Tuesday, January 31, 2023

ความเป็นนักสู้ของ บีบี-เอกนรี หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลังละครลายกินรี

สมกับเป็นละครที่หลายคนตั้งตารอคอยมานาน สำหรับ ‘ลายกินรี’ ละครพีเรียดแนวดราม่า/โรแมนติก/สืบสวน/คอเมดี้/แอ็กชั่น เรียกว่าเป็นการโคจรมาพบกันโดยนัดหมายแบบครบองค์ประชุม ตั้งแต่คู่พระนาง ณเดชน์ คูกิมิยะ อุรัสยา สเปอร์บันด์ รวมทั้งเหล่านักแสดงมากฝีมือ อาทิ จิรายุ ตันตระกูล ชัยพล พูพาร์ต เดียร์น่า ฟลีโป ภายใต้การผลิตของบริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

ขณะที่ฉากหน้าของละครลายกินรีกำลังเข้มข้น เรามีโอกาสได้พบกับอีกฟันเฟืองสำคัญ ‘บีบี-เอกนรี วชิรบรรจง’ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของนักแสดงรุ่นลายคราม (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง และธัญญา โสภณ) ผู้เป็นตั้งแต่มินิโปรดิวเซอร์ โปรดิวเซอร์ มินิผู้จัด และกำลังจะเป็นผู้จัดละครเรื่องลออจันทร์ ซึ่งคาดว่าปีหน้าได้ชมพร้อมกันแน่นอน

ชื่อตำแหน่งแอบน่ารักนะคะ ‘มินิโปรดิวเซอร์’ กับ ‘มินิผู้จัด’

ตำแหน่งมินิโปรดิวเซอร์ เราตั้งเองตั้งแต่ละครเรื่องกรงกรรมแล้วค่ะ คือเป็นซับโปรดิวเซอร์ (Sub-producer) ที่ได้เรียนรู้งานต่างๆ เกี่ยวกับสายนี้ ส่วนเรื่องลายกินรีเป็นมินิผู้จัด และได้มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นโปรดิวเซอร์ด้วย เพราะช่วงพาร์ตหลังของเรื่องต้องผลัดมือกับพี่โปรดิวเซอร์คนก่อนหน้า โชคดีมากๆ ที่พี่เขาสอนงานมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เราเลยสามารถต่องานได้เลย และมีพี่ทีมงานที่อยู่ในงานนี้ตั้งแต่ยุคแรกที่คอยสอนงานและช่วยเราทุกอย่าง เพราะเราเพิ่งก้าวเข้ามาเต็มตัวจริงๆ

พอรับหน้าที่เต็มตัวแล้วรู้สึกอย่างไร ได้เจออะไรบ้าง

งานกองถ่ายสำหรับเราคือสนุกนะ ตอนแรกรู้สึกว่า เฮ้ย! เราทำได้จริงๆ เหรอ เราอยู่กองถ่ายกับทีมตั้งแต่เรื่องกรงกรรม ลงกองทุกวันกับคุณพ่อ เหมือนไปเรียนรู้งาน เป็นช่างภาพในกอง แล้วพอเราได้มาทำเต็มตัว มีหน้าที่ มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ มันสนุกตอนแรกๆ แต่พอหลังๆ เริ่มเครียด ยอมรับเลยว่าเครียดมาก เพราะปัญหารายวันที่กองถ่ายมีแทบไม่ซ้ำในแต่ละวัน แล้วเราถ่ายในช่วงโรคระบาดด้วย จนพี่ๆ ทีมงานต้องคอยปลุกปั้นกำลังใจ และช่วยกันทำให้งานสำเร็จ

เป็นเรื่องแรกที่หนักมากจริงๆ ในแง่ของการเตรียมงาน การดำเนินงาน การถ่ายทำ ทุกอย่างคือยากมากสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งมาเป็นโปรดิวเซอร์ครั้งแรก พอมีปัญหาแล้วเหมือนมันโคร้ม! แบบ culture shock รู้สึกว่า เฮ้ย! โปรดิวซ์มันหนักขนาดนี้เลย เพราะก่อนหน้านี้พี่โปรดิวเซอร์เขาเป็นคนที่รับปัญหา แต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วพอจบงานเรารู้สึกภูมิใจมากที่ร่วมผ่านมาได้ เป็น 7 เดือนของการถ่ายทำที่ได้อะไรใหม่มาเยอะมากในแง่การใช้ชีวิต แง่ความคิด แง่ของการทำงาน มุมมองที่เปลี่ยนไป นิ่งขึ้น มันเปลี่ยนเราแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยค่ะ งงเหมือนกันว่าตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ยังไง เพราะทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก แต่พอมองย้อนกลับไปคือสนุก มีเรื่องราวที่ได้คุยกับทีมงาน

ไม่ได้ปนน้ำตาใช่ไหมคะ

โอ้โห จะเหลือเหรอคะ (หัวเราะ) ร้องไห้จนพี่ๆ บอกว่าบีต้องหยุดร้องไห้เพราะน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร คือเราเป็นคนเซนสิทีฟอยู่แล้ว จะร้องไห้ง่าย แต่เราก็ฮึดสู้ ทีมงานพูดว่าเราเป็นผู้หญิงสู้ไม่ถอย เจอปัญหาคือร้องไห้ตลอดนะ แต่เดินหน้าต่อแล้วทำจนจบ สู้มาก ไม่รู้เอาแรงมาจากไหน อาจเป็นเพราะเราไม่เคยเจองานที่ต้องรับผิดชอบสูงขนาดนี้ โชคดีมากๆ ที่มีพี่ทีมงานที่อยู่มาตั้งแต่แรก เขาเคียงข้างอยู่กับเราตลอด เขาไกด์เราดีมากๆ ในการทำงาน แล้วพอมีอะไรพลาด ทีมก็พร้อมช่วยเสมอ เวลาเจอปัญหาในกอง ทุกคนช่วยกันแก้แบบสุดๆ มันเลยมีคนที่เข้าใจว่าเราสู้กับอะไรมาบ้าง ไม่มีใครรู้ดีเท่าทีมงานและนักแสดง

ออนแอร์ไปได้เกินครึ่งทางแล้ว ฟีดแบ็กละครเป็นอย่างไร

ฟีดแบ็กดีในแบบที่เราแฮปปี้ อาจจะไม่ได้ดีโดดเด่น แต่เท่าที่เราได้รับกระแสเข้ามาทุกคนบอกว่า ดีมาก เราเป็นแฟนละครนะ เราติดตามอยู่นะ นักแสดงยังพูดกับเราอีกว่า นักแสดงทุกคนอินกับตัวละครของเขามาก สิ่งที่ได้ยินมาทำให้เราชื่นใจตรงที่เราส่งละครให้ไปสุดแล้ว แต่ยังไม่จบในเรื่องของการออกอากาศ หรือเรื่องการโปรโมต แต่ว่า ณ จุดนี้คือมันดีมากแล้ว ถ้าเป็นการประเมินด้วยกันเองนะคะ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง นอกจากพี่ๆ ทีมงานที่มุ่งมั่นและสู้ทุกอย่างด้วยกันมา

ยกตัวอย่างได้ไหมว่าเช่นเรื่องอะไร

อย่างหนึ่งคือเรื่องโรค ตอนที่โควิดระบาด เราเจอช่วงหนักด้วย ต้องลุ้นกันรายวันเลยค่ะว่าจะเจอใครติดหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาที่ต้องโยกย้ายแพลนหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องรีบแก้ให้เร็ว เพราะเราเจอปัญหาทุกวัน และไม่ค่อยซ้ำกันเลย

แชร์เบื้องหลังความพิเศษของเรื่องนี้ให้ทราบกันหน่อย

เราโชคดีที่นักแสดงทุกคนในเรื่องนี้ค่อนข้างมืออาชีพมากๆ ทุกครั้งที่นั่งดูมอนิเตอร์ เราเหมือนนั่งดูชีวิตของตัวละครในเรื่องมากกว่านั่งดูฉากในละคร เรามีความรู้สึกว่าทุกคนสวมวิญญาณของตัวละครและใส่เต็มทุกครั้ง ถึงจะต้องเล่นกันทั้งหมด 3-4 เทคในหนึ่งฉาก นักแสดงจะเล่นช่วยกันและกัน เขาเต็มที่ในหน้าที่ของเขา ให้ความร่วมมือ เพราะทุกคนอยากให้เรื่องนี้จบได้สมบูรณ์แบบที่สุด

เรารู้ว่าทุกคนเตรียมตัวและทำการบ้านหนัก อย่างพี่ณเดชน์ บทของเขาเต็มไปด้วยการจดโน้ตที่ทำการบ้านมา พี่ก๊อตจะมีโน้ตของเขาที่พับมาแต่ละวัน เรารู้ว่าเขาต้องซ้อมจากที่บ้านมาด้วยเพื่อเตรียมตัวในการเป็นตัวละคร พี่ญ่าต้องไปเรียนแพทย์เพิ่มเพราะในเรื่องป็นหมอ ต้องคล่องแคล่วในการรักษาคนไข้ พี่นิวต้องไปฝึกภาษาฝรั่งเศสเพราะในเรื่องเป็นคนฝรั่งเศส ส่วนเดียร์น่า โอ้โห! พลิกชีวิตหลายๆ อย่างในเรื่องการแสดง บทเยอะมาก ร้องไห้เยอะมาก สามารถเล่นได้ทุกซีนทุกเทคเต็มที่ เวลานักแสดงรับส่งกันในฉาก ทุกคนใส่เต็ม ไม่มีการแผ่ว ถึงแม้กล้องจะไม่ได้รับหน้าเขา แต่เขาเล่นหลังกล้องให้ เพื่อสื่ออารมณ์ถึงกันและกัน ทุกคนมีสปิริตในการแสดงสูงมาก เพื่อให้แต่ละซีนออกมาดีที่สุด 

นอกจากนี้โลเคชั่นแต่ละแห่งในเรื่อง ส่วนใหญ่เราไม่สามารถหาได้ ทุกอย่างเลยต้องถูกสร้างขึ้นมา อย่างเช่น โรงอาบน้ำชาย ย่านนายก่าย โบสถ์ที่ถูกยุคสมัย และใต้ท้องเรือ ฉากสมจริงทั้งหมดนี้ฝ่ายศิลปกรรมสรรค์สร้างให้เราหมดเลย

ฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่ได้ติดตามไหมคะ

ความจริงอยากให้ดูมากๆ เพราะเป็นอะไรที่แปลกใหม่จากที่เคยเห็น นอกจากส่วนของโปรดักชั่น ความรู้สึกส่วนตัว เราว่าเรื่องนี้มีความผสมผสานระหว่างความใหม่กับความเก๋า มีความกลมกล่อม มีการผสมผสานหลายอย่างที่ลงตัว ไม่ใช่แค่ศาสตร์เดียว มันดึงเสน่ห์ของซีรีส์ต่างประเทศ และละครไทยมาผสมกันอยู่ในนี้ เป็นละครพีเรียดที่เดินเรื่องแบบสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเรื่องของภาษาพูด หรือการแสดง

เราเสริมเรื่องเฟมินิสม์ด้วยส่วนหนึ่ง พุดซ้อนเป็นหมอหญิงคนเดียวที่ต้องการจะทลายความเชื่อว่าผู้หญิงไม่สามารถจะทำอะไรแบบนี้แบบนั้นได้ ทลายความที่ต้องโดนกด หรือต้องอยู่ภายใต้อาณัติ เพราะปัจจุบันมันไม่มีการตีกรอบแล้วว่าเพศไหนทำได้ ทำไม่ได้ ไม่มีการแบ่งแยกคำว่าเพศแล้ว ทุกคนสามารถทำทุกอย่างได้ และอีกเรื่องคือการมองคนให้ลึกถึงใจ การแสดงออกของแต่ละคน หรือสิ่งที่เขาพูดออกมามันจริงหรือเปล่า รวมทั้งเรื่องของหน้าที่ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบ

Special Thanks: #RalphLaurenTH

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles