Thursday, August 11, 2022

 ออกแบบ-ชุติมณฑ์ กับชีวิตที่ต้องคราฟต์ 

เผยตัวตนของหญิงสาวยุคใหม่ไปพร้อมนักแสดงสาวมาดเท่ ออกแบบ-ชุติมณฑ์ จึงเจริญสุขยิ่ง ในแฟชั่นเซ็ตสไตล์สาวเออร์บัน ผสานดีไซน์สถาปัตย์สุดโมเดิร์นและงานฝีมือประณีตศิลป์ จาก CHANEL คอลเลกชั่น Metier D’Art 2021-22

นับตั้งแต่ช่วงแรกได้เห็นเธอในหน้านิตยสารต่างๆ และรันเวย์แฟชั่น  ชื่อว่าใครๆ ก็สะดุดตากับนางแบบไทยหน้าเก๋ผู้มีบุคลิกโดดเด่นนามว่า ออกแบบ-ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่งวันเวลาผ่านไปนับสิบปี เธอเติบโตมากับวงการแฟชั่น ทั้งยังเป็นหนึ่งในเฟรนด์ของ Chanel แบรนด์ที่เธอทั้งรักทั้งผูกพันมานาน  “ชาเนลตอนรับเราอย่างอบอุ่น เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง… ‘เราชื่อออกแบบ’ ‘ส่วนเราชื่อชาเนล’… แล้วเขาก็พาเราไปรู้จักเพื่อนคนอื่นๆ ทำให้เราได้เจอเพื่อนๆมากมาย และกลายเป็นสนิทกันไปเลย  ทำให้ทุกการเดินทางด้วยกันมีความสุขและเอ็นจอยมากๆ 

แต่นอกจากโลกแฟชั่นแล้ว เส้นทางชีวิตยังนำเธอไปสู่อีกโลกของการแสดงซึ่งทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เธอบอกว่า “ตอนที่ได้แสดง ตอนที่ได้เรียกว่า Bad Genius เรียกว่าเป็น turning point เป็นจุดเปลี่ยนในด้านอาชีพ แล้วก็ชีวิตด้วยค่ะ”  ไม่ต้องแปลกใจที่คุณจะได้เห็นหน้าสาววัย 26 คนนี้ผ่านผลงานในจอเงินและจอแก้วมากขึ้น  นอกจากภาพยนตร์ One For The Road ซึ่งคว้ารางวัลมาจากเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์และเข้าฉายที่ประเทศไทยในช่วงต้นปี เธอยังจะมีผลงานการแสดงละครครั้งแรกเรื่อง Bad Romeo รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องใหม่ให้ได้ชมในอีกไม่นานเกินรอ 

และในโอกาสที่เธอได้มาขึ้นปก L’OFFICIEL PLUS ซึ่งเป็นคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์​ เราจึงชวนเธอพูดคุยหลากเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคราฟต์ทั้งในแง่มุมแฟชั่นและการแสดง 

-ถ้าไม่ได้เข้ามาวงการนี้ คิดว่าจะสนใจแฟชั่นไหม

“คิดว่าสนใจ จริงๆ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้เข้าวงการ เราก็ได้อิทธิพลจากหม่าม้าซึ่งเป็นคนชอบแต่งตัว รวมทั้งสิ่งที่เรียนมาก็มีความเกี่ยวข้องกับแฟชั่นและดีไซน์ด้วย แล้วการได้มาเป็นนางแบบมันก็ยิ่งเหมือนเราได้เปิดโลกด้านแฟชั่นด้วย ”

-ในมุมของออกแบบ ผู้หญิง Chanel เป็นแบบไหน

“คิดว่าผู้หญิงแบบชาเนลคือเป็นผู้หญิงที่มีความหลากหลาย มีความเท่และความขบถในตัว  กล้าคิดกล้าทำ มีความมั่นใจ และเป็นคนสนุก”

-แล้วถ้าพูดถึงความประทับใจที่มีต่อแบรนด์ล่ะ

“เราเป็นแฟนของแบรนด์มาตั้งแต่สมัยที่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นนางแบบแล้ว ถ้ามองในฐานะนางแบบ มันคือจุดสูงสุดของอาชีพเลย เป็นแบรนด์ที่เราอยากร่วมงานด้วย อยากเดินแบบ ถ่ายแบบด้วย มันคือความฝันยิ่งใหญ่ของนางแบบ ส่วนตัวคิดว่าชาเนลมีดีเอ็นเอที่ชัดเจน ยิ่งสมัยที่วิร์จีนี วิยาร์ดมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ มัมมีความทันสมัย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความ feminine,  young แต่ก็ sophisticate ด้วย” อย่างคอลเลกชั่น Metiers d’Art ซึ่งเน้นงานคราฟต์มากๆ ที่ได้ใส่ถ่ายแบบวันนี้หรือโชว์ครูซคอลเลกชั่นที่เพิ่งจัดที่โมนาโค บอกเลยว่าไม่มีมีตัวไหนไม่ชอบเลย”

-พูดถึงคราฟต์หรืองานฝีมือ คิดว่ามันมีความสำคัญอย่างไรในยุคที่ทั้งโลกกำลังมุ่งมั่นกับเทคโนโลยี

“สำหรับออกแบบ คราฟต์คือประวัติศาสตร์ คือศิลปวัฒนธรรม มันคือความรู้ที่มนุษย์สั่งสมมาและมันอินสไปร์เราได้  จริงๆ มันคือความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากคนรุ่นก่อน เป็นความรู้ที่ค่อยๆ ร้อยเรียงและส่งต่อกันมาโดยที่มีวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ แม้ว่าโลกจะมีเทคโนโลยีเข้ามา แต่คราฟต์มันก็ไม่เคยหายไป แถมยังช่วยเติมเต็มจิตใจด้วยเหมือนเวลาที่เราดูงานศิลปะเลย” 

-แล้วคราฟต์ในฐานะนักแสดงล่ะ 

“จริงๆ ตอนแรกที่เราศึกษาทำความเข้าใจตัวละคร เราไม่รู้หรอกว่ามันคราฟต์หรือไม่คราฟต์ แต่พอเราอยู่กับมันไปเรื่อยๆ เราเริ่มเข้าใจความคิดเขา ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ ขยับตัวแบบนี้ หนึ่งประโยคที่พูดออกไป ในใจเขารู้สึกอะไรบ้าง ดีเทลเล็กๆ แบบนี้ที่เราพยายามค้นหาร้อยเเรียงนี่แหละที่ออกแบบรู้สึกว่ามันคือการคราฟต์ เพื่อให้ตัวละครที่เราแสดงมีความกลม” 

-ถ้าเทียบกับบทบาทแรกใน Bad Genius ออกแบบในฐานะนักแสดงในวันนี้เป็นอย่างไร

“ดีเทลเยอะขึ้นมาก ตอนที่แสดง Bad Genius พูดได้ว่าเราไม่มีพื้นฐานทางการแสดงเลย เราก็ไม่คิดว่าเราจะได้ด้วยซ้ำ แต่ก็ได้เรียนรู้จากพี่บาส-นัฐวุฒิ ครูร่ม และเพื่อนๆ ที่ช่วยหล่อหลอมเราให้กลายเป็นตัวละคร ริน จริงๆ  แล้วกว่าจะถ่ายจนจบ ก็เหมือนการเดินทางที่ทำให้เราได้ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน แล้วก็เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกจริงจังกับการแสดง ทำให้เรารักมันไปเลย” 

“พอมาต่อที่เรื่อง Die Tomorrow ก็ได้เรียนรู้การแสดงจากพี่เต๋อ นวพล รวมทั้งเรื่องต่อมาใน Happy Old Year ด้วย ตอนแสดงเรื่องนี้ คุยกับพี่เต๋อทุกวันเรื่องการสร้างตัวละคร เช่นว่าทำไม จีน ตัวละครหญิงอายุ 28 ถึงได้คิด ถึงได้พูดแบบนั้น พี่เต๋อช่วยให้ออกแบบเข้าใจตรรกะของจีน แล้วมันก็เป็นการแสดงอีกแบบหนึ่งเลย ให้เราลองค้นหาตัวตนของตัวละคร แล้วก็ลอง improvise ออกมา ตอนที่หนังฉาย มีคนคิดว่าออกแบบคือจีน แล้วเกลียดเราไปเลย เพราะคิดว่าเราเป็นคนแบบนั้น (หัวเราะ) แต่ก็แฮปปี้นะคะ ถือว่าประสบความสำเร็จในการเป็นตัวละคร  ซึ่งตอนนั้นพี่เต๋อก็ให้อิสระในการแสดงกับเราเยอะมาก แบบ ‘ลองค้นหาเลยคุณ’ ”

-แล้วนูน่า บทล่าสุดที่ทุกคนเพิ่งได้ดูใน One For The Road ซึ่งได้กลับมาร่วมงานกับคุณบาสอีกครั้งล่ะ

“เป็นอีกหนึ่งบทที่รู้สึกว่ามันไม่ง่ายเลย เพราะเราต้องปูพื้นตัวละครเยอะมากเพื่อให้มันคราฟต์ เราเป็นเหมือนค็อกเทลแก้วหนึ่งของผู้ชาย คนอาจจะไม่เข้าใจเบื้องหลังของตัวละครตัวนี้ว่ามันเป็นมายังไง มีประสบการณ์ร่วมกันอย่างไร ทำไมอยากเป็นนักแสดง ทำไมต้องไปนิวยอร์ก เราก็ต้องเตรียมข้อมูล สร้างแบ็กกราวด์ได้มากที่สุด แน่นที่สุด เพื่อที่เราจะได้เป็นหนูนาตอนอยู่ที่ไทย และนูน่าตอนไปนิวยอร์ก แล้วมันเป็นฉากละครที่ซ้อนอยู่ในหนัง มันเลยเป็นแอ็กติ้งแบบละครแต่ถ่ายซ้อนอยู่ในหนัง ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเติบโตขึ้นไปอีกขั้นในฐานะนักแสดง” 

-ปีนี้ เราจะได้ชมฝีมือการแสดงของออกแบบผ่านผลงานละครเรื่องแรกแล้ว เวลาเห็นตัวเองในหนังกับในละครมันต่างกันมากไหม

“สำหรับออกแบบ มันคนละศาสตร์เลย เวลาแสดงละคร เราต้องรู้มุม แล้วทาร์เก็ตก็คนละแบบ ในบทก็ต้องพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา เพราะคนดูก็อาจจะทำอย่างอื่นระหว่างที่เปิดละครของเราไว้ด้วย เวลาเราจะพูดอะไรอย่างหนึ่งออกมาเรายิ่งต้องเข้าใจ แล้วเราก็ต้องรู้มุมเราด้วยว่ามุมนี้เราสวยเวลาอยู่ในกล้อง มันมีดีเทลที่ต่างไปจากเวลาแสดงหนังจริงๆ” 

-ออกแบบยังเคยบอกว่าความฝันคือการได้แสดงในฮอลลีวูด จริงจังกับเป้าหมายนี้ขนาดไหน

“จริงจังนะ เราก็ตั้งเป้าไว้แหละ แต่ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เราจะก้าวขึ้นไปได้ถึงตรงไหน แต่ทุกบทบาทที่เราได้รับ เราก็ตั้งใจทำเพื่อให้เราได้พัฒนาตัวเองและต่อยอดในทุกๆ ครั้ง ในทุกๆ งานเราควรพัฒนาตัวเองให้ยิ่งขึ้นไป ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ความผิดพลาด หรือสิ่งดีๆ ที่น่าจดจำ มันจะช่วยหล่อหลอมเรา ให้เรารู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ต้องพัฒนาตรงไหนบ้าง งานทุกงานเลยต่อยอดไป”

-ถ้าวันนี้ไม่ได้เป็นนักแสดง

“คิดว่าคงเป็นนางแบบอยู่ต่างประเทศ หรือไม่ก็คงเป็นนักจิตวิทยา  เพราะสนใจเรื่อง mental health ค่ะ จริงๆ การแสดงก็เอามาช่วยเรื่อง mental health ได้นะ อย่างเรื่อง chakra หรือจักระ ที่ว่าด้วยเรื่อง root, lust, love, ego, heart, growth, universe  เป็นศาสตร์ที่เอามาใช้ในการแสดง เพื่อช่วยให้เข้าถึงอารมณ์และบทได้ลึกขึ้น แต่ก็เอาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้”

-คนมักเห็นออกแบบในมุมที่จริงจัง

“แต่คนที่กองเรียกเราว่า อื้อ นะ เพราะเราไม่ทันมุกอะไรใครเลย แต่เรามีมุมตลกในแบบของเรา เป็นคนมุกฝืด ไม่ทันมุกคนอื่น”

-แล้ววันว่างของออกแบบเป็นแบบไหน 

“ชอบสวดมนต์ที่วัด แล้วก็อ่านหนังสือ ฟังเพลง วาดรูป ดูงานศิลปะ นัดเล่นเกมกับเพื่อน แล้วก็ชอบขับรถมากๆ สามารถขับไปพิษณุโลกแล้วกลับกรุงเทพได้ภายในหนึ่งวัน เพราะรู้สึกว่าการได้ออกจากที่เดิมๆ มันเหมือนเราได้ผ่อนคลาย หรือการพาตัวเองไปหาธรรมชาติมันเป็นการเปิดโลกอย่างหนึ่ง แต่มันอาจจะเหนื่อยตอนเราขับรถแหละ แต่พอไปถึงที่หมาย ก็คุ้มค่าเสมอ”

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Model: Chutimon Chuengcharoensukying

Makeup: Budsarin Whangvisarn

Hair: Phoonthas Lertmanorat

Photographer Assistants: Anan Eiammee, Sanpasiri Chaosaowapa 

Stylist Assistant: Tisakorn Kunchornnok






Other Articles