Tuesday, April 23, 2024

Retrofuturism คืออะไร? และมีความหมายอย่างไรต่อแฟชั่นในปัจจุบัน

‘Retrofuturism’ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา อุตสาหกรรมแฟชั่นมักมองไปข้างหน้า และมองย้อนกลับมาหาอดีตเพื่อทำความเข้าใจบริบทของตัวเองในปัจจุบัน

Writer: Piper McDonald & Tori Nergaard

Translator: Pimpilai Boonjong

เป็นที่ทราบกันดีว่าแฟชั่นคือการมองย้อนกลับไปในอดีตเพื่อหาแรงบันดาลใจให้กับปัจจุบัน ​​แต่วงการนี้ก็เป็นดั่งลูกตุ้มที่แกว่งไปมาระหว่างความโหยหาอดีตในห้วงเวลาแห่งความเรียบง่าย กับวิสัยทัศน์ที่สนุกสนานและตื่นเต้นซึ่งเป็นตัวแทนของแฟชั่นในอนาคต ถึงแม้ช่วงปลายทศวรรษ 1960s จะเรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งสไตล์เรโทรฟิวเจอริสต์ แต่รากของมันก็ยังย้อนเวลากลับไปได้ไกลกว่านั้น แม้ว่าจะยังพบเห็นสไตล์นี้อยู่ในแฟชั่นร่วมสมัย และแพร่หลายในปัจจุบัน อาทิ การกลับมาของแฟชั่น Y2K รวมถึงความสนใจใน ‘เมตาเวิร์ส’ ของอุตสาหกรรมแฟชั่นก็ตาม

การผสมผสานระหว่างแฟชั่นและเทคโนโลยีสามารถสืบย้อนไปยุค 1920s จนถึงต้นทศวรรษที่ 1930s ในยุคที่คนหมกมุ่นกับแนวคิดเรื่องความสมัยใหม่ในทุกแง่มุมของชีวิต เหล่าดีไซเนอร์และศิลปินจึงนำเสนอไอเดียผ่านผ้าลาเม่เมทัลลิก ลวดลายดาวเคราะห์ และฃทดลองกับวัสดุแปลกใหม่ๆ เช่น ไม้และพลาสติกเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคต แม้ว่าการเดินทางสู่อวกาศจะเป็นเพียงความฝันอันห่างไกลสำหรับคนสมัยนั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่างเอลซา สเกียปาเรลลี ในการจินตนาการว่าแฟชั่นจะเป็นอย่างไรเมื่อได้อิทธิพลจากการข้างหน้า

ต่อมาในยุค 1960s อองเดร กูร์แรจส์ กูตูริเยร์ชื่อดังได้ทำการปฏิวัติทิศทางของแฟชั่นสไตล์เรโทรพิวเจอริสม์ด้วยคอลเลกชั่น Space Age ซึ่งเผยโฉมในปี 1964 เขาสะท้อนถึงความสนใจที่คนในสังคมที่มีต่อการสำรวจอวกาศ ด้วยการเลือกใช้ผ้าขาวสว่างอย่างน่าตื่นตาต้องใจ รวมไปถึงสิ่งทอต่างๆ เช่น ไลครา ไวนิล และพีวีซี อีกทั้งกระโปรงสั้นที่เน้นการเคลื่อนไหวซึ่งได้กลายเป็นจุดเด่นในงานออกแบบของเขา ไม่นานหลังจากนั้น สาวๆ ผู้มีชื่อเสียงและอิทธิพลในวงการแฟชั่นอย่างออเดรย์ เฮปเบิร์น, ฟรองซัวส์ ฮาร์ดี หรือแม้แต่แจ๊กกี เคนเนดี ต่างก็สวมชุดสไตล์ใหม่นี้กันอย่างถ้วนหน้า แม้แต่ อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ยังยอมรับว่า “ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมนับตั้งแต่กูร์แรจส์ระเบิดพลังออกมา” เห็นได้ชัดว่าแฟชั่นเรโทรพิวเจอริสม์เกิดมาเพื่อดำรงอยู่ตลอดไป

สไตล์เรโทรฟิวเจอริสม์ปรากฏอยู่ในหนังคัลต์คลาสสิกอย่าง Qui êtes-Vous Polly Maggoo? ของผู้กำกับ William Klein ในปี 1966 และมีความสำคัญต่อความนิยมของภาพยนตร์และซีรีส์นิยายวิทยาศาสตร์ เช่น Barbarella และ Star Trek นอกเหนือจาก Courrèges แล้ว ยังมีนักออกแบบเสื้อผ้าอย่าง Pierre Cardin และ Paco Rabanne ที่นำเสนอแนวคิดเรโทรฟิวเจอริสม์ อย่างชุดเดรสสายโซ่ของ Rabanne สีสันจัดจ้านของ Cardin แถมในปี 1969 NASA ยังขอให้ Cardin ออกแบบชุดอวกาศสำหรับนักบินอวกาศ

ดีไซน์ของยุคอวกาศที่มากับลุคเหล่านี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งก็คือกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะก่อนหน้านี้เทรนด์ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ที่มีฐานะ ในขณะที่วงการสิ่งพิมพ์แฟชั่นตอนนั้นต่อต้านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยบอกว่าเป็นสไตล์ที่ดูเด็กและไม่ลึกล้ำพอ แต่ทว่าเรโทรฟิวเจอริสม์กลับได้รับความนิยมในกลุ่มคนดัง ทำให้สื่อกลับลำและเริ่มหันมาสนับสนุน จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและส่งผลต่อการการฟื้นคืนชีพของแฟชั่นเรโทรฯ ในยุค ’90s หรือแม้กระทั่งการกลับมาของสไตล์ Y2K ในปัจจุบัน 

แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากคอลเลกชั่นอวกาศของยุค 1960s ยังส่งผลต่อแฟชั่นในการวางกรอบความคิดเรื่องความทันสมัย อย่างไรก็ตามในช่วงยุค 1980s คอลเลกชั่นต่างๆ ที่มาในธีมอวกาศ-เอเลี่ยน เช่นจากเธียร์รี มูแกลร์ และโคลด มอนทานา ได้เข้ามาแทนที่วิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างเรียบง่ายของกูร์แรจส์ จนกระทั่งกลางปีของยุค 1990s จิตวิญญาณแห่งอนาคตและอวกาศของปีก่อนๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อผู้คนต่างวิตกกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เริ่มผุดขึ้นมาในสังคม แฟชั่นถูกครอบโดยแนวคิดดิสโทเปียที่ครอบครองโดยเหล่าแฮกเกอร์และไซเบอร์พังก์

และในช่วงปลายยุค 1990s เนื่องความบูมของอินเตอร์เน็ต โลกแห่งเทคโนโลยีได้ส่งอิทธิพลและแรงบันดาลใจให้กับแฟชั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งมาจากความสนใจของสังคมนั่นเอง ภาพยนตร์ในตำนานอย่าง Hackers, Strange Days และ The Matrix ส่งอิทธิพลต่อแฟชั่นล้ำยุคด้วยเครื่องแต่งกายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกไซเบอร์ ตัดเย็บจากหนังแก้วในสีเมทัลลิก พร้อมกับซิลลูเอตที่คมเฉี่ยว อีกทั้งแรงบันดาลใจของสไตล์ ‘แฮกเกอร์’ ในยุคนั้นมาจากความหวาดระแวงที่มีต่อเทคโนโลยี และจิตวิญญาณขบถที่สะท้อนอยู่ในเครื่องจักร เช่นสไตล์ Steampunk ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างอนาคตกับองค์ประกอบจากอดีต

ปัจจุบัน แฟชั่นแนวฟิวเจอริสติกมักจะมองข้ามอดีต ในขณะที่เทรนด์ Y2K ได้ช่วยปลุกกระแส ‘เรโทร’ ให้กลับคืนมา เช่น โทรศัพท์พับได้และกราฟิกรูปแบบข้อความ T9 แต่แฟชั่นส่วนใหญ่มุ่งมองไปยังกาลข้างหน้า ยุค 2020s นี้จะเห็นว่าแฟชั่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร้ขอบเขตผ่านเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่แค่ในโลกจริง แต่ในโลกออนไลน์ด้วย แฟชั่น NFT ได้รับความนิยมในปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเปิดทางให้แบรนด์ต่างๆ เข้าสู่จักรวาลไซเบอร์ และขยายขอบเขตของเสื้อผ้าที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อต้นปีที่ผ่านมามีการจัดงาน Metaverse Fashion Week เป็นครั้งแรกของโลก โดย Decentraland ได้ทำการย้ายรันเวย์ (ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ขลังสุดของอุตสาหกรรมแฟชั่น) เข้าไปสู่โลกดิจิตัลอย่างง่ายดาย โดยมีแบรนด์ดังอย่าง ดอลเช่ แอนด์ แกบบานา, เอลี ซาบ และเอโทร ร่วมผลักดันข้อจำกัดด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้วยคอลเลกชั่นในโลกไซเบอร์ ในขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ซึ่งทุกคนต่างรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ขณะที่แฟชั่นย้อนยุคกำลังจมไหลไปตามวัฏจักรของเทรนด์ ทำให้เกิดคำถามว่า จริงๆ แล้วอะไรคือความทันสมัย? อะไรคืออนาคต? เมื่อมองย้อนกลับไป แฟชั่นสไตล์ยุคสเปซเอจแตกต่างจากแฟชั่นยุค Y2K อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่เมตาเวิร์สและ NFT ดูเหมือนจะเป็นทิศทางล่าสุดของแฟชั่นแห่งอนาคต แต่ทว่าวงการแฟชั่นยังคงต้องเดินหน้า เพื่อที่ในอนาคตจะได้มีพื้นที่ในโลกแห่งออนไลน์อย่างเร็วที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว ความหมายจริงๆ ของเรโทรฟิวเจอริสต์นั้นไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับแฟชั่นทศวรรษได้ทศวรรษหนึ่ง หรือแม้กระทั่งนักออกแบบและดีไซเนอร์คนใดคนหนึ่งด้วยซ้ำ แต่มันเกี่ยวกับการบริโภคแฟชั่นเหล่านี้ต่างหากที่สามารถเปลี่ยนแปลงความหมายของอนาคตในสังคมยุคนั้นๆ อย่างเช่นเทรนด์ส่วนใหญ่ มันคือปฏิกิริยาโต้ตอบต่อเทรด์ก่อนๆ เรโทรฟิวเจอริสต์ม์มักถูกมองว่าเป็นการหลีกหนี แต่ในตอนนี้ มันทำให้รู้สึกถึงการปฏิวัติสิ่งใหม่ๆ แต่พอมองย้อนกลับไป มันอาจทำให้รู้สึกว่าเก่า สิ่งนี้เองทำให้เกิดความสงสัยว่า พวกเราทุกคนจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับแฟชั่นแนว ​‘อนาคต’ ของยุคปัจจุบันในอีก 20 ในปีนับจากนี้? 

บทความอื่นที่น่าสนใจ:

นี่หิ้วกระเป๋าหรือหิ้วอากาศ? เมื่อ Coperni เปิดตัว The Air Swipe Bag ที่หนักเพียง 33 กรัม

Mob Wife เทรนด์ใหม่มาแรงซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามของสาวๆ สไตล์ Clean Girl

Barbiecore จากเด็กสาวเติบโตเป็นผู้หญิงยุคใหม่

ล้ำสมัยกว่าใคร! MB&F ปล่อยนาฬิกา HM11 ‘Architect’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตกรรม Retrofuturistic

Other Articles