Wednesday, April 24, 2024

เจาะลึกมุมมองในอนาคตของ CHANEL Skincare ที่ยังคงอยู่บนพื้นฐานความต้องการตั้งต้นของมาดมัวแซลชาเนลอย่าง ‘ความงามแบบองค์รวม’

มาฟังมุมมองเกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของสกินแคร์สุดคลาสสิกเหล่านี้ จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญผู้อยู่เบื้องหลังสกินแคร์แต่ละชิ้นของชาเนล ‘CHANEL Scientific Communications Team’ 

หลังจากที่ฉบับมกราคมเราได้พาคุณเข้าสู่โลกแห่ง CHANEL Skincare ที่โดดเด่นมุมมองในการดูแลตัวเองแบบองค์รวม (Holistic Approach) ถึงแม้ในงาน CHANEL Intregrative Beauty จะเล่าเรื่องราวหลากหลายส่วนไปแล้ว แต่ CHANEL Skincare ยังมีอีกหลายส่วนเช่นกันที่เราจะพาคุณไปเจาะลึก ในครั้งนี้เราขอพาคุณมาฟังมุมมองเกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของสกินแคร์สุดคลาสสิกเหล่านี้ จากเหล่าผู้เชี่ยวชาญผู้อยู่เบื้องหลังสกินแคร์แต่ละชิ้นของชาเนล ‘CHANEL Scientific Communications Team’ 

นิยามของคาแรคเตอร์ที่แท้จริงของ CHANEL Skincare คืออะไร และคุณเห็นภาพของมุมมอง ‘ความงามแบบองค์รวม’ ปรับเปลี่ยนไปกับไลฟ์สไตล์ในอนาคตอย่างไรบ้าง

“Innovation and Research Centre ของชาเนลนั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีและวิทยาการแห่งงานฝีมือที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดนี้เพื่อตอบรับความต้องการในเรื่องความงามของผู้หญิง เริ่มจากพันธกิจในการเสาะหาวัตถุดิบอันล้ำค่า ไปจนถึงการรังสรรค์เนื้อสัมผัสของสกินแคร์ นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญของชาเนลได้ร่วมมือกันสร้างความสมบูรณ์แบบและความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และความหรูหรา ทำให้ CHANEL Skincare มีคาแร็กเตอร์ชัดเจนในด้านภาพลักษณ์ที่รุ่มรวย เรียบง่าย และเปี่ยมด้วยคุณภาพ 

“CHANEL Research เป็นสถานที่ที่พัฒนามุมมองความงามแบบองค์รวมและเที่ยงตรง ความงามที่สร้างความโดดเด่นให้กับแต่ละบุคคลและเติมเต็มความต้องการที่แตกต่างของคนทั่วโลก โปรดักต์ความงามของชาเนลผสานการใช้ที่ร่วมสมัย การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สะท้อนมุมมองการดูแลความงามแบบองค์รวมของแบรนด์ผ่านโปรดักต์ล่าสุด N°1 DE CHANEL ที่ผสานเรื่องราวสกินแคร์ เมกอัพ และมิสต์น้ำหอมเอาไว้ในคอลเลกชั่นเดียวกันแบบครบองค์รวม ครอบคลุมความงามทุกส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ” 

ที่ CHANEL คุณมีเกณฑ์ในการเลือกวัตถุดิบใหม่ๆ สำหรับสกินแคร์อย่างไร ช่วยเล่าถึงการผสานความรู้ของคนท้องถิ่นในการเก็บเกี่ยววัตถุดิบแต่ละแห่งให้ทราบได้ไหม และวิธีนี้ช่วยให้แบรนด์ทำงานและดึงประสิทธิภาพของวัตถุดิบออกมาได้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง 

“Open Sky Laboratories คือสถานที่ที่เอื้ออำนวยให้นักวิจัยเข้าถึงและค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งประสิทธิภาพของส่วนผสมแต่ละชนิด เป็นเหมือนสนามทดลองในการเพาะปลูกพืช รวมถึงนวัตกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม พวกเขาศึกษาหลากหลายรูปแบบและปรับตัวให้เข้ากับบริบทของวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่ โดยยังคงคาแร็กเตอร์ของชาเนล ต้องขอบคุณผู้ร่วมอุดมการณ์ของเราอย่างเจ้าของไร่ รวมไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบจากธรรมชาติ

“การทำงานร่วมกับคนท้องถิ่น ทั้งเรื่องการศึกษาพืชพรรณและแลกเปลี่ยนความคิด ทำให้เราเกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้ในการเพาะปลูก ดูแล และเก็บเกี่ยวพันธุ์พืชนั้นๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเรา ความน่าสนใจอีกอย่างคือเราสามารถใช้เวลาศึกษาแต่ละส่วนของพืชและรีไซเคิลผลผลิตที่คงเหลือได้อีก ช่วยสร้างวงจรที่เป็นมิตรต่อโลก ทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจและนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย”

ในมุมมองของแบรนด์ ทำไมเซลล์ Senescence จึงถูกมองว่าเป็นประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญ

“ตั้งแต่ปี 2011 เรื่องของเซลล์ Senescence ถูกจัดให้เป็นประเด็นหลักในวงการวิจัยทางการแพทย์ ชาเนลได้มองเห็นศักยภาพของมันที่จะนำมาพัฒนาในเรื่องของความงาม จากการค้นคว้าศึกษาและวิจัยจนลึกซึ้งเกี่ยวกับเซลล์ Senescence เราก็ตั้งมั่นที่จะมอบนวัตกรรมเพื่อการชะลอวัยให้กับผู้หญิง พร้อมไปกับการสร้างความสมดุลให้ผิวมีสุขภาพดีและมีชีวิตชีวาในทุกกาลเวลา 

“สำหรับมุมมองของแบรนด์ ความสนใจที่มีมาอย่างยาวนานในเรื่องของเซลล์ Senescence เป็นเพราะว่าเซลล์ชนิดนี้เป็นกุญแจหลักของปัญหาการร่วงโรยของผิว ปัจจัยที่ผิวมีอายุมากขึ้นนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเซลล์ Senescence ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญกับเซลล์นี้ก็เหมือนเป็นการไขกุญแจสู่เรื่องการชะลอวัย และนี่คือเหตุผลที่เราเชื่อว่าการควบคุมเซลล์ Senescence เป็นนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันและแก้ไขความร่วงโรยแห่งวัยได้ดีที่สุด ทั้งยังช่วยรักษาให้ผิวมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ความรู้เกี่ยวกับเซลล์ Senescence ยังกรุยทางให้เราสะท้อนแนวทางที่ล้ำลึกในการปล่อยผิวให้เป็นไปตามวัยอย่างสวยงามด้วยการยอมรับกาลเวลา เพราะเวลาก็เปรียบเสมือนกับความงาม”

หลังจากการเปิดตัวของ N°1 de Chanel การแนะนำให้โลกได้รู้จักกับ Senescence มีผลต่อการใช้หรือความรู้เกี่ยวกับสกินแคร์ของผู้คนทั่วไปมากน้อยแค่ไหน

“ความเชี่ยวชาญในเรื่องของเซลล์ Senescence นั้นมีมามากกว่า 10 ปี ภายใต้การค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความเข้าใจถึงระยะของเซลล์ชนิดนี้ที่แตกต่างและผสานเข้ากับคอลเลกชั่นสกินแคร์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการชะลอวัย ความรู้ตลอดจนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด และพัฒนาการของเทคโนโลยีวิเคราะห์ผิว คือปัจจัยหลักในการพัฒนาโปรดักต์ของเรา อย่างเช่น SUBLIMAGE L’Extrait de Nuit ที่พัฒนาขึ้นจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องของเซลล์ Senescence ประสิทธิภาพของเซรั่มชิ้นนี้เจาะจงในการป้องกันระยะของเซลล์ Senescence ถึง 3 ระยะ ช่วยให้ประสิทธิภาพในการสร้างและซ่อมแซมผิวนั้นดียิ่งขึ้น”  

จากมุมมองของแบรนด์เอง อนาคตของ CHANEL Skincare จะเป็นอย่างไร  

“CHANEL Skincare เป็นส่วนหนึ่งของมุมมองความงามแบบองค์รวม วิสัยทัศน์ที่สร้างและใช้จริงโดยกาเบรียล ชาเนล เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของภาคส่วนนี้ หากจะเปรียบก็คงจะเป็นดั่งสติ อารมณ์และการใช้ชีวิต ตามที่กล่าวไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญของชาเนลนั้นร่วมมือกันสร้างความสมบูรณ์แบบและความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และความหรูหรา เราคิดว่า CHANEL Skincare จะยังคงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ เช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปมากเพียงใด” 

Photos courtesy of CHANEL

Other Articles