Thursday, July 7, 2022

Chanel สร้างสรรค์คอลเลกชั่น 1932 ฉลองครบรอบ 90 ปีไฮจิวเวลรี่ Bijoux de Diamants

Gabrielle Chanel ณ โรงแรมริตซ์
Photo: © Collection Schall / Roger Schall

จิวเวลรี่อาจดูเป็นเรื่องของผู้หญิงก็จริง แต่ผู้ชายได้ยึดครองวงการจิวเวลรี่ทั้งในแง่มุมธุรกิจและการออกแบบมาอย่างยาวนานแล้ว จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 20 มีหญิงเก่งมากความสามารถได้ก้าวเข้ามาปฏิวัติแบบแผนดั้งเดิมของโลกอัญมณีชั้นสูง ชื่อของเธอคือ กาเบรียล ชาเนล (Gabrielle Chanel) 

ในช่วงปลายยุค 1920s เกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Great Depression ซึ่งทำให้คนโหยหาความรุ่งเรืองสมัยอดีตในช่วงก่อนมหาสงคราม แต่ในขณะที่โลกกำลังค่อยๆ ฟื้นคืนความหวัง สมาพันธ์เพชรแห่งลอนดอนก็เกิดปิ๊งไอเดียในการสร้างความคึกคักให้ตลาดเพชร โดยขอให้แฟชั่นดีไซเนอร์หญิงซึ่งกำลังโด่งดังในยุคนั้นช่วยสร้างสรรค์ผลงานโปรโมตอัญมณีล้ำค่าของพวกเขา 

ในเดือนพฤศจิกายน 1932 ผู้คนมากมายจึงแห่แหนกันไปยังบ้านของมาดมัวแซลชาเนล บนถนนโฟร์บูร์ก-แซงต์-ออโนเร เพื่อชมนิทรรศการเครื่องประดับที่มีชื่อว่า Bijoux de Diamants ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นไฮจิวเวลรี่คอลเลกชั่นแรกในประวัติศาสตร์  “ไม่มีอะไรจะทำให้ลืมวิกฤตได้ดีเท่ากับการมอบสิ่งสวยงามให้เป็นอาหารตา ซึ่งทักษะของช่างฝีมือของเราช่วยเผยออกมาได้” ชาเนลกล่าว 

ไฮจิวเวลรี่คอลเลกชั่น Bijoux de Diamants แตกต่างจากผลงานอื่นๆ ที่เคยมีมาหลายประการด้วยกัน อย่างแรกคือการสร้างสรรค์ผลงานโดยมีธีม ทั้งยังให้ความสำคัญกับซิลลูเอต โดยความงดงามของเพชรได้รับการขับเน้นด้วยความเรียบง่าย การเซ็ตแบบมองไม่เห็นหนามเตย เน้นการเจียระไนแบบคลาสสิกทั้งสีขาวและสีเหลืองประดับลงบนตัวเรือนแพลตินัมและเยลโลว์โกลด์ ในบรรดาผลงาน 50 ชิ้น มีผลงาน 22 ชิ้นที่นำเสนอในธีมท้องฟ้า โดยมีทั้งเครื่องประดับรูปดาวตก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ทั้งหมดนี้ยังจัดแสดงอยู่บนหุ่นขี้ผึ้งผู้หญิงเคียงข้างด้วยฉากพับโคโรแมนเดล แทนที่จะโชว์อยู่ในตู้กระจกตามธรรมเนียมนิยม 

“My stars! How could anything be more becoming or more eternally modern?”

– Gabrielle Chanel –

นิตยสาร L’Officiel de la Mode ได้ลงบทความชื่นชมคอลเลกชั่นซึ่งประกอบด้วยผลงานครั้งนี้ว่า “มาดมัวแซลชาเนลได้สร้างสรรค์จิวเวลรี่ด้วยรสนิยมและวิธีการเดียวกันกับการออกแบบเสื้อผ้า” ซึ่งหมายถึงการมอบอิสระให้กับเรือนร่างของผู้หญิง และขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ตกแต่งประดับประดาไปด้วย คงไม่เกินจริงหากจะพูดว่าคอลเลกชั่นนี้ได้รับการออกแบบเพื่อผู้หญิงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่นในการใช้ชีวิต และมีความเฟมินีนในหลากหลายมิติ แถมผลงานหลายชิ้นยังออกแบบให้ปราศจากตัวล็อก “ฉันเกลียดตัวล็อก! ฉันพอแล้วสำหรับตัวล็อก! จิวเวลรี่ของฉันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบได้” ชาเนลเคยกล่าวไว้ แน่นอนว่าจิวเวลรี่ที่สวมใส่ได้หลากแบบนี้คือสิ่งที่ตอกย้ำแนวคิดเรื่องตัวตนเฉพาะบุคคล และยังคำนึงถึงการสวมใส่ในชีวิตจริง เพราะผู้หญิงไม่ใช่หุ่นสำหรับโชว์เครื่องประดับเพื่อแสดงสถานะความมั่งคั่งของสามี

แนวทางที่แหวกขนบทลายทุกกรอบของมาดมัวแซลชาเนลทำให้บรรดาผู้ที่ทำงานในวงการจิวเวลรี่รู้สึกต่อต้าน จนออกมาแสดงพลัง ห้ามไม่ให้เธอสร้างสรรค์จิวเวลรี่ และถึงกับเรียกร้องให้ถอดรื้อจิวเวลรี่เหล่านั้นและส่งเพชรคืน แต่มีหลายชิ้นที่ถูกซื้อไปตั้งแต่วันแรกๆ ที่จัดแสดง ทำให้ยังหลงเหลือหลักฐานแห่งความขบถมาจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่น เข็มกลัดรูปดาวประดับเพชรที่เก็บอยู่ในกล่องสีมิดไนต์บลู และเข็มกลัดขนนกที่ดูอ่อนนุ่มซึ่งนำมากลัดเสื้อหรือประดับผมก็ได้

มาดมัวแซลได้สร้างสรรค์สิ่งที่ล้ำกาลเวลาอย่างแท้จริง เวลาล่วงเลยมา 90 ปี มุมมองของเธอยังคงทันสมัย ซึ่งแบรนด์ Chanel ในวันนี้ก็พร้อมแล้วที่จะเขียนบทใหม่ให้กับคอลเลกชั่นหนึ่งเดียวนี้ คอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในปีนี้มีชื่อว่า 1932 นำเสนอผ่านธีมดวงดาว เพื่อให้ผู้หญิงสวมใส่ได้ดั่งใจต้องการ และหนึ่งในผลงานเด่นของคอลเลกชั่นก็คือ Allure Céleste ที่ว่าด้วยแสงที่เปล่งออกมาจากดวงดาว นอกจากเพชรกลมน้ำงามจำนวนไม่น้อย ยังประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้ำเงินรูปไข่สีน้ำเงินเข้มขนาด 55.55 กะรัต และเพชรทรงหยดน้ำ (IIa DFL 8.05 กะรัต) สามารถถอดแยกชิ้นเพื่อสวมใส่เป็นเข็มกลัด อีกทั้งสร้อยเพชรแถวกลางสามารถสวมใส่เป็นสร้อยข้อมือได้ 

ในมุมมองของปาทริซ เลอเกโร (Patrice Leguéreau) ซึ่งดำรงตำแหน่ง Director of the CHANEL Jewelry Creation Studio ได้อธิบายถึงคอลเลกชั่นสุดพิเศษไว้ดังนี้ 

-สำหรับคอลเลกชั่น 1932 คุณได้ฉลองครบรอบครั้งที่สองของคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ Bijoux de Diamants ที่มาดมัวแซลสร้างสรรค์ไว้ มันแตกต่างกันอย่างไร

“เมื่อปี 2012 ผมได้นำคอลเลกชั่นดั้งเดิมมาตีความใหม่ทั้งหมด โดยใช้สัญลักษณ์บนท้องฟ้า (ดาวตก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์) และกูตูร์ (ขนนก ริบบิ้น และพู่) ส่วนในปี 2022 ผมเลือกที่จะมุ่งไปที่ธีมเกี่ยวกับดวงดาว ทั้งดาวตก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โดยนำเสนอไว้ในผลงานชิ้นเดียวในปี 1932 แต่ทำออกมาสำหรับปี 2022 และถือเป็นไอคอนในตัวมันเอง”

-คุณนำเอาธีมใน Bijoux de Diamants ที่นำเสนออย่างกล้าหาญและโดดเด่นมาตีความนำเสนอใหม่อย่างไร 

“ผมอยากนำเอามรดกนี้มานำเสนอในมุมที่แตกต่าง โดยใช้องค์ประกอบของดวงดาว ผมเลยนำเสนอผ่านความเปล่งประกายของดาวตก รัศมีของดวงจันทร์ และความสว่างของดวงอาทิตย์ ชิ้นสไตล์กราฟิกซึ่งถอดแยกชิ้นได้ช่วยเสริมให้อัญมณีเปล่งประกาย เช่นเดียวกับการเลือกอัญมณีและเทคนิคการประดับ แต่นอกจากเพชรแล้ว ผมยังนำเสนอสี ผ่านการเลือกใช้อัญมณีน้ำงามเพื่อเป็นตัวแทนของดาวบนฟ้า ทั้งเพชรน้ำเงิน เพชรเหลือง แซฟไฟร์น้ำเงินและเหลือง โอปอล และทับทิม” 

-ขนาดของจิวเวลรี่ครั้งนี้แตกต่างไป ดูเฟมินีนขึ้น และละมุนขึ้นถ้าเทียบกับคอลเลกชั่นที่แล้ว 

“สปิริตของการเคลื่อนไหว อิสระ และความยืดหยุ่น ซึ่งได้แรงบันดาลใจมจากมาดมัวแซลชาเนลในปี 1932 ถูกนำเสนอในรูปแบบของชิ้นงานที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ ชิ้นส่วนของสร้อยคอสามารถถอดแยกออกมาแล้วสวมเป็นเข็มกลัด ส่วนอัญมณีเม็ดกลางสามารถนำมาประดับลงบนแหวนหรือตุ้มหูได้ ทุกชิ้นประกอบด้วยเพชรที่ตกแต่งบนโมทีฟที่เกี่ยวกับดาว เส้นสายอันบริสุทธิ์งดงามออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความงามให้กับอัญมณี โดยเฉพาะเพชรซึ่งคัดเลือกมาหลายรูปทรงเพื่อนำมาประดับสร้างมิติความลึกและจังหวะจะโคนแบบกราฟิก”

-คุณอยากให้คนจดจำคอลเลกชั่น 1932 อย่างไร 

“สำหรับชาเนล เรานำธีมหลักใน Bijoux de Diamants มาตีความใหม่เพื่อเป็นเกียรติและเฉลิมฉลองวิสัยทัศน์ที่นำพามาดมัวแซลชาเนลออกเดินทางไปในโลกไฮจิวเวลรี่เมื่อปี 1932 เธอเคยกล่าวไว้ว่า ‘ฉันอยากห่อหุ้มผู้หญิงไว้ด้วยดวงดาว’ ผมว่านี่จะเป็นสิ่งที่เราทำได้สำเร็จ ด้วยการร่ายประกายเพชรลงบนช่วงคอระหง นำดาวตกพราวระยับมาประดับไว้บนข้อมือ และนำรูปทรงของดวงดาวมาใช้เพื่อเพิ่มความเปล่งประกายให้ผู้หญิง”

 






Other Articles