Monday, May 20, 2024

เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเพชรสู่สถานะการเป็นเครื่องประดับของผู้หญิง

 

จากที่เคยถูกสงวนไว้ใช้ในหมู่บุรุษมาอย่างยาวนาน เพชรได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของสตรีอันเป็นนิรันดร์  บันทึกเหตุการณ์ในทุกแง่มุมที่คุณจะได้ฟังต่อไปนี้ จะบอกเล่าเรื่องราวความรักที่บางครั้งอาจต้องเผชิญมรสุม แต่ก็ยังคงงดงามน่าหลงใหลอยู่เสมอ     

ประวัติศาสตร์ของเพชรเริ่มต้นในหมู่บุรุษ ในอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรกอลคอนดา ณ ใจกลางอนุทวีปอินเดีย ที่ซึ่งทุกวันนี้เหลืองเพียงซากปรักหักพัง  ตลอดเวลาพันกว่าปีมาจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 18 กอลคอนดาถือเป็นแหล่งเพชรหลักของโลก  หินที่มีรูปลักษณ์เฉพาะตัวเหล่านี้มักจะพบได้ตามแหล่งน้ำต่างๆ (บางคนเชื่อว่าเพชรผุดขึ้นมาจากพื้นดินเหมือนกับพืชผัก และมีการใช้เมล็ดแครอบเป็นลูกตุ้มถ่วงเพื่อชั่งน้ำหนักเพชร) นำมาใช้ตกแต่งชุดเครื่องประดับล้ำค่า สมบัติของราชวงศ์อันทรงอำนาจทั้งฮินดู มุสลิม และโมกุล

Golconda mine

แม้แต่ชื่อ “Diamond” ซึ่งมีที่มาจากคำว่า adamas ในภาษากรีกโบราณ (แปลว่า ไม่สามารถเอาชนะหรือทำลายได้) ก็ยิ่งเน้นให้เห็นถึงคุณสมบัติทางกายภาพที่สำคัญของเพชร และสื่อให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผู้ที่ได้ครอบครอง ในยุโรปโบราณ คริสตจักรจำกัดการซื้อขายเพชร  ประณามการใช้เป็นเครื่องรางของลัทธินอกศาสนา และมีการบังคับใช้กฎหมายป้องกันความฟุ่มเฟือย (Sumptuary Law) อย่างเข้มงวดมาก  โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศสคอยควบคุมอย่างจริงจังไม่ให้สตรีทั่วทั้งยุโรปสวมใส่เครื่องประดับเพชร แต่กระนั้นเพชรก็ได้รับการสงวนไว้ใช้ในหมู่กษัตริย์ ทั้งประดับยอดมงกุฎ จี้สร้อยคอ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์

สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุด

มหากาพย์ที่บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างเพชรกับสตรีเพศเริ่มต้นขึ้นอย่างอื้อฉาว  ชื่อของ อัญแญส ซอเรล (Agnes Sorel) เป็นที่จดจำของนักประวัติศาสตร์และคนทั่วไปในฐานะที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนางสนมคนแรกของกษัตริย์  เธอเป็นผู้ริเริ่มการใส่เสื้อเปิดไหล่โชว์อกซึ่งถือว่าเป็นเรื่อง “เสื่อมเสียและไร้ศีลธรรม” มากในยุคนั้น  แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกในฝรั่งเศสที่ได้รับและได้สวมใส่เครื่องประดับเพชรอีกด้วย       

ของขวัญล้ำค่าจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 นี้แสดงให้เห็นสถานะของนางสนมผู้นี้ได้ชัดเจนว่า เธอเป็นคนโปรดมากเพียงใด  พฤติกรรมฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ไม่ได้มีใครทำตามมากนัก  แต่ต่อมาก็มีราชินีหลายพระองค์ที่เริ่มสวมใส่เครื่องประดับเพชรล้ำค่า โดยได้รับเป็นของขวัญมาจากคู่สมรสหรือจากราชสำนัก (ในปีค.ศ. 1530 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศสริเริ่มให้มีการใช้ชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์  และชุดอัญมณีที่ราชินีสวมใส่จะต้องคืนกลับสู่ท้องพระคลังเมื่อพระสวามีเสียชีวิต)  การสวมใส่เครื่องประดับเพชรในสมัยก่อนแตกต่างไปจากยุคสมัยของเรา สตรีไม่ได้สวมใส่เพื่อแสดงความรักความหลงใหล แต่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของอำนาจเด็ดขาดสูงสุด    

สำหรับสมเด็จพระราชินีมารี เดอ เมดีซีส์ แม้เราจะได้ยินเรื่องราวด้านมืดมามากมาย แต่อย่าลืมว่า พระนางเป็นผู้ที่ได้ครอบครองเพชร “โบ ซ็องซี” (อัญมณีชิ้นเอกจากเหมืองใหม่ในบราซิล) นอกจากนี้พระนางยังเป็นผู้ให้กำเนิดและอุปถัมป์ตระกูลช่างทำอัญมณีแห่งฝรั่งเศสที่เก่าแก่ที่สุด นั่นก็คือ แมลเลอรีโย ดี แมลเลร์ (Melleriot dit Meller)  อีกคนที่ลืมไม่ได้ ก็คือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ราชินีองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ทิวดอร์ผู้เชื่อในไสยศาสตร์  เมื่อได้รับมอบเพชร “โคห์อินัวร์” ที่ตามตำนานอินเดียว่าไว้ว่าจะนำโชคร้ายมาสู่บุรุษเพศ  พระนางจึงได้ระบุไว้ในพินัยกรรมว่า เพชรเม็ดนี้จะต้องสวมใส่โดยภรรยาของประมุขผู้ครองประเทศเท่านั้น  ความปรารถนานั้นได้รับการปฏิบัติตามมาโดยตลอด  ในปีค.ศ. 1937 เพชรอันตรายเม็ดนี้ก็ได้มาประดับอยู่ตรงกลางมงกุฏของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2  โดยทุกวันนี้มงกุฎถูกเก็บรักษาไว้ร่วมกับเครื่องราชาภิเษกในหอคอยแห่งลอนดอน  

Kohinoor Diamond

 

บันทึกเหตุการณ์ของเรายิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19  แม้ในช่วงแรกๆ จะเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก  เมื่อต้องเผชิญกับความเสียหายจากสงครามนโปเลียน (เป็นหายนะที่เกิดขึ้นพร้อมกับการหมดลงอย่างรวดเร็วของเหมืองในอินเดียและบราซิล)  ยุโรปจึงหันหลังให้กับเพชรเพราะมีราคาแพงและหายากเกินไป  มีความพยายามที่จะสร้างชนชั้นขุนนางขึ้นมาอีกครั้งโดยใช้ทุกวิถีทาง และหันมาให้ความสำคัญกับพวกพลอยเนื้ออ่อน (Semi-precious stone) สีต่างๆแทน 

การปฏิวัติอุตสาหกรรมและบรรดานิทรรศการนานาชาติต่างๆ มีส่วนช่วยให้เพชรเป็นที่นิยมในหมู่พ่อค้าชนชั้นกลางมากขึ้น  ธรรมเนียมปฏิบัติแบบชนชั้นสูงถูกแทนที่ด้วยรสนิยมความชอบส่วนตัว หลังจากที่ประดับบนหัวแหวนโลหะมาอย่างยาวนาน เพชรก็เริ่มกลายมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องประดับที่สามารถนำมาเย็บติดลงบนเสื้อผ้า และไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปหากจะมอบเพชรให้ใครสักคนเพื่อเป็นการแสดงความรัก  ตลอดระยะเวลาการครองราชย์อันยาวนานที่รายล้อมไปด้วยเครื่องประดับสุดหรูมากมาย (ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นโดยแกร์ราร์ด แอนด์ โค)  สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียก็พิสูจน์ให้เห็นว่าประมุขของประเทศก็สามารถอภิเษกสมรส เพราะความเหมาะสมและความรักได้ในเวลาเดียวกัน  

สิ่งต่างๆ เริ่มดำเนินไปรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปีค.ศ. 1866 เมื่อเด็กชายคนหนึ่งได้ค้นพบหินประหลาดก้อนหนึ่ง ในหมู่หินภูเขาไฟ และมีการส่งต่อกันไปเรื่อยๆ จนไปตกถึงมือของผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแยกแยะด้วยสายตา อันเฉียบคมว่า มันคือเพชร  นี่คือที่มาของ “ยูเรก้า” ก้อนเพชรดิบที่ถูกนำไปเจียระไนเป็นรูปทรงรีน้ำหนัก 10.73 กะรัต  แม้จะดูเหมือนธรรมดาเนื่องจากเป็นเพชรเม็ดเล็ก แต่นับว่าเพชรเม็ดนี้ได้วางรากฐานของยุคสมัยใหม่แห่งความรุ่งโรจน์ของดินแดนอัฟริกาใต้ และเป็นจุดกำเนิดของ เดอ เบียร์ส (De Beers)

การค้นพบเหมืองใหม่ๆ เหล่านี้ ยิ่งทำให้ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเรื่องราวความรักสุดพิสดารระหว่างผู้หญิงและเพชรไปได้  ความหลงใหลในเพชรยิ่ง เพิ่มทวีคูณในปีค.ศ. 1947 เมื่อมีเดอ เบียร์ส ได้ออกแคมเปญโฆษณา พร้อมสโลแกนที่ว่า “เพชรเลอค่าอมตะ (A diamond is forever)”  หินมหัศจรรย์ที่ก่อนหน้านี้เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งและพลังอำนาจ ก็ได้กลายมาเป็น เครื่องแสดงความรักและความโรแมนติกในที่สุด          

อัญมณีที่คู่ควรกับสตรีอมตะ

โรงเรียนสอนทำเครื่องประดับแวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ (Van Cleef & Arpels)  เปิดทำการภายในตึกโอ่โถง ในย่านปลาซว็องโดม ปารีส เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา  ขุมทรัพย์ความรู้บนถนนดาเนียล-กาซาโนวาแห่งนี้พร้อมเปิดรับทุกคนที่สนใจ  บรรยากาศการเรียนรู้ทุกหลักสูตรการทำเครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกาล้วนเป็นไปด้วยความสนุกสนาน โดยมีเหล่ามืออาชีพ นักอัญมณีศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และนักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านศิลปะพร้อมต้อนรับและให้ความรู้อย่างเต็มที่  ในบางค่ำคืนก็จะจัดการสนทนาในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น อัญมณีในภาพจิตรกรรม งานฝีมือของจอร์จ ฟูเกต์  เวทมนตร์ของไข่มุก หรือตำนานมรกตจากหุบเขาแห่งเมืองมูโซ  เราอยากจะลองเปรียบเทียบความคิดเห็นของเรากับความรู้ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เสียจริงๆ อยากจะถามว่า สำหรับพวกเขา  ใครบ้างที่เป็นนักสะสมเพชรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…   

บุคคลที่โดดเด่นที่สุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเอลิซาเบธ เทย์เลอร์  นักแสดงหญิงนัยน์ตาสีม่วงที่ริชาร์ด เบอร์ตัน (นักแสดงและอดีตสามีของเธอ) กล่าวว่า เธอรู้จักภาษาอิตาเลียนเพียงคำเดียวเท่านั้น คำนั้นคือ Bulgari เอลิซาเบธเป็นนักสะสมตัวยง แต่กลับไม่ค่อยสวมใส่เครื่องเพชรของเธอให้เห็นเท่าไรนัก  อัญมณีที่งดงามที่สุดได้ผ่านมือของเธอมาแล้วมากมาย (ริชาร์ดเป็นผู้รู้ตัวจริง) และเธอก็เป็นลูกค้าประจำของ แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีชั้นนำ (คาร์เทียร์  แบลแปร์รง บุลการี  แวนคลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์) แม้แต่เพชรเลอค่าที่เจียระไนโดยแฮร์รี วินสตัน ภายใต้แบรนด์คาร์เทียร์ก็ยังได้รับการตั้งชื่อตามตำนานรัก ก้องโลกของเธอ (“เทย์เลอร์-เบอร์ตัน”)  

ทว่า ความมั่งคั่งเหล่านี้เองก็เปิดโอกาสให้เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ได้ทำประโยชน์ให้แก่ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ทั้งหลายด้วย  ในปีค.ศ. 2011 มีการนำคอลเลกชั่นเครื่องเพชรสุดพิเศษ ของเอลิซาเบธออกประมูลเพื่อการกุศลที่สถาบันประมูลคริสตีส์  ซึ่งยังคงถือเป็นการประมูลเครื่องประดับอัญมณี ครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาจนถึงทุกวันนี้  มีรายได้จากการประมูลสูงถึง 120 ล้านยูโร งานนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการประมูลชุดเครื่องประดับอัญมณีอันงดงามของดัชเชสแห่งวินด์เซอร์ครั้งยิ่งใหญ่ที่จัดโดยโซเทบีส์ 

นักสะสมสำคัญคนที่สองคือ วอลลิส ซิมป์สัน  อีกหนึ่งเรื่องราวความรักของ หญิงสาวสามัญชนอเมริกันผู้เสน่ห์ชวนหลงใหลมากพอๆกับที่เธอก่อเรื่องวุ่นให้แก่ราชสำนักและสังคมทั่วไป เพราะเธอทำให้สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักรต้องสละราชสมบัติ  แต่ทุกคนต่างยอมรับในความละเอียดประณีตของพวกเขาในเรื่องเครื่องเพชร  คู่รักดยุคและดัชเชสแห่งวินด์เซอร์มักจะเข้าร่วมอย่างแข็งขัน ในทุกขั้นตอนการรังสรรค์ผลงานเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักของพวกเขา ที่อยู่เหนือทุกเหตุผล   ตามตำนานเล่าว่า วอลลิสเป็นผู้กระซิบบอกแนวคิดการออกแบบสร้อยคออันลือลั่นชื่อว่า “ซิป” (Zip)  ให้แก่เรอเน่ ปุยซองต์ ลูกสาวของอัลเฟรด แวน คลีฟ และเอสแตล อาร์เปลส์  และแน่นอนว่า เธอยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการประดิษฐ์นาฬิกา  กาดนาส์ (Cadenas)  ผลงานของแวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์  ที่ช่วยให้หญิงผู้สวมใส่สามารถแอบดูเวลาได้อย่างลับๆ ในยุคที่งานเลี้ยงพิธีการการมีระเบียบห้าม สุภาพสตรีไม่ให้สวมนาฬิกาข้อมือ

Grace Kelly wearing Cartier ring in ‘High Society’

เพชรมีส่วนช่วยส่องแสงให้ตำนานรักของสตรีหลายๆ คนได้เป็นที่รู้จัก  ไม่ว่าจะเป็นเกรซ เคลลี่ แจ็กเกอลีน เคนเนดี (ผู้ได้รับแหวนหมั้นจากอริสโตเติล โอนาสซิส ประดับเพชรน้ำงาม “เลโซโทที่ 3” อันได้มาจากก้อนเพชรดิบขนาดยักษ์ น้ำหนักกว่า 601 กะรัต ที่แฮร์รี วินสตัน ซื้อมาเมื่อปีค.ศ. 1969)  รวมทั้งมาเรีย คายาซ และ “เศรษฐีนีสาวน้อยผู้อาภัพรัก” บาร์บารา ฮัตตัน  การเดินทางสั้นๆ ในโลกอัญมณีนี้จะจบลงไม่ได้เลย หากเราไม่กล่าวถึงเพชรที่เราเกือบจะไม่มีวันได้รู้จัก  เราหวนนึกไปถึงเพชรสีเหลืองเม็ดหนึ่ง  ในปีค.ศ. 1977 เฟรด ซามูเอลเปิดตัว  “The Golden Sun”  เพชรแฟนซีสีเหลือง น้ำหนักมากถึง 105.54 กะรัต    ในงานเลี้ยงเปิดตัว นางแบบมาร์โกส์ เฮมมิงเวย์ได้เล่นกลกับเพชรเม็ดงามก่อนที่มันจะหายวับไปกับตา  ผู้ชมต่างตกตะลึงกันถ้วนหน้า ก่อนจะพบว่าเพชรสีดอกแดฟโฟดิลเม็ดนี้กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในที่ที่คาดไม่ถึง… บนฟันของนางแบบสาวนั่นเอง  

Did you know? 

-ประเทศที่ขุดพบเพชรได้มากที่สุดในโลกคือประเทศบอสวาน่า จนกระทั่งบริษัทเดอเบียร์ย้ายสำนักงานใหญ่จากอังกฤษไปตั้งอยู่ที่นั่น 

-รูปร่างของเพชรที่เราพบบ่อยคือรูปร่างกลม ส่วนการเจียระไนที่เหมาะกับเพชรที่สุดคือแบบเกสร

-เพชรประกอบด้วยคาร์บอนเกาะกันด้วยพันธะจนมีความแข็งมาก แต่สาเหตุที่ทำให้เพชรเหลือง เป็นเพราะโลกเต็มไปด้วยธาตุไนโตรเจน และเนระหว่างการบีบอัดตัวของเพชรใต้พื้นโลก ไนโตรเจนได้เข้าไปแทรกอยู่ทำให้เพชรมีสีเหลือง

-ปัจจุบันมีการเจียระไนด้วยคอมพิวเตอร์ แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆนั้นก็ยังต้องใช้มืออยู่ดีเพราะเป็นงานคราฟต์และอาร์ต

-มีหลักสังเกตเพชรรูปร่างกลม 1 กะรัตที่ผ่านการเจียระไนแบบเกสรว่าหน้าเพชรจะวัดเส้นผ่านศูนย์กลางหน้าได้ 6.5 มิลลิเมตร (หนัก 200 มิลลิกรัม) แต่ใช่ว่าเพชรสองะรัตจะใช้หลัด 6.5 คูณสองได้ 

-เพชรต้องมีประกาย (Brilliancy) หรือแสงสีขาวซึ่งจะออกจากหน้าเพชร และการกระจายแสงของแสงสีรุ้งจะออกมาจากด้านข้าง ถ้าเจียระไนหน้าเพชรใหญ่มาก แสงสีขาวก็ออกเยอะเกินไป และไม่มีการกระจายแสงรุ้ง แต่ที่เจียระไนหน้าเพชรให้ใหญ่เพราะทำให้เพชรดูโต (เพชรโบราณของอินเดียจะเจียเทเบิลแคบและคราวน์สูง ประกายก็จะน้อย แต่แสงรุ้งจะมีมาก)  

 






Other Articles