิดว่าตัวเองโง่เหมือนกันนะที่ไม่นึกว่าคนอยากได้ลายทางที่น่าสนใจ” 

ถ้าพูดถึงเทรนด์หลักๆ ตอนนี้ คุณคิดว่ามีอะไรที่กำลังนิยามโลกแฟชั่นยุคนี้ หรือมีความท้าทายอะไรที่คุณต้องเผชิญบ้าง

“ผมว่าหลังโควิดเป็นต้นมา คนนิยมใส่อะไรที่สบายขึ้น กระทั่งการตัดสูทหรือ tailoring เองก็เน้นโครงสร้างที่มีความสบาย อ่อนนุ่ม ใส่ง่าย เน้นวอลุ่ม ใช้ผ้าบางขึ้น คือถ้ามองจากตลาดใน 46 ประเทศ ผมว่ามีบางประเทศที่ชอบชุดแนวสกินนี่ ซึ่งผมว่าค่อนข้างล้าสมัยแล้ว เราก็ต้องค่อยๆ นำเสนอรูปทรงของชุดที่ใหญ่ขึ้น อย่างสูทที่ผมใส่วันนี้ มันแทบจะเหมือนคาร์ดิแกนแล้ว อย่างในคอลเลกชั่น Spring-Summer 2024 ซึ่งว่าด้วยเรื่องสูทแบบต่างๆ ผ้าบางเบา และมีสีสันมากขึ้น ถ้าเป็นผู้ชายสมัยก่อนจะไม่ค่อยชอบใส่เท่าไหร่ แต่มันสามารถนำสีสันมาสอดประสานได้ในลุค ไม่ต้องทำทั้งลุคก็ได้ แล้วเราก็ทำลุคให้เรดคาร์เพ็ตด้วย” 

ผ้าซับด้านในสูทของคุณมีความพิเศษนะ แถมยังมีพวกลูกเล่นซ่อนอยู่เยอะด้วย 

“นั่นเพราะผมอยากทำชุดที่คนเอ็นจอยที่จะใส่ ไม่ใช่เรียกร้องความสนใจ”

คุณเองก็ชอบใส่สูทบ่อยๆ คุณมองว่ามันเป็นเหมือนเกราะป้องกันหรือเปล่า หรือแค่เป็นชิ้นประจำที่ใส่ง่าย 

“ผมมองพอล สมิธสูทว่า practical เพราะมันนุ่ม ใส่สบาย คล่องตัว และมีช่องกระเป๋าให้ใส่ของได้ เชื่อไหมว่าผมใช้ชีวิต 14 สัปดาห์ที่บ้านคนเดียวในช่วงโควิด โดยใส่สูททุกวัน ผมไม่มีสเว็ตเชิ้ตเลย แล้วผมก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นสูท คิดแค่ว่ามันใส่สบาย”

พูดถึงเทคโนโลยี คุณได้นำมาใช้ในการทำงานบ้างไหม 

“ส่วนใหญ่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญกับการพัฒนาวัสดุ อย่างการพัฒนาเนื้อผ้าใหม่ๆ แบบที่เราไม่เคยใช้มาก่อน เป็น technical fabric ทำให้กันน้ำกันลมได้ หรืออย่างการออกแบบพวกเอาเตอร์แวร์ต่างๆ และเสื้อผ้าที่ออกแนวสปอร์ต ผมว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้”  

เวลาที่คุณอยากใช้ความคิด คุณชอบไปที่ไหน 

“ผมเป็นพวกทำงานเช้า ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า มาว่ายน้ำ แล้วไปถึงออฟฟิศตอน 6.30 น. ก่อนหน้าทุกคน นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แล้วผมก็เปิดเพลงเป็นแบ็กกราวด์ ผมว่าลอนดอนช่วงเช้าเป็นอะไรที่สงบมาก”

โมเมนต์ไหนที่ตัวคุณรู้สึก empowered

“คำว่า empower เป็นคำที่แปลกสำหรับผมนะ มันดูจะเกี่ยวกับ power และ ego ซึ่งผมไม่มีทั้งสองอย่าง ถ้าใช้คำว่า ‘รู้สึกดีที่สุด’ น่าจะเหมาะกว่า ผมว่าผมรู้สึกดีที่สุดถ้าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่รีแล็กซ์ ทุกอย่างเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ได้ถูกบังคับกะเกณฑ์”

น่าสนใจนะคะ เพราะดีไซเนอร์มักพูดถึงเสื้อผ้าในแง่ที่มันช่วย empowering

“พวกเขาอาจจะมีอีโก้ก็ได้นะ (หัวเราะ) ผมชอบความถ่อมตัว เท้าติดดิน และซื่อตรงกับตัวเอง อะไรแบบนั้นมากกว่า คือผมมองว่าแฟชั่นสำคัญนะ มันเป็นอาชีพ และทำให้หลายคนมีงานทำ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าน่าจะเป็นหมอผ่าตัด อาสาสมัครที่ช่วยเหลือคน แฟชั่นทำให้เกิดการจ้างงาน แต่ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจหรืออะไร มันแค่ทำให้แต่ละวันของคนเราดีขึ้น”

คุณมีแนวคิดที่อยากบอกคนรุ่นใหม่ไหม

“ผมว่ามันน่าเศร้าที่โลกยุคนี้ไม่ได้ต้องการดีไซเนอร์ หรือนักเขียน หรือพนักงานโรงแรมอะไรมากมายแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องนึกถึงก็คือ point of view ทำไมคนถึงต้องจ้างเรา เพราะเราน่าดึงดูด รอบรู้ การศึกษาดี แต่คุณก็สามารถเพิ่มเติมอย่างอื่นได้ ผมอยากแนะนำให้หาประสบการณ์เพิ่มเติมในการทำงานกับคนอื่น เพื่อจะได้เข้าใจว่าสิ่งต่างๆ มันดำเนินไปอย่างไร ทุกอย่างนะ ไม่ใช่แค่ในโลกแฟชั่น”

The  List

Books: “ผมไม่อ่านหนังสือมาสองปีแล้ว เพราะไม่ค่อยมีเวลา ส่วนที่เห็นกองอยู่ในออฟฟิศ นั่นเป็นหนังสือภาพน่ะ ผมอ่านแค่บางส่วนเพื่อหาแรงบันดาลใจ แต่ผมไม่ได้อ่านนิยาย ถ้าอ่านจริงๆ จะเป็นพวกหนังสือชีวประวัติมากกว่า” 

Movies: “เยอะมากเลยครับ อย่างเรื่องล่าสุด Perfect Days ของ Wim Wenders ผมว่าดีมากเลย”

Music: “ช่วงนี้ตอนเช้าๆ ผมกลับมาฟังแจ๊ซ อย่างเพลงของ Miles Davis ผมไม่ค่อยฟังเพลงใหม่ๆ เท่าไหร่”

Artists: “ผมชอบ Henri Matisse เพราะเขาเก่งเรื่องการใช้สีสัน และเมื่อปีที่แล้วผมรับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ให้นิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์ Picasso ที่ปารีสในโอกาส 50 ปีที่เขาจากไป เป็นโอกาสที่พิเศษมากๆ ผมชอบปิกัสโซเพราะเขาหลงใหลในสิ่งใหม่ๆ ส่วนศิลปินคนอื่นๆ อาจเจอทางของตัวเองและทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่เขาชอบทำสิ่งใหม่ๆ” 

Scent: “ผมไม่ฉีดน้ำหอม แต่ผมชอบกลิ่นกุหลาบในสวน ผมว่าร่างกายมนุษย์น่ะกลิ่นหอมที่สุดแล้ว” 

Other Articles