Wednesday, November 30, 2022

ต้นแบบความสง่างามของ Breguet

นาฬิกา Classique Dame  (คลาสสิค ดาม) ที่ออกแบบมาสำหรับงาน Frize Seoul งานนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อเสียงระดับโลกและได้มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ปกติแล้วทาง Breguet ได้สนับสนุนเรื่องศิลปะมาตลอด 

ครั้งนี้ Breguet ได้สร้างสรรค์บูติกภายในงานด้วยผลงานศิลปะของ Pablo Bronstein ศิลปินชาวอาร์เจนติน่าที่โด่งดัง ในรูปแบบวอลล์เปเปอร์แบบพาโนรามาที่สวยงาม ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเครื่องจักรในศตวรรษที่ 18 ภาพที่ดูเหมือนการนำเอาจักรกลมาจัดองค์ประกอบเข้าด้วยกันนี้ยังมีความหมายถึงยุคทองของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่จักรกลเข้ามามีบทบาท เลื่อยวงเดือนคือเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้เกิดการผลิตผลงานในปริมาณมากได้ในเวลาที่น้อยลง จักรเฟืองต่างๆ ที่ทำงานสอดคล้องกันได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นในสายการผลิต เช่นเดียวกัน ก่อนหน้าที่จะมีการคิด้นค้นเครื่องจักรในวงการอุตสาหกรรม เรามีการคิดค้นเครื่องจักรสำหรับบอกเวลามาช้านานและเป็นสิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ให้กับผู้คนในยุคนั้น 

การทำงานของศิลปินท่านนี้ทำขึ้นมาจากแบบร่างต้นแบบก่อนจะนำไปขยายจนได้ขนาดที่ต้องการและลงมือตกแต่งไฮไลท์เส้นสีขาวต่างๆ ด้วยการวาดด้วยมือทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีกับงานฝีมือผสมผสานกันเฉกเช่นการผลิตนาฬิกานั่นเอง โดยภาพที่เสมือนวอลเปเปอร์นี้ตกแต่งอยู่บนผนังของบูติก Breguet ในงาน Frize Seoul ที่เสมือนงานศิลปะชิ้นมหึมาเป็นที่สะดุดตาของผู้ที่เข้ามาร่วมชมงาน

ภายในงานนี้ยังมีการเผยโฉมนาฬิการุ่นพิเศษสำหรับงาน Frieze Seoul นั่นก็คือ Breguet Classique 7337 สำหรับสุภาพบุรุษ และ Breguet Classique Dame 8068 สำหรับสุภาพสตรี นาฬิกา Classique Dame 8086 ที่มีตัวเรือนแบบตัวเรือนไวท์โกลด์ และโรสโกลด์ให้เลือก นอกจากนี้ผู้สวมยังสามารถเปลี่ยนสายได้ถึงสามสีในชุดเดียวสายทุกแบบ     มาพร้อมหัวล๊อคสายสีทอง เพียงแค่วางขอบสายให้ตรงกับขานาฬิกา โดยนำสายวางในตำแหน่ง 45-60 องศาก่อน เมื่อกดยึดตัวล็อค สายจะถูกล็อคอยู่ตำแหน่งที่ถูกต้องและยึดไว้อย่างมั่นคง การจะเปลี่ยนจากสายซาตินสีดำเป็นสายหนังจระเข้สีสดใสใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชั่นไวท์โกลด์ มาพร้อมสายหนังสีเขียวแกมน้ำเงิน และ สีม่วงไบแซนไทน์  (Byzantinum purple)  ส่วนเวอร์ชั่นโรสโกสด์ มาพร้อมสีน้ำเงินขนนกยูง และ ชมพูราสพ์เบอร์รี่

หน้าปัดขนาด  33 มม. มาพร้อมขอบหน้าปัดและขาสายนาฬิกาประดับเพชรทรงเหลี่ยมเกสร (brilliant-cut)        รวม 64 เม็ด หน้าปัดมุก mother-of-pearl สลักมือด้วยลวดลายกิลโยเช่ (guilloche) อันแสนปราณีตโดยช่างฝีมือของแบรนด์โดยเฉพาะ เม็ดมะยมซึ่งเดิมประดับบลูแซฟไฟร์ มาบัดนี้งดงามอีกขั้นด้วยเพชรทรงหลังเบี้ย (cabochon-cut)   ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 537/3 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 191 ชิ้น ตุ้มเหวี่ยง (oscillating weight) แพลตตินั่มสลักมือด้วยเครื่องจักร rose engine เป็นลวดลายเมล็ดข้าวบาร์เลย์เชื่อมต่อกัน สำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง ตัวเรือนกันน้ำที่ระดับ 3 บาร์ (30 เมตร) หลังตัวเรือนกรุคริสตัลแซฟไฟร์ 

นี่คือการสร้างสรรค์ที่สุดพิเศษสมกับเป็นการกลับมาอีกครั้งของนาฬิการุ่นนี้ที่เคยเผยโฉมไปเมื่อปี 2003 สำหรับวาระพิเศษที่เชื่อมโยงกับงานนิทรรศการศิลปะชั้นนำระดับโลกซึ่งรวบรวมผลงานที่เป็นชิ้นเอกของศิลปินต่างๆ รวมทั้งผลงานที่เป็นไอคอนแห่งวงการศิลปะภายใต้การดูแลของแกลเลอรีชั้นนำ ภายในระยะเวลาจัดงานเพียงไม่กี่วันก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับแวดวงศิลปะโลกได้เป็นอย่างมาก 

Other Articles