Thursday, August 11, 2022

สองหนุ่ม คริส-สิงโต กับก้าวที่เติบโตผ่านวันเวลา

ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านมา 10 ปีแล้วที่สองหนุ่ม คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ และสิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์ ได้รู้จักก่อนจะโคจรมาร่วมเส้นทางในวงการเดียวกัน โดยมีซีรีส์ SOTUS เป็นเหมือนประตูบานแรก

SINGTO

จริงๆ เรามีโอกาสได้เจอกับ สิงโต-ปราชญา เรืองโรจน์ มาก่อนแล้ว แน่นอนว่าการได้เจอแต่ละครั้งนั้นเต็มไปด้วยความประทับใจในรอยยิ้ม ในความเป็นคนง่ายๆ อ่อนน้อม และเป็นตัวเองในแบบของเขา ครั้งนี้เขายังเต็มไปด้วยพลังงานและความพร้อมที่ล้นเหลือเช่นเคย แม้จะเพิ่งเดินทางกลับมาจากงานแฟนมีตที่ญี่ปุ่นได้เพียงวันเดียว ชายหนุ่มเล่าให้ฟังว่า “สิงไม่ได้พบกับแฟนๆ ที่ญี่ปุ่นมานาน 3-4 ปีแล้ว มีแฟนคลับเพิ่มเยอะมากขึ้น แล้วเขาไม่ค่อยได้เจอเรานับตั้งแต่มีโควิด-19 พอได้เจอเรา เขาก็ประทับใจมาก จนเหมือนจะร้องไห้เลย”

-การได้เจอกับแฟนๆ ช่วยเติมเต็มพลังงานให้สิงอย่างไร

“จะเรียกว่ายังไงดี มันเป็นการสร้างความทรงจำดีๆ อีกครั้งหนึ่ง เหมือนเราได้รับพลังบวกครับ โอกาสที่เราจะเจอแฟนๆ เยอะขนาดนี้ในอนาคตจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ มันเลยยิ่งทำให้เราอยากทำผลงานของเราให้เต็มที่ ให้เขาได้เห็นผลงานของเรามากขึ้นในอนาคต”

-แล้วสิงจะมีผลงานอะไรให้เราได้ติดตามบ้างคะ

“ตอนนี้เพิ่งถ่ายเรื่อง ‘เจนนี่กลางวันครับกลางคืนค่ะ’ จบไปครับ เป็นเรื่องที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่เคยเล่นมา เพราะผมต้องปลอมตัวเป็นผู้หญิงด้วย คือสิงชอบอะไรที่มันท้าทายอยู่แล้ว แต่พอมาเล่นจริงๆ คือมันเหนื่อยและยากมาก (หัวเราะ) อีกเรื่องคือ Finding The Rainbow แม้ว่าคาแร็กเตอร์ของตัวละครจะไม่ต่างจากเดิมมากนัก แต่การแสดงต่างแน่ๆ ต้องสวมบทตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นไปจนถึงปีปัจจุบัน ซึ่งเราไม่เคยแสดงแนวนี้มาก่อนเลย”

-ในวัย 27 สิงตามหาความสำเร็จไหม แล้วมันคืออะไรสำหรับสิง

“สิงอยากประสบความสำเร็จนะ แต่ไม่ได้กดดันตัวเองขนาดนั้น เคยอยากเรียนให้จบก็จบแล้ว อยากมีบ้านก็มีแล้ว อยากบวชก็ได้บวชแล้ว ถ้าสิ่งที่ยังไม่ได้ทำก็คือการเรียนต่อต่างประเทศนี่แหละ ไปเรียนเกี่ยวกับการทำภาพยนตร์ อยากลองหาประสบการณ์หลายๆ อย่าง อยากลองใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ก็ยังอยากไปอยู่นะ ไม่ได้คิดว่ามันจะช้าไป แต่คิดว่าเรากำลังค่อยๆ เดินไปสู่เป้าหมายของเราในทุกๆ วัน”

-แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้ตื่นขึ้นมาทำงาน

“งานที่มีความท้าทาย แต่เวลาที่ตื่นขึ้นมาทุกวันและต้องไปทำก็กดดันตัวเองเล็กน้อยเหมือนกันนะ (หัวเราะ) ถ้าเรายังเล่นแบบเดิมๆ ไม่หาเทคนิคใหม่ๆ มันจะเหมือนเดิมนะ แล้วเราก็รู้สึกว่าแบบนี้ไม่ได้ เราไม่อยากให้การทำงานของเราน่าเบื่อ และเราก็ไม่อยากเบื่องานของเรา ซึ่งมันก็เป็นอย่างหนึ่งที่เวลาเราตื่นมา เพราะเราอยากทำการบ้านกับตัวละครนี้นะ อยากลองอะไรใหม่ๆ อยากทำงานที่ทำให้เราเปิดโลกมากกว่าเดิม”

-ถ้ามีไทม์แมชชีนพาเราย้อนอดีตได้ อยากกลับไปช่วงไหน

“ช่วงม. ต้นครับ คือไม่ได้อยากย้อนไปเปลี่ยนอะไรนะ แค่อยากกลับไปในช่วงเวลาที่เราเป็นเด็กสดใส ไม่กังวลเรื่องการเรียน เรียนให้ผ่านก็พอ เล่นเกม เล่นกับเพื่อนอย่างเดียว จริงๆ ชีวิตสิงไม่ได้ท้าทายอะไรขนาดนั้น เป็นชีวิตเนิบๆ ถ้ากลับไปนั่งดูก็คงเป็นความสุขเล็กๆ เหมือนกัน”

-ฮีโร่ในชีวิตจริงที่ไม่ใช่ครอบครัว

“คิดว่าคนรอบตัวเรานี่แหละ บางทีเราก็ไม่ได้บอกบางเรื่องกับครอบครัว เพราะว่าเราไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ เราก็จะปรึกษาคนรอบตัวที่เราคิดว่าพูดคุยได้ ให้คำปรึกษาได้ พึ่งพาได้ พาเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ ก็เลยรู้สึกว่าพวกเขานี่แหละฮีโร่”

-แล้วคริสนี่ถือว่าเป็นที่พึ่งได้ไหม

“คริสก็เป็นแบบอย่างในบางอย่างครับ อย่างเรื่องการเป็นศิลปิน เขาเป็นคนเก่งมากคนหนึ่งเลย ทั้งเรื่องการร้องเพลง การเพอร์ฟอร์มบนเวที ซึ่งมันไม่ใช่ทางของเรา สิงชอบร้องเพลงนะ แต่ตอนที่อยู่คนเดียว (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นมันก็เลยจะเป็นจุดอ่อน แต่เราพึ่งพาคริสได้เวลาทำงาน เราจะบอกคริสได้ว่าเราไม่ไหวตรงนี้นะ คริสก็จะบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง”

-รู้จักกันมาครบสิบปี นานมากนะสำหรับการรู้จักใครสักคน นิยามมิตรภาพนี้อย่างไรดี

“ผม cherish มิตรภาพนะ ผมมองว่าเพื่อนใหม่เป็นของขวัญ ไม่ว่าใครก็ตามที่เราได้รู้จัก เหมือนเป็นของขวัญชิ้นใหม่ที่เราได้รับมา แต่มิตรภาพยาวนานที่เรามีอยู่มันเป็นเหมือนอัญมณีที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมูลค่าครับ นับวันมันยิ่งมีความทรงจำมากขึ้นเรื่อยๆ”

-มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นมุม unseen ของสิงกับคริส

“คิดว่าคนเพิ่งมารู้มากกว่าครับ เวลาเราทำงานเราคุยกันว่าใครจะจัดการอะไรยังไง การเพอร์ฟอร์มในแต่ละเวที เราจะช่วยกันคิดว่าอยากร้องประมาณไหน ทุกวันนี้เราก็ยังมีเพลงในหัวที่อยากจะร้องบนเวทีด้วยกัน คิดว่าคนอาจจะไม่รู้ว่าเราซีเรียสเรื่องการเลือกเพลงของเราขนาดนี้หรอกมั้ง (หัวเราะ) ขนาดเล่นเกมอยู่ก็คุยกันเรื่องงานด้วยนะ น่าจะเป็นมุมที่คนไม่ค่อยเห็น เพราะมันไม่ได้เห็นในโซเชียล”

-สิงว่าความเท่ของคริสอยู่ตรงไหน

“น่าจะเรื่องความเป็นศิลปินของเขานี่แหละ เขามีความเป็นศิลปินสูงมาก การแสดงบนเวทีของคริสไม่มีความจำเจ บางเพลงเขาก็แต่งจังหวะใหม่ ทำทำนองใหม่ แล้วส่งมาให้สิงดูว่าได้ไหม สิงจะร้องถึงไหม มันเป็นการทำงานที่เขารักของเขา พอทำในสิ่งที่เขารัก มันก็เลยกลายเป็นความเท่”

-แล้วถ้าไม่ใช่การทำงาน มีเรื่องอะไรที่ประทับใจ

“เขาเป็นคนที่รักลูกมากกกก (ใครนะคะ?) แมวเขาครับ ผมน่ะชอบแมวมาก แล้วพอเขาเลี้ยงแมว ได้เห็นเขาลงรูป พูดถึงแมวอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเวลาเจอหน้ากันแล้วเขาก็จะบ่นตลอดเวลา แมวไม่กินข้าว แมวตัวนั้นซน คือจะมีเรื่องแมวตลอดเวลาเลย ไม่คิดว่าเขาจะรักแมวได้ขนาดนี้”

-ใกล้จะถึงวันเกิดแล้ว ปีนี้สิงอยากได้อะไร

“ใกล้อีกแล้วเหรอ ไวจัง (หัวเราะ) อยากได้เลนส์กล้อง แต่คงจะซื้อก่อนถึงวันเกิดอยู่แล้วครับ ผมเป็นคนชอบถ่ายรูป แต่ถ่ายตามอารมณ์เหมือนกัน”

-สิงมองหาอะไรเวลาถ่ายภาพ

“ผมชอบถ่ายพอร์เทรต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมมองหาก็คือความสุข รอยยิ้มของคนในภาพมากกว่า ผมจะเอ็นจอยมากเลยที่เวลาเราถ่ายรูปใครแล้วเขาชอบรูปที่เราถ่าย เอารูปเราไปลง แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว”

-ตัวสิงยังมีความฝันอะไรอย่างอื่นอีกไหม

“น่าจะเป็นเรื่องการเดินทางนี่แหละครับ อยากไปที่สวยๆ รอบโลก อยากไปดูแสงเหนือ ไปสวิตเซอร์แลนด์ เคยเห็นในโฆษณาที่เป็นคนนั่งอยู่ในสระน้ำและรอบๆ คือวิวที่ไกลสุดลูกหูลูกตา อยากจะมีเวลาไปเที่ยวแบบนั้นครับ”

-ถ้าสิงโตได้สัมภาษณ์ตัวเอง อยากถามอะไรตัวเอง

“น่าจะเป็นคำถามเกี่ยวกับความสุขมากกว่า เพราะผมเคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีความสุข พอผ่านมาได้มันทำให้เราย้อนกลับมาถามตัวเองบ่อยๆ ว่าเรามีความสุขใช่ไหม ระหว่างทางมีความสุขดีไหม เพื่อจะให้ตัวเรารู้ว่าเราจะทำอะไรในอนาคตครับ”

KRIST

ถึงจะเป็นครั้งแรกที่เราได้ร่วมงานกับคริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ แต่เราก็คุ้นหน้าค่าตานักแสดงหนุ่มวัย 26 คนนี้มาตั้งแต่ตอนที่แสดงเรื่อง SOTUS ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในวงการของเขาแล้ว “SOTUS มันกลายเป็นคำขอบคุณไปแล้วไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน มันเป็นประตูบานแรกจริงๆ ที่เปิดออกมาแล้วได้เจอกับทุกคน แล้วทุกวันนี้เขายังไม่หายกันไปไหนเลย” เราจะได้มีโอกาสชมฝีมือการแสดงของเขาในซีรีส์ Good Old Days และบทกวีของปีแสง รวมไปถึงโปรเจ็กต์เพลงด้วย

-จริงๆ แล้วคริสเริ่มมาจากความชอบในการเป็นศิลปิน

“ผมชอบเล่น ชอบฟัง ชอบเสพดนตรีแบบมากๆ น่าจะเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เลือกทำเองโดยไม่มีใครบังคับ จนบางทีมันอาจจะมากเกินไปก็ได้ ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวกับดนตรี ผมแค่รู้สึกว่าเราดีไซน์ได้ ชอบที่จะคิดว่าเราจะทำอะไร ยังเคยคิดว่าถ้าได้เป็นศิลปินก็อยากเป็นมือกลอง เพราะว่าเป็นสิ่งที่ถนัดและเล่นมาตั้งแต่เด็ก”

-แล้วมาตกหลุมรักอาชีพนักแสดงตอนไหน

“ผมตกหลุมรักด้านเพลงมาก่อนจะเป็นการแสดงครับ แต่ก้าวแรกในวงการนี้ของเราคือการได้แสดงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับดนตรี (My Rhythm ซึ่งถ่ายทำก่อน SOTUS) ก็เลยทำให้เราเปิดใจให้กับการแสดง หลังจากนั้นเราก็ได้ค้นพบความสนุกมากมาย รวมทั้งวิธีการทำงานที่หลากหลาย เลยรู้สึกชอบและอยากลองให้หมดทุกอย่าง”

-การแสดงที่ผ่านมามันหล่อหลอมเราอย่างไร

“มันต้องเป็นผู้รับอย่างเดียวเลย พอเรารับจนเราเข้าใจมัน เราก็ค่อยเป็นผู้ให้และส่งต่อให้กับคนที่มาใหม่เหมือนกัน ตอนมาใหม่ๆ เราสะกดจิตตัวเองเลยว่าเป็นผู้รับอย่างเดียว ใครให้เล่นอะไรก็เล่นไปเลยไม่ต้องถาม 

จะให้เพิ่มให้แก้ก็ทำไปก่อนโดยไม่ต้องตั้งคำถาม จนเมื่อเราเริ่มเข้าใจแล้วเราค่อยตั้งคำถามครับ”

-อยากพัฒนาอะไรอีกไหม

“จริงๆ ตอนนี้ไม่ได้อยากเริ่มสิ่งใหม่แล้ว แต่อยากทำสิ่งที่ลองทำและพัฒนาสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้มันดียิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกครับ เพราะตอนนี้ทำหลายอย่างมากเกินไปแล้ว ก็เลยเริ่มเห็นตัวเองแล้วว่าบางสิ่งบางอย่างมันดร็อปลง”

-เพราะเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์หรือเปล่า

“ไม่ค่อยชอบตัวเองเท่าไหร่เวลามีคนเรียกแบบนี้ แต่ก็มีคนเรียกเราอย่างนั้นจริงๆ แต่ผมว่าผมไม่ได้ขนาดนั้น ผมว่าเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์คือคนที่ไม่ลดละความอดทน ไม่สามารถปล่อยวางได้เลย ผมว่าผมเป็นคนกลางๆ นะ แต่ผมก็ไม่ชอบการผิดพลาดเท่าไหร่ เพราะมันสร้างผลกระทบถึงคนอื่น เราก็เลยพยายามระวัง”

-อะไรเป็นแรงผลักดันให้ตื่นขึ้นมาทำงานในทุกๆ วัน

“หนี้สิน พ่อแม่ คนในครอบครัวทั้งนั้นเลย ทุกๆ การทำงานคือเป็นปัจจัยทางครอบครัวหมดเลย ผมว่ามันก็ไม่แน่นะถ้าครอบครัวรวยอยู่แล้วก็อาจจะไม่ขยันทำงานขนาดนี้ ตอนเด็กๆ ช่วงที่บ้านผมยังไม่ประสบปัญหาทางการเงิน ผมก็ใช้ชีวิตแบบอีเหระเขะขะมาก จนที่บ้านมาเจอปัญหา มันก็เลยเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนในชีวิต ทำให้เราเริ่มประหยัด ใช้ชีวิตเป็น เริ่มหาเป้าหมายในชีวิต”

-คำสอนที่จำขึ้นใจ

“พ่อเคยบอกผมอย่างหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ก็เริ่มคิดว่ามันถูกหรือไม่ถูกนะ พ่อสอนว่าให้มีเพื่อนวันละคนตั้งแต่เด็ก แต่ทุกวันนี้ผมคิดว่าเราไม่ต้องมีเพื่อนเยอะ แต่มีเพื่อนน้อยก็ได้ เพราะถ้าเยอะแล้วไม่ได้คุณภาพ มันก็ไม่ได้ดี เพื่อนน้อยๆ แต่มีคุณภาพมันดีกว่า การได้รู้จักคนใหม่ๆ วันละคนถือเป็นเรื่องดีครับ แต่ขึ้นชื่อว่าเพื่อน มีเพื่อนที่ดีแค่นั้นพอ จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ คือจริงๆ พ่อก็สอนให้มีเพื่อนจะได้มีคอนเน็กชั่นไว้นั่นแหละ”

-ถ้าเราย้อนเวลากลับไปในอดีตได้ อยากกลับไปช่วงไหน

“ผมจะย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงประถมเลย จะแก้ใหม่ทั้งหมด จริงๆ ผมเคยมีโอกาสได้ทำงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เด็กแล้ว แต่สุดท้ายเราไม่เอามันเลยสักอย่าง ถ้าพ่อยังจะพาไปเรียนอีกเราก็จะร้องไห้ จะเล่นแต่เกมอย่างเดียวเลย เพราะรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ เราควรตั้งใจในตอนนั้นเพื่อจะได้นำความรู้มาใช้ในตอนนี้”

-ตอนที่เล่น SOTUS พูดเลยว่าซีรีส์วายยังไม่ได้แมสเท่าตอนนี้ พอได้เห็นความแมสของซีรีส์วายในวันนี้รู้สึกอย่างไร

“ผมว่าดีมากเลย ตอนนั้นคริสกับสิงนี่โดนดูถูกมาตั้งแต่แรก โดนหนักมากกกกแบบไม่มีใครมาช่วยหารเลย ทั้งหน้าตาไม่ตรงปก ความสามารถไม่เหมาะสมกับกระแสที่ได้รับ ก็เจอแบบนี้มาโดยตลอด จริงๆ มันก็มีส่วนที่ทำให้ผมอยากจะทำได้หลายๆ อย่างนะ เพราะอยากจะทดแทนคำนี้ว่าเราเป็นนักแสดงวาย แต่เราทำงานในวงการบันเทิงได้ เราดูแลครอบครัวเราได้จากการเป็นนักแสดงวายนี่แหละ ตอนนี้มันก็ได้คำตอบแล้ว ปีนี้ซีรีส์วายมีเป็นร้อยเรื่องเลย แล้วของไทยแมสไปไกลในโลกจริงๆ”

-เรื่อง SOTUS ทำให้ได้แสดงกับสิงโต จะนิยามมิตรภาพนี้อย่างไรดี

“น่าจะเป็นเหมือนพระอาทิตย์กับดวงจันทร์จริงๆ นะ ยังต้องมีอยู่ด้วยกัน แต่มันไม่ได้อยู่ใกล้กันเลย ทำงานก็คนละเวลา มันไม่มีความเหมือนกันเลย แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเกื้อหนุนกัน ขาดกันไม่ได้”

-เมื่อกี้เห็นคุยกันเรื่องด็อกเตอร์สเตรนจ์ ปกติเจอชอบคุยกันเรื่องอะไร

“โอ้โห พอมันจั่วได้เรื่องหนึ่ง พอถูกคอแล้วมันคุยกันไปได้ยาวเลย พี่สิงเขาไม่ชอบคุยอะไรที่ตัวเองไม่รู้ อย่างถ้าไปถามเขาเรื่องเครื่องดนตรีก็จะคุยกันแป๊บเดียว แต่ถ้าเป็นเรื่องหนัง เรื่องเกม ROV ที่เขาชำนาญอยู่แล้วก็จะคุยกันได้ทั้งวัน”

-มีคำพูดที่ทำให้รู้สึกประทับใจไหม

“น่าจะเป็นการกระทำมากกว่า ก่อนอีเวนต์หรือคอนเสิร์ต เราจะกอดกันทุกครั้ง ผมเป็นคนเริ่ม เพราะอยากให้กำลังใจเขา ที่ผ่านมาเวลาทำงานด้วยกันพี่สิงจะตื่นเต้นกว่าผม ผมก็เลยจะเข้าไปให้กำลังใจเขาจนเราเองก็ติด ที่ประทับใจก็เพราะว่ามีบางครั้งที่เราลืม เพราะเราอยู่กันคนละฟากของเวที แต่พี่สิงก็วิ่งตามมาเอากำลังใจจากเรา มันคงเป็นความเคยชินของเราแล้วล่ะ”

-การที่สองคนรู้จักกันทำให้เราเติบโตไปในด้านไหนบ้าง

“เมื่อก่อนผมใจร้อนมาก แต่ใจเย็นขึ้นเพราะพี่สิง ส่วนเขาก็ขี้อาย แต่ก็มั่นใจขึ้นเพราะเราช่วย แล้วเราก็มั่นใจกับการร้องเพลงมากขึ้นด้วย เพราะเราช่วยกัน แล้วไปเรียนกับคุณครู การที่ไปเรียน ไปเพิ่มทักษะมันก็เป็นเพราะพวกเราสองคน อยากให้เรามั่นใจว่าจะร้องเพลงไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องมาคำนึงหรือห่วงใครสักคนไปตลอด”

-ทั้งสองมีมุม unseen บ้างไหม

“สิ่งที่แฟนๆ น่าจะเห็นบ่อยคือความที่เราเป็นคนเปิดเผย ก็เลยเหมือนมีแต่เราที่ไปเล่นกับเขา เป็นตัวชง แต่มันจะมีมุมที่เขาต้องการรับพลังบางอย่าง และมีแต่เราที่ให้ได้ บางทีเขาก็โทรมา วันนี้ว่างไหม แวะมาร้องเพลง เล่นกับแมว”

-ความเท่ของสิงโตอยู่ตรงไหน

“ความนิ่ง ความลุ่มลึกของเขาแหละ เพราะถ้าไม่นิ่งก็ไม่เท่แล้ว (แล้วของตัวเองล่ะ) ผมไม่มีมุมเท่เลย ไม่มีเลยนะ อาจจะแค่ตอนเล่นดนตรี”

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong  

Makeup: Silaviwat Chotichuangpattana

Makeup Assistant: Atimate Ariyakornanun

Hair: Chattheepachara Thanasaprorrakul

Photographer Assistant: Jeerasak Kaysee

Stylist Assistant: Narawit Pengboontoo






Other Articles