Tuesday, November 29, 2022

การแสดง – ตัวตน – คนนอก – อนาคต ของแต้ว ณฐพร เตมีรักษ์

หากไล่เรียงดาราที่มีชื่อเสียงและยืนระยะการทำงานมานาน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ ณฐพร เตมีรักษ์ หรือแต้ว รวมอยู่ด้วย หญิงสาวที่มีความสามารถหลากหลาย ในความหลากหลายของเธอยังรวมถึงการเป็นสถาปนิก และนักธุรกิจ ซึ่งเธอจะเรียกตัวเองว่าเป็น Life-Learner “แต้วรู้สึกว่าคนเรามีอะไรให้เรียนรู้อีกตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรียนรู้จากคนที่อายุน้อยกว่าหรือมากกว่า ถ้าเราทำตัวให้พร้อมจะเรียนรู้ตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องขี้หมูขี้หมา มันก็เรียนรู้ได้ทั้งนั้น”

การแสดง

แต้วอยู่ในวงการบันเทิงมานาน 16 ปี มีผลงานละครและภาพยนตร์เกือบ 30 เรื่อง ที่เพิ่งจบไปคือ Six Characters มายาพิศวง ซึ่งเป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ระหว่างที่ละครเรื่อง แค้น กำลังถ่ายทำ เรามีโอกาสได้พูดคุยกับเธอถึงความรู้สึกที่มีต่อวงการมายา

มันคือการได้ทำอะไรที่ไม่เป็นรูทีน ถึงแม้เบื้องหลังคือการต้องมาอยู่กับคนก็ตาม แต่ว่าในการทำงานจะต้อง alert ตลอดเวลา การที่เราต้องเข้าไปสวมบท ได้เข้าไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ของตัวละคร ทำให้รู้สึกว่าต่างกับชีวิตออฟฟิศซึ่งไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ว่าเป็นความรู้สึกฟูลฟีลของแต่ละคน อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่เรารู้สึกว่าหยุดนิ่งไม่ได้ การเป็นนักแสดงทำให้เราต้องไม่ตัดสินอะไร ต้องใช้เวลาในการพยายามทำความเข้าใจกับความคิด ความรู้สึก อารมณ์ของมนุษย์ มันผลักดันให้เราเปิดรับความคิด วิธีคิดใหม่ๆ ของคนที่เราต้องไปเป็นเขา เลยทำให้อาชีพนี้มีเสน่ห์สำหรับแต้ว

แต้วคิดว่างานแสดงกว่ามันจะออกไปก็มีหลายองค์ประกอบ มีทั้งส่วนที่เรารับผิดชอบได้และรับผิดชอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการประสบความสำเร็จไม่ใช่โกลของแต้ว มันจะดังหรือไม่ดัง แต่แต้วมองว่าการที่เราอยู่กับมันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เราจะเอ็นจอยหรือเห็นมันเป็นสิ่งใหม่ได้ยังไง การได้ทำอะไรที่รู้สึกตื่นเต้น อารมณ์เหมือนเราเป็นเด็กที่ตื่นเต้นกับอะไรที่ดูเป็นเรื่องธรรมดา คือถ้าหาตรงนั้นได้จากงานที่เราได้รับ มันจะรู้สึกเอ็นจอย การมองเห็นสิ่งที่ง่ายที่สุด รูทีนที่เราทำอยู่เรื่อยๆ โดยที่เรายังตื่นเต้นกับมันในบริบทที่เราคอนโทรลได้ อันนั้นคือเป้าหมายที่แต้วมองหา แต่ว่าจะประสบความสำเร็จไหม แต้วว่าตอนนี้ทุกคนเหมือนอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่าย คนเบื้องหลังเองก็กำลังมองหาว่าตอนนี้ตลาดจะไปในทิศทางไหน มันเป็นช่วงที่ทุกคนกำลัง explore กันอยู่

ตัวตน

จากวัยเด็กที่ถูกเลี้ยงดูให้เป็นคนมีระเบียบ รับผิดชอบต่อหน้าที่ รวมทั้งเปิดกว้างให้เลือกทำสิ่งที่ชอบ โดยมีครอบครัวเป็นกองหนุนอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะแรงสนับสนุนหลักอย่างคุณแม่ผู้รู้จักนิสัยและรับมือกับความดื้อของเธอได้ดีที่สุด

ถ้าคุยกับแม่ก็จะรู้ว่าแต้วเป็นเด็กดื้อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในความดื้อของเราก็คือมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ว่ารับผิดชอบในหน้าที่ คำว่าดื้อมันเหมือนกับว่าเรามีเหตุผลเป็นระบบของเราที่เราเชื่อแบบนี้ เราอยากจะเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น ทำไมต้องตัดสินเราอย่างนั้นอย่างนี้ มันคือการพยายามเข้าใจนะ ไม่ได้เป็นคนที่เหมือนกับไม่ฟังอะไรเลย แต่จริงๆ คือคนที่พยายามจะเข้าใจมากกว่า แต้วว่าคนเรามีหลายด้านหลายมุม มันถึงทำให้คนน่าสนใจ ถ้าใครบอกว่าแต้วเรียบร้อย เราจะบอกเขาทันทีว่าไม่เรียบร้อยค่ะ (หัวเราะ) จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต้วไม่อยากให้ใครมาจำกัดความเหมือนกัน ไม่อยากให้ใครมาบอกว่าเราต้องเป็นยังไง

ต้องบอกว่าแต้วไม่เคยได้ออกนอกกรอบ คือแต้วแฮปปี้กับการอยู่ในกรอบแบบนี้ แต่ว่ากรอบของแต้วอาจจะเหมือนกับเล็กหน่อยในตอนแรก แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าคนเข้ามาในกรอบมั้ง คือแต้วไม่ได้รู้สึกว่าเราฉีกกรอบอะไร แต้วเป็นแบบนี้มานานแล้ว ก่อนหน้านี้แต้วมองว่าคนสนใจเราเพราะงาน ไม่ได้มาสนใจอะไรในตัวเราขนาดนั้น เราเองก็ไม่ได้จะโชว์ความเป็นตัวเองในทุกด้าน บวกกับวุฒิภาวะอะไรต่างๆ แต่พอโตขึ้นเราบาลานซ์ได้มากขึ้นแล้วว่าเราไม่ต้องแยกงานและตัวเราขนาดนั้น แต่เราสามารถเป็นตัวเองแบบนี้ได้นี่

ความสุขของเราในแต่ละช่วงอายุก็จะต่างกันไป อย่างช่วงหนึ่งเรารู้สึกว่าการประสบความสำเร็จ ชื่อเสียง เงินทอง การได้รับการยอมรับ การพิสูจน์ตัวเอง คือน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจเรา จนบางทีอาจจะทำให้เราพลาดการดูแลจิตใจทั้งของตัวเองและคนรอบข้าง อาจจะเข้มข้นเกินไปแล้วมันไม่ได้เฮลตี้กับความสุข ตอนนี้เหมือนเราค่อนข้างเข้ามาอยู่ในโซนที่ข้ามผ่านตรงนั้นแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าประสบความสำเร็จแล้วนะ แต่เป็นการมองชีวิตใหม่ว่าจริงๆ แล้วความสุขไม่ได้เกิดจากการทำอะไรเพื่อจะรอให้ใครมาบอกว่าดีหรือไม่ดี แต่มันเกิดขึ้นได้จากการที่เราหาจุดเอ็นจอย จุดที่เรายิ้มกับตัวเองได้ และแฮปปี้กับสิ่งที่ทำ ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่ามันดีนะ เพราะไม่ใช่จุดสูงสุดในการที่จะให้ความอิ่มใจกับเรา

ในภาพที่คนมองว่าชีวิตเราสวยงาม ตัวแต้วเองก็ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่างเหมือนกัน แต้วคงไม่ถือวิสาสะไปเปรียบเทียบกับใคร เพราะแต่ละคนเจอบททดสอบต่างกัน แต่จะบอกแค่ว่าเราต้องต่อสู้เยอะเหมือนกัน ซึ่งมันก็ทำให้เราเป็นเราตอนนี้ บททดสอบที่แต้วจำได้ดีคงเป็นเรื่องของการสูญเสียที่เข้ามากะทันหันและใหญ่โตสำหรับเรา ซึ่งทำให้เสียศูนย์แน่นอน แล้วก็เรื่องของวิธีคิดที่เราไม่ตั้งใจให้เราต้องเป็นแบบนี้ ในเชิงของการต้องอยู่ในกรอบต่างๆ ที่คนวางไว้ มันแอบเป็นแรงกดดันเบาๆ เหมือนจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร แต่ก็แอบเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่พอสมควร แต้วว่าคนเราโตขึ้นตลอดแหละ คำว่าโตขึ้นไม่ได้หมายถึงว่าต้องดีขึ้น แต่หมายถึงว่าเราเปลี่ยนไปตลอด เราไม่ได้อยู่กับที่ เราไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ทำให้เราเปลี่ยนความคิดไป นั่นคือการโตขึ้น”

คนนอก

โลกโซเชียลทำให้เราเข้าถึงกันได้ง่าย ในฐานะของคนที่ถูกสปอตไลต์สาดส่องอย่างแต้ว ซึ่งล่าสุดโดดเข้ามาร่วมวงเป็นยูทูเบอร์กับเขาด้วย เธอคิดอย่างไรกับการเปิดกว้างให้คนนอกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว

ในการเป็นบุคคลสาธารณะ แต้วไม่ได้มองว่าต้องทำตัวยังไงแบบไหนขนาดนั้น เราแค่ใช้ชีวิตปกติ โฟกัสกับการงานที่ต้องทำหรือรับผิดชอบ แต่มันก็ให้ประสบการณ์ชีวิต แล้วฟีดแบ็กต่างๆ จะค่อยๆ สอนเราไปเอง เราก็เป็นตัวของเราแบบนี้ แต้วคิดว่าการเป็นบุคคลสาธารณะ คนจะโฟกัสที่ตัวงานเรามากกว่า ไม่ได้มองว่าเป็นตัวแต้วที่ทำให้คนสนใจ เพราะแต้วมองว่าเราก็คืออีกหนึ่งคนแค่นั้นเอง

แต้วมองว่าโซเชียลมีเดียคืออีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้คนรับรู้และเห็นเราได้ มันขึ้นอยู่กับการมองว่าตัวเรามีความสำคัญกับคนอื่นในแง่ไหน บางคนอาจจะไม่ได้ให้ค่ากับตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นดาราหรือไม่เป็นดารา เขาก็อยู่ได้ อยู่ที่ว่าเขาให้ค่ากับอะไร แต่สำหรับแต้วก่อนหน้านี้ความเข้าใจของแต้วคืออยากให้คนโฟกัสที่งานอยู่แล้ว แต่ตอนนี้แต้วรู้สึกว่าการรับรู้ของคน และตัวแต้วเองมองว่าแต้วไม่ได้เป็นแค่ดารา โซเชียลมีเดียสำหรับแต้วเหมือนเป็นการบันทึกทัศนคติของเราที่อยากจะให้คนรู้จักเราแบบไหนในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งบางทีพอกลับไปมองย้อนเราจะเห็นตัวเองอีกแบบหนึ่ง โดยที่ตอนนั้นเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราเป็นแบบไหน ในทางอ้อมมันทำให้คนได้เห็นเรามากขึ้น แต่ว่าในการสื่อสารกับคน แต้วมองว่ามันเป็นเครื่องมือตรงนี้มากกว่า เป็นช่องทางที่ทำให้คนได้ติดตามเรา แต่ในเวย์หนึ่งก็สับสนเหมือนกัน บางครั้งแต้วรู้สึกว่าเราจะเลือกระหว่างโลกจริงๆ หรือว่าโลกที่เหมือนเราพยายามจะต้องสร้างอะไรขึ้นมา เพื่อให้คนเห็นว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ มันมีความขัดแย้งในตัวเองเหมือนกัน มีหลายช่วงที่เราพยายามบาลานซ์ บางครั้งสุดโต่งเกินไปอย่างอันฟอลทุกคน ซึ่งแต้วยังค่อยๆ เรียนรู้ หาคำตอบไปเรื่อยๆ กับประสบการณ์ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ดีๆ เราก็กลายเป็นคนที่มีคนตามโฟกัสเรานอกจากงาน เลยมีตรงนี้ไว้เพื่อรองรับอันนั้น พยายามจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของมัน แต่ใช้มันเป็นเครื่องมือมากกว่า 

แต้วว่าการใช้โซเชียลในทางที่ดีคือเราต้องเคารพในความต่างของแต่ละคนก่อน การทำร้ายกันด้วยจิตใจผ่านคำพูดผ่านตัวหนังสือคงควบคุมด้วยกฎหมายไม่ได้ อาจต้องเริ่มที่ตัวบุคคล อย่างตัวแต้วเองก็ไม่คาดหวังให้ใครเป็นยังไง ไม่ได้คิดว่าทำไมคนนี้เป็นอย่างนี้ หรือแม้แต่คนที่เป็นฆาตกร เราจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์เขาเพราะรู้สึกว่าแต่ละคนผ่านประสบการณ์ไม่เหมือนกัน เราต้องพยายามเข้าใจความต่างกันว่ามันถูกต้องแล้ว มันเป็นธรรมชาติที่ต่างคนต่างคิดไม่เหมือนกัน

อนาคต

ชีวิตที่เริ่มเบนเข็มสู่เส้นทางการแสดงตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย จนถึงวันนี้ในวัย 33 แต้วยังมีธุรกิจที่ทำควบคู่กันไปด้วย ท้ายที่สุดแล้วเธออยากทำสิ่งไหน และอะไรคือเป้าหมายสำคัญต่อไปของเธอ

ตอนนี้เหมือนเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแต้ว จะเลือกไปทางไหนยังตอบไม่ได้ พยายามหาว่าจุดไหนเป็นจุดที่เราแฮปปี้กว่า แต้วยังเรียนรู้ไปเรื่อยๆ กับโอกาสที่เข้ามาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือการแสดง แล้วก็อยากดูแลแม่มากขึ้น เพราะช่วงทำงานมากๆ เรารู้สึกว่าห่างกัน แต้วกำลังบาลานซ์อยู่ว่าต้องเดินหน้าแค่ไหน ถอยแค่ไหน เพื่อให้อยู่ในจังหวะที่ไม่ทำให้เราเสียศูนย์ เป็นการประคับประคองชีวิตทั้งเรื่องของการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่เรารู้สึกว่ามันยาก ก่อนหน้านี้เราเหมือนเป็นเด็กที่มาทำงาน แต่ตอนนี้เราทำงานเต็มตัวแล้วจริงๆ

เป้าหมายในการใช้ชีวิตทุกวันนี้คือมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ให้ได้ ไม่ต้องเรียกยอดไลค์ ไม่ต้องเรียกยอดฟอลโลเวอร์ ไม่ต้องอะไรมากมาย แค่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วเราเต็มก็พอ แบบสุขใจน่ะค่ะ ซึ่งไม่ได้ง่ายนะกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต้วไม่รู้ว่านี่มันใช่ยุคของแต้วหรือเปล่าด้วยซ้ำ เราเป็นอีกหนึ่งในนักแสดงที่พยายามทำให้เต็มที่สุดความสามารถตามโอกาสที่ได้รับ แต่มันเป็นสัจธรรมของนักแสดงที่ว่าวันหนึ่งคุณจะเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่มีผลงาน หรือไม่แน่อีกเช่นกัน วันหนึ่งคุณอาจจะดังเป็นพลุแตกก็ได้ การขึ้นลงแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเราจะสุขได้ก็ต้องอยู่ตรงกลาง หมายถึงว่ามีความสุขได้ทั้งตอนที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง คือเอาใจเราเป็นหลัก ไม่ต้องไปขึ้นกับอะไร 

แต้วอยากแพลนเรื่องที่มันแพลนได้ เพราะการเป็นนักแสดงไม่มีอะไรแน่นอน แต้วเลยอยากพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เราคอนโทรลชีวิตได้มากขึ้น อย่างเช่นมีธุรกิจที่เราเอ็นจอย แล้วก็ใช้งานแสดงเป็นพื้นที่ในการทำงานศิลปะมากกว่าจะมองเป็นอาชีพหลักๆ ไม่ใช่ว่าไม่จริงจังนะคะ เราจริงจังเหมือนเดิม แต่หมายถึงว่าเราสามารถอยู่กับความไม่แน่นอนตรงนี้ได้อย่างมั่นคง

ถ้าให้นึกภาพตัวเองตอนอายุ 50 คงเป็นแบบส่งลูกไปโรงเรียน เสร็จปุ๊บไปออกกำลังกายต่อ แล้วเข้าออฟฟิศไปทำงานนิดหน่อย ช่วงไหนว่างก็ไปเที่ยว อาจจะแวะไปแสดงบ้างมั้ง ถ้าหน้ายังไม่ลงไปกองที่ตาตุ่มซะก่อน

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles