Tuesday, April 23, 2024

รู้จักกับ เอินเอิน นักแสดงและนักร้องสาวมากความสามารถที่น่าจับตามอง

เฉลิมฉลองความงามแห่งวัยเยาว์ผ่านสไตล์สาวปารีเซียนสุดคูลกับเซ็ตแฟชั่นสดใหม่ของ เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล แฝงกลิ่นอายย้อนยุคจาก CELINE BY HEDI SLIMANE คอลเลกชั่น ‘Tomboy’ ผสานลุคเท่สไตล์ Androgenous ในยุค ’90s เข้ากับแฟชั่นเรียบโก้สุดประณีตยุค ’80s ที่ถูกตีความแบบร่วมสมัย

“หลายคนถามนะว่าตัวจริงกับตัวตนในไอจีเหมือนกันไหม ในไอจีดูหวานๆ แต่ตัวจริงคือลุย มีความบอยๆ ค่ะ” เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล นักแสดงและศิลปินสาวสังกัดช่อง One31 เล่าให้เราฟังในวันที่มาถ่ายปกดิจิตัลกับลอฟีเซียล ไทยแลนด์ และแบรนด์ Celine เธอสารภาพว่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะเป็นการถ่ายแบบจริงจังครั้งแรกของเธอ “ทีมงานบอกว่าขอให้แสดงแอตติจูดแบบบอยๆ ซึ่งก็เป็นตัวเรานะ แต่ต้องคิดว่าจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร”

ปัจจุบันเอินเอินเพิ่งจะอายุ 18 ปีเท่านั้นเอง เธอดูสดใส พูดคุยด้วยง่ายแม้เธอจะบอกว่าตัวจริงเป็นอินโทรเวิร์ต แถมยังดูโตกว่าอายุเสียด้วย โดยเฉพาะในเรื่องงาน หรือมายด์เซ็ต “อาจจะเพราะเราอยู่กับเพื่อนๆ ที่โตกว่าด้วยค่ะ แล้วก็ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา” 

เอินเอินเล่าถึงชีวิตวัยเด็กว่าเธอเกิดและเติบโตที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเด็กต่างจังหวัดธรรมดาคนหนึ่ง แต่สำหรับเรา คิดว่ามันไม่ค่อยจะธรรมดาสักเท่าไร เพราะเธอใช้ช่วงวัยเด็กอย่างบ้าคลั่งไปกับการทำกิจกรรมมากมาย ทั้งเล่นยิมนาสติก เรียนขี่ม้า เล่นดนตรี “คือทำทุกอย่างเลยค่ะ ร้องเพลง กีตาร์ ขิม ไวโอลิน กลองชุด ตอนนั้นพี่ๆ ของเราก็ชอบเล่นเหมือนกัน แต่จริงๆ เราชอบการแสดงนะ แต่ความที่อยู่ต่างจังหวัดมันยากที่จะมาออดิชั่นได้ ก็เลยเน้นไปทางดนตรีมากกว่า” 

จุดเริ่มต้นของความฝันนี้มาได้อย่างไร? “พี่ชมพู่-อารยาเป็นไอดอลคนแรกที่ทำให้เราอยากทำงานในวงการนี้ เพราะตอนนั้นชอบดูละคร ‘ต้มยำลำซิ่ง’ เราอยากเป็นเหมือนเขาบ้าง เหมือนเราเจอความฝันตอนหกขวบ ก็ชอบมาโดยตลอด และลงมือทำตลอด แต่เป็นความฝันที่เราไม่ค่อยได้บอกใครในตอนเด็กนะเพราะมันดูจับต้องไม่ได้”

ถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ ครั้งแรกน่าจะเป็นตอนที่เธอไปเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มจากการไปเรียนที่อินเดียตามพี่ชายและพี่สาวตอนอายุ 12 “ตอนนั้นไปอยู่โรงเรียนประจำค่ะ ไปถึงก็สอบได้ที่โหล่ ฟังภาษาอังกฤษไม่ออก เหมือนติดคุกเลย ร้องไห้ทุกวัน จนได้เจอครูที่สอนกีตาร์คลาสสิกที่คอยช่วยเรา แล้วดนตรีก็ช่วยทำให้เรามีเพื่อนด้วย” 

จากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อชั้นม.ปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ “ครั้งนั้นไปอยู่กับโฮสต์ ต้องเรียนรู้การอยู่กับครอบครัวใหม่ ต้องปรับตัวเยอะมาก ทั้งเพื่อน ทั้งการเรียน” เอินเอินบอกว่าสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากช่วงเวลานั้นก็คือ “การพัฒนาตัวเองในด้านภาษาอังกฤษ และการรู้จักดูแลตัวเอง ถ้ายังอยู่อุบลฯ จะมีม้ากับป๊าคอยประกบตลอด เราก็คงทำอะไรไม่เป็น”

จุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งของเธอเกิดขึ้นเมื่อต้องเดินทางกลับมาเรียนต่อที่ไทยเพราะสถานการณ์โควิด โดยปัจจุบันเธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เอกเธียเตอร์ คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และการกลับมาเมืองไทยครั้งนั้นก็ทำให้เธอได้มีโอกาสเข้าประกวดในรายการ The Star Idol ของช่อง ONE31 ซึ่งเป็นรายการที่แจ้งเกิดให้เธอ 

“ก่อนประกวดรายการนี้ เราพยายามทำยูทูบ ทำติ๊กต็อกมาโดยตลอดเพื่อให้คนเห็นเรา รวมทั้งไปประกวดรายการต่างๆ ไปแคสต์ที่โมเดลลิ่ง แต่ก็ไม่มีใครเลือก มันน่าจะไม่ใช่ช่วงเวลาของเรา จนกระทั่งมาถึงรายการ The Star Idol ที่เรางัดทุกอย่างออกมาใช้ ตอนไปคัดเลือกที่ตึก หอบกีตาร์โปร่ง กีตาร์คลาสสิก ไวโอลิน และติดไม้กลองไปด้วย พอเข้าไปในห้องก็ไปเล่นเปียโน ตีลังกา ทำทุกอย่างเพื่อเข้ารอบให้ได้ กรรมการน่าจะขำนะที่เราทำขนาดนั้น” 

ในการขึ้นเวทีประกวดครั้งนั้น แม้จะไม่ได้ที่หนึ่ง แต่ก็ทำให้หลายคนมองเห็นเสน่ห์และความสามารถของเธอ “ความทรงจำพิเศษเกี่ยวกับการเป็น The Star Idol คือตอนนั้น ถ้าเสิร์ชช่ือ ‘เอิน ฟาติมา’ ในกูเกิล มันไม่ค่อยเจอนะ ต้องเสิร์ช ‘เอินเอิน ขาเป็นอะไร’ ตอนนั้นได้ขึ้นโชว์กับพี่บี้ (สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว) ช่วงที่เตรียมตัวและซ้อมเต้นเกิดขาพลิกก่อนวันแสดงจริง ก็เลยต้องถือไม้เท้าขึ้นเวทีไปทั้งอย่างนั้นเลย”

หลังจากประกวดเสร็จสิ้น เอินเอินได้มีโอกาสทำสิ่งที่เธอรัก ทั้งการทำเพลง (เพลงแรกคือ ‘วันนี้ใส่สีอะไร’ และตามมาด้วย ‘โอ๋โอ๋’) รวมถึงงานการแสดง โดยเริ่มจากซีรีส์ My Sassy Princess เจ้าหญิง 2022 ตอนซินเดอเรลล่า และตามมาด้วยละคร ‘Across the Sky ลัดฟ้าล่าฝัน’

หลังจากฟังเธอเล่าถึงเส้นทางและความพยายามมากมายแล้ว เราสงสัยนะว่าอะไรทำให้สาววัย 18 คนนี้ชอบสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ได้มากขนาดนี้? “นั่นน่ะสิคะ อาจจะเพราะว่าเวลาเริ่มอะไรแล้ว เอินต้องทำให้มันสุดด้วย เพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้อะไรสักอย่าง เคยมีคนบอกว่าต้องเลือกนะว่าอยากจะเต้น จะเล่นดนตรี จะร้อง หรือจะแสดง แต่เราเอาหมด สมัยเด็กๆ มีคนเคยบอกว่าเราจับฉ่าย แต่เราก็มีความสุขกับมัน ตอนนี้ทุกคนเริ่มยอมรับเรามากขึ้น ถ้ามีโอกาสเจอเด็กที่ผ่านอะไรมาเหมือนกันก็อยากจะบอกว่าห้ามหยุดนะ เพราะมันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

ปัจจุบันเอินเอินกำลังทุ่มเทให้กับการทำโปรเจ็กต์ของมหาวิทยาลัย แถมยังวุ่นๆ อยู่กับการเตรียมตัวขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ‘One ฟินเวอร์’ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ และกำลังสนุกกับการลองทำอะไรใหม่ๆ อย่างการถ่ายแบบครั้งแรกนี้ก็เช่นกัน แถมโลกแฟชั่นก็เป็นสิ่งที่เธออยากทำความรู้จักเพิ่มมากขึ้นด้วย “เมื่อก่อนไม่ค่อยแต่งตัวด้วยแบรนด์เลย ไปมหาวิทยาลัยก็แทบจะใส่ชุดนอนไป สะพายถุงผ้า ส่วนหนึ่งก็อยากให้คนกล้าเข้าหาเราได้ แต่เราก็ชอบอะไรที่มีดีไซน์นะ แต่พอโตขึ้น แล้วย่ิงมาเจอเซลีน เอินชอบที่มันดูเท่ๆ มีคาแร็กเตอร์ ชอบความน้อยแต่มาก แล้วก็รู้สึกว่าแฟชั่นมันแสดงถึงความเป็นตัวเราได้” 

แม้ว่าช่วงนี้จะต้องเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย แต่เธอก็เต็มที่เกินร้อย “เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตเต็มที่กับเรื่องงาน คนอื่นอาจจะเสียใจกับความรัก แต่ถ้าจะมีเรื่องที่เราเสียใจก็คือเรื่องงานนี่แหละค่ะ และเราต้องสนุกกับทุกอย่างที่ทำ มันจะออกมาดีได้เราต้องสนุกก่อน สมัยก่อนเราเรียน เราซ้อม เราเป็นเหมือนคนที่พร้อมประกวด ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็กต์ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าการไม่เพอร์เฟ็กต์บ้างมันน่ารักกว่า แล้วก็ปล่อยใจไปเลย” 

เอินเอินยังบอกด้วยว่า “ทุกวันเป็นการเรียนรู้ เราจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ยังไง มันเกี่ยวกับเวลา ถ้ามันจะใช่ของเรา วันหนึ่งมันจะใช่” 

Photographer: Jeeraw Boonme

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Makeup: Rattanachot Pokum 

Hair: Phoonthus Lertmanorat 

Photographer Assistant: Kittamet Matklang

Stylist Assistants: Thanawat Nitithanayaphong, Neti Poomtong, Panithan Prasongsanti

Videographer: Ketsara Leecharoen

Producer: Akeera Sasungnern 

Other Articles