Sunday, October 2, 2022

คำสอนของหม่อมน้อยและการแสดงที่ไม่มีวันจบของ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

มาริโอ้ เมาเร่อ นักแสดงหนุ่มสุดฮอตที่มีผลงานการแสดงชุกมาก แถมยังต่อเนื่องแบบเรื่องชนเรื่อง ยังไม่นับที่เลยเถิดข้ามปีไปอีก ไล่ตั้งแต่ ‘คือเธอ’ ที่เพิ่งออนแอร์จบไป ตามด้วย ‘หมอหลวง’ ที่ปิดกล้องไปหมาดๆ และ ‘Six Characters มายาพิศวง’ ที่กำลังฉายในโรง ผลงานการกำกับของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ผู้กำกับภาพยนตร์มือชั้นครู เรื่องนี้เขารับบทเป็น คำรณ สิงหะ สุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์ของเมืองไทย อดีตดาราภาพยนตร์ยอดนิยมฝ่ายชาย นิสัยเจ้าอารมณ์ แต่มากฝีมือ

‘Six Characters มายาพิศวง’ เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การชม เพราะนอกจากดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง Six Characters in Search of an Author โดย Luigi Pirandello นักประพันธ์ชาวอิตาเลียนเจ้าของรางวัลโนเบล คุณยังจะได้เห็นความสามารถของนักแสดงที่คุณรัก และเห็นอีกคาแร็กเตอร์หนึ่งของมาริโอ้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ความท้าทายในการเป็นผู้กำกับ คำรณ

ตอนอ่านบทครั้งแรกรู้สึกมึนครับ เพราะรู้สึกว่าค่อนข้างซับซ้อน อ่านเสร็จก็ทึ่งเหมือนกัน คิดว่าเราจะเล่นยังไง ที่ประทับใจเพราะมันดึงเราให้อยู่กับบท แล้วก็มีข้อคิดที่ซ่อนอยู่ในคำพูด รู้สึกว่าทำไมเขาเขียนดีขนาดนี้ ทำไมบทอัพเดตขนาดนี้ ทั้งที่ผ่านมาหนึ่งร้อยปีแล้ว พออ่านบทยิ่งประทับใจเข้าไปอีกเพราะเป็นการแปลโดยอาจารย์ของอาจารย์ผมเอง อาจารย์ของผมก็คือหม่อมน้อย อาจารย์ของหม่อมน้อยก็คืออาจารย์สดใส พันธุโกมล ผู้ก่อตั้งภาควิชาศิลปะการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ท่านเป็นคนเอาเรื่องนี้มาแปลตั้งแต่ยุคโน้น และทำเป็นละครเวทีที่คณะอักษรด้วย มันเป็นอะไรที่เข้ากับยุคสมัยมาก โอ้ว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่หม่อมเลือกเรื่องนี้ด้วย เป็นเรื่องที่หม่อมตั้งใจอยากทำมานานมากแล้ว

การรับบทนี้โอ้รู้สึกว่ายาก เพราะตัวผู้กำกับคำรณค่อนข้างที่จะเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ทุกอย่างต้องผ่านเขาเพราะเขาเป็นเจ้าของโรงถ่าย เป็นผู้กำกับที่เรียนจบเมืองนอก และมือกำลังขึ้น อายุประมาณ 25-26 เอง ในเรื่องจะมีนักแสดงยอดฮิตที่เขาใช้บ่อยก็คืออัคนี (แสดงโดย นิว-ชัยพล) กับน้ำฟ้า (รับบทโดย แต้ว-ณฐพร) รู้สึกสนุกมากที่ได้เล่นกับสองคนนี้เพราะว่าเคยร่วมงานกัน และต่อให้มาเล่นเรื่องนี้ก็ประทับใจที่ได้เล่น รู้สึกว่าเขาทำได้ดีมาก 

เรื่องนี้เป็นหนังประเภทไหน

ผมว่ามันรวมค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งความโรแมนติก ดราม่า ทริลเลอร์ แอบมีคอเมดี้ด้วย แต่เน้นหนักในเรื่องของดราม่ามากกว่า 

คนดูจะเข้าถึง หรือทำความเข้าใจยากไหม

สำหรับคนดู โอ้ว่าเรื่องนี้ดูง่ายนะครับ ไม่ได้ยาก แต่สำหรับนักแสดง โอ้ว่าค่อนข้างยาก นักแสดงทุกคนนะครับไม่ใช่แค่โอ้คนเดียว เพราะ 6 คาแร็กเตอร์ที่เข้ามาในโรงถ่ายต้องแข็งแรงมาก ต้องเป๊ะมากเลย ซึ่งทุกคนทำได้ดีมากๆ แล้วเขาก็จะช่วยเราด้วย เป็นทีมเวิร์กมากครับ

ใช้เวลาถ่ายทำกี่เดือน

อย่างโอ้ซ้อมมาปีหนึ่ง ถ่ายติดกันสิบวันเสร็จ แต่คนอื่นอาจจะ 15-20 วัน หม่อมมีการวางแพลนที่ดีมากๆ ทีมงานของหม่อมและตัวหม่อมเองอยากให้ทีมงานและนักแสดงได้พักด้วย หม่อมเลยนัดตีห้าเลิกหนึ่งทุ่ม ตอนแรกก็คิดกันว่าทำไม่ได้หรอก แต่เอาเข้าจริงแล้วเลิกกองทุ่มหนึ่งจริงๆ บางทีเสร็จก่อนก็มี โอ้โห! เซอร์ไพรส์มาก เพราะว่าบทยาว มันยาก กล้องเดียวแต่หลายมุมมาก แต่ด้วยความที่เราซ้อมกันมาอย่างแน่น เราเลยเป๊ะกันมากๆ ครับ ทั้งเรื่องของบทและบล็อกกิ้ง

พอถ่ายเสร็จปุ๊บ

โล่งมากเลยครับ รู้สึกว่า เฮ้ย! จบแล้วจริงๆ เหรอวะ มันไม่คิดว่าจะจบเพราะเราซ้อมมายาวนานมาก วันถ่ายแต่ละวันวันของพวกเราแค่สิบสองชั่วโมง รู้สึกว่าแน่นมากเพราะว่าเราอัดกันสุดๆ กินข้าวกันแป๊บเดียว ต้องกลับมาถ่ายละ กินก็เร่ง แต่งตัวก็เร่ง เราเป๊ะทุกอย่าง เก้าโมงครึ่งทุกคนต้องพร้อม เป็นอะไรที่ประทับใจทั้งทีมงาน และการเตรียมงาน

โอ้ว่าเรื่องนี้เหมาะกับใคร

ผมว่าเป็นบทที่วัยรุ่นดูได้ ไม่ได้เป็นหนังที่ดูยาก ดูทีเซอร์แล้วก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะยังมีอีกหลายพาร์ต โอ้ยืนยันว่าดูง่าย พลาดไม่ได้ครับ เพราะเป็นหนึ่งในชิ้นงานโบแดงของหม่อมน้อย และทีมนักแสดงทุกคนมีแต่เบอร์ใหญ่ๆ เป็นหนังไทยที่อัพเดตมาก พิเศษไปทุกอย่างครับ ทั้งผู้กำกับ คนเขียนบท ตัวบทประพันธ์ กล้ามากที่หม่อมหยิบเรื่องนี้มาทำ เพราะเป็นบทที่ยากมาก ระดับครูเลย ยากทั้งผู้กำกับ การเขียนบท และมาถึงนักแสดงด้วย ซึ่งผมว่ายังไงก็คุ้ม อยากให้ทุกคนไปดูเรื่องนี้ครับ ครบรสแน่นอน 

ทำไมหม่อมถึงเลือกโอ้ ทราบเหตุผลของหม่อมไหม

หม่อมไม่ได้บอก แต่หม่อมบอกจะให้โอ้เล่นบทนี้เพราะว่านี่คือการสอบ หม่อมบอกว่าการแสดงมันไม่มีวันจบ และนี่คือการสอบใหญ่ ผมเครียดเลยครับ (หัวเราะ) แต่เรารู้อยู่แล้วว่าอาจารย์เราเน้นเรื่องของการซ้อมเป็นหลัก ซึ่งโอ้ชอบ โอ้รู้สึกว่ามันทำให้งานโฟลว์ เหนื่อยแน่นอนครับ ต้องทุ่มเทเวลา ไม่ใช่แค่โอ้ แต่ทุกคนเลย ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดด้วย มันจะมีความพีคเพราะว่าช่วงนั้นเหมือนเสี่ยงอะไรนิดนึงเขาก็จะกักตัวกัน เลยออกจากบ้านมาซ้อมบ้านหม่อมไม่ได้ เราซ้อมกันหลายที่ครับ ทั้งในบ้าน ในรถ บางคนยังไม่ทันถึงบ้าน แต่ว่าเวลาซ้อมต้องพร้อมกัน เลยต้องจอดรถเปิดซูม ถึงขนาดไปเช่าสตูดิโอเพื่อให้ทุกคนอยู่ในสถานที่จริงจะได้ไม่ตื่นเต้น มีบล็อกกล้อง บล็อกช็อตในสตูฯ ซ้อมเยอะมากครับ โอ้รู้สึกว่าการซ้อมนี่แหละที่ทำให้มันมีความเพอร์เฟ็กต์

ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานกับหม่อม

ทุกอย่างเลยครับ ที่เป็นโอ้ทุกวันนี้ได้ก็มาจากอาจารย์ผมนี่แหละ ทั้งเรื่องของการเป็นนักแสดงที่ดี การให้เกียรติคนอื่น การทำการบ้าน การเคารพบทของเรา มุมมองของนักแสดงต่ออาชีพ หม่อมสอนทุกอย่างเลยครับ สอนให้ผมมองว่าผมมาอยู่ตรงนี้ ผมทำอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ใช่เต้นกินรำกิน ผมมีอาจารย์ ผมเป็นลูกศิษย์มีครู ผมมาทำงานตรงนี้ก็อยากให้คนดูได้อะไรจากงานของผม จากทีมงานของผมทั้งหมด ผมอยากให้มันส่งออกไป แล้วเขาได้อะไรในชีวิตเขา น้อยที่สุดก็ให้เขาหัวเราะ ผมประสบความสำเร็จแล้ว อันนี้คือสิ่งที่หม่อมสอน 

หม่อมพูดเสมอว่า ‘การแสดงมันไม่มีวันจบ’ ซึ่งผมยึดมาตลอด แต่ก่อนผมยังไม่เข้าใจ แต่พอโตมาผมรู้สึกว่าที่หม่อมพูดเป็นความจริงหมดเลย ว่าถ้าเราให้คุณค่ากับการเป็นนักแสดง และเคารพอาชีพของเรา ถ้าเราเชื่อ คนดูจะเชื่อเรา เราทุกคนมีอาวุธเท่ากันครับ อาวุธของนักแสดงก็คือร่างกายของเรา แต่ว่าสิ่งสำคัญคือการเข้าถึงบท เป็นตัวละคร แล้วหม่อมก็ทำให้ผมรักการแสดงขึ้นมา ทำให้ผมรู้สึกว่าการแสดงมีค่ามาก ผมไม่ได้เล่นไปวันๆ ผมรู้สึกว่างานผมมันเจ๋ง ผมหาเงินได้ด้วย ผมทำให้คนมีความสุขด้วย ผมทำให้อย่างน้อยใครสักคนคิดได้ เหล่านี้เป็นความคิดที่มาจากอาจารย์ผมทั้งนั้นเลยครับ ความคิดดีๆ แบบนี้ที่เขาสอนผมมา ผมขอบคุณหม่อมมากๆ ที่พร่ำสอนผมมาตั้งนาน ผมรู้สึกว่าผมหาอาจารย์แบบนี้ที่ไหนไม่ได้แล้ว 

โอ้ชื่นชมหม่อมในแง่มุมไหนมากที่สุด

หม่อมเป็นเหมือนพี่ เป็นอาจารย์ เหมือนพ่อผมคนหนึ่ง เพราะแม่ผมไปฝากกับหม่อม แล้วหม่อมก็ดูแลผมมาตลอด ผมโตมาจากสปาเกตตีบ้านหม่อม (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ผมร้องไห้ไม่ได้ คนแรกที่ผมโทรหาคือหม่อมน้อย ในฉากผมร้องไม่ออกเลยสามชั่วโมงแล้ว พอผมโทรไปหาหม่อม ผมร้องเกือบชั่วโมง น้ำตาไหลไม่หยุดเลย ผมบอก ‘หม่อมครับ ทำไมกล้องไม่มาตอนนี้’ หม่อมก็บอกว่า ‘ใจเย็นๆ โอ้’ หม่อมเป็นคนที่เวลาคูลดาวน์ เวลาปลอบเรา เวลาสอนเรา มันดีมาก แล้วหม่อมเป็นคนใจเย็นมากๆ

ผมจะมีปัญหาเรื่องร้องไห้ตลอดตั้งแต่เข้าวงการ มีแต่น้ำมูกไหลติ๋งๆ โฟกัสไม่ถูกว่าการร้องไห้ต้องทำยังไง แต่หม่อมสอนผมคำหนึ่ง ทำให้ผมร้องไห้เลย หม่อมบอกว่า ‘การแสดงที่ดีไม่ได้วัดจากน้ำตา’ ร้องเยอะไม่ได้แปลว่าเล่นดี เคยเห็นฝรั่งกลั้นน้ำตาไหม แล้วเราเศร้ามากเลย น้ำตาเกือบจะไหล ภาพตัดไปละ โอ้โห! เศร้ายิ่งกว่าคนร้องเป็นสิบเม็ดเลย ผมก็แบบ..จริงของหม่อมมากๆ เราก็กลับไปดูหนังฮอลลีวูด เฮ้ย! เขาไม่ต้องร้องเลย อารมณ์อย่างเดียวเลย ถ้าเราเชื่อ คนดูก็เชื่อ หม่อมบอกว่าร้องก็ร้อง ไม่ร้องก็ไม่ร้องลูก ผมจำคำนี้ของหม่อมไว้เลย ก่อนเข้าฉากผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นไหม แต่เพื่อนๆ รุ่นน้องนักแสดงผมก็เป็น เขามาถามผมคำเดียวเลย ‘พี่..ตอนจะร้อง พี่ตื่นเต้นไหม ใจพี่จะหลุดออกมาไหม’ ผมบอกเป็นทุกครั้งแหละ มันจะหลุดออกมาจากอกอยู่ละ คือมันตื่นเต้น มันหลายอารมณ์ สมาธิเราไม่ดี เราไปโฟกัสว่าเราจะร้อง หม่อมถามผมว่าใครในโลกนี้จะร้องไห้แล้วรู้ไหมว่าจะร้อง ผมบอกไม่รู้ หม่อมบอกใช่ไง เราไม่รู้หรอกว่าเราจะร้องตอนไหน ไม่มีหรอก เฮ้ย! ฉันเศร้า ฉันร้องไห้ดีกว่า มันมาจากข้างใน หม่อมสอนว่าเวลาเราร้องไห้ ใจเราเล็กนะโอ้ ใจเราไม่ใหญ่ ใจเราเล็กมาก ยิ่งตอนเราร้องไห้ ตัวเราเล็กมาก เล็กที่สุดในโลกเลย โอ้โห! น้ำตาไหลไม่หยุดเลยฮะ แล้วยิ่งพอหม่อมบอก ร้องก็ร้อง ไม่ร้องก็ช่างมัน โอ้ อย่าไปแคร์ คิดอย่างเดียวว่าตัวละครเจออะไรอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องโฟกัส หลังจากนั้นผมไม่เคยมีปัญหานี้อีกเลย ผมร้องไม่หยุดเลย (หัวเราะ)

แต่มันก็มีบางวันที่ร้องไม่ออก ผมก็ถามหม่อมอีก หม่อมบอกก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้วัดที่น้ำตา เป็นคำสอนที่ผมจำมาถึงทุกวันนี้ แล้วผมก็ใช้มาตลอด ผมใช้แทบทุกเรื่อง ยิ่งหลังๆ เจอดราม่าเยอะ คำสอนหม่อมจะเข้ามา และที่หม่อมสอนผมแล้วผมไม่ลืมเลยคือความศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นนักแสดง จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่คนอื่นหรือว่าทำให้คนอื่นมองว่างานเราศักดิ์สิทธิ์ มันอยู่ที่เราเลย ถ้าเรามองว่าศักดิ์สิทธิ์ จะศักดิ์สิทธิ์เองโอ้ 

“หม่อมเป็นเหมือนพี่ เป็นอาจารย์ เหมือนพ่อผมคนหนึ่ง…ผมขอบคุณหม่อมมากๆ ที่พร่ำสอนผมมาตั้งนาน ผมรู้สึกว่าผมหาอาจารย์แบบนี้ที่ไหนไม่ได้แล้ว” 

สเต็ปต่อไปของโอ้ เป็นนักแสดงมานาน ฝันถึงอะไรอีกไหมที่อยากทำ 

ผมอยากทำธุรกิจครับ ธุรกิจเกี่ยวกับอะไรที่เราชอบ พวกรถหรือว่าของสะสม อะไรประมาณนี้ครับ 

เราเคยเจอโอ้ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนนี้โอ้ดูนิ่งขึ้นนะ อายุเท่าไรแล้ว

ปีนี้เหรอ 28 ฮะ…33 ครับ (อะไรแน่?) 33 แล้วครับ 

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles