Saturday, June 25, 2022

ATLAS บอยแบนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในยามนี้

กระแส T-Pop กำลังกลับมาด้วยพลังมากมายของศิลปินรุ่นใหม่ๆ ในฉบับนี้เราจึงขอยกพื้นที่คอลัมน์ L’OFFICIEL Cool Guy ให้กับ 7 หนุ่มแห่งวง ATLAS บอยแบนด์ที่น่าจับตามองที่สุดในยามนี้จากค่าย XOXO Entertainment เป็นการรวมตัวของเด็กหนุ่มที่มีความฝันและฝ่าฟันกันมาด้วยพลังเกินร้อย ในที่สุดพวกเขาก็ได้เดบิวต์ พร้อมกับปล่อยซิงเกิลแรก MAYDAY MAYDAY ออกมาให้เราได้ฟัง ก้าวแรกของพวกเขามีเรื่องราวอะไรบ้าง เราไปทำความรู้จักกันเลยดีกว่า 

 

JUNIOR

จูเนียร์-นภัทร โอสายไทย

หนุ่มวัย 24 ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของน้องๆ ในวงคนนี้เคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำฝีมือฉกาจ ก่อนจะหันมาทำงานวงการ “ผมเริ่มทำงานเป็นนายแบบสมัยเรียนปี 3-4 ที่จุฬาฯ  ด้วยความที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร เพราะเราว่ายน้ำมาตลอดชีวิต” หลังจากพยายามฝึกซ้อมเพื่อก้าวไปในเส้นทางนี้อยู่นาน ในที่สุดเขาก็ได้เดบิวต์เป็นสมาชิกวง ATLAS “ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่มองว่าตัวเองเก่ง พวกเราเป็นเด็ก 7 คนที่ไม่มีคำว่าพอกับการฝึกซ้อม ถึงเราจะมาถึงตรงนี้ เรายังต้องไปต่อเรื่อยๆ เพราะมันกลายเป็นชีวิตเราไปแล้ว”

-อะไรดลใจให้จูเนียร์อยากมาทำงานตรงนี้

“จริงๆ ผมแค่อยากอินสไปร์คนมากกว่า เคยดูคอนเสิร์ตบีทีเอส แล้วก็แซม สมิธ แล้วรู้สึกว่าเขาให้พลังบวกกับคนได้ดีจังเลย แต่พอเราได้ลองมาทำจริง รู้สึกเหนื่อยนะ (หัวเราะ) แต่รู้สึกเติมเต็ม ดีใจที่ทำให้คนได้ยิ้มตาม” 

-แล้วส่วนตัว ชอบดนตรีแนวไหน  

“ชอบดนตรีสด เพลงช้า เพลงเศร้า อินง่าย แต่มันจะขัดกับการให้ความสุขคนครับ แล้วก็ชอบเต้น ช่วงนี้ผมชอบฮิปฮอป คือวงเราไม่ได้กำหนดว่าใครเป็นเมนอะไร มีหน้าที่อะไร อยากให้ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ อย่างผมตอนนี้ฮิตเต้น ก็จะเรียนเต้น”

-วัยเด็กของจูเนียร์เป็นแบบไหน

“ผมเป็นเด็กกิจกรรมนะ เพราะมันสนุกดี แต่ความที่เรามีเวลาน้อย ต้องซ้อมและแข่งว่ายน้ำตลอด ก็เลยอาจจะไม่ค่อยได้ทำ ผมว่ายมาตั้งแต่ 4 ขวบจนถึงอายุ 20 เลย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่อยากทำแต่เด็ก แค่เราทำมันได้ดี เพราะบ้านผมเป็นครอบครัวนักกีฬา ตอนที่เลิกว่ายน้ำใหม่ๆ คือไม่เดินเฉียดสระว่ายน้ำไปเกือบสองปีเลย แต่พอตอนนี้คิดว่ามันเป็นเซฟโซนนะ เวลาเครียดๆ ก็ไปลงสระว่ายน้ำ”

-วันว่างชอบทำอะไร

“ถ้าว่างเลยก็จะนอนก่อน ชอบดูซีรีส์ แล้วก็ชอบออกไปถ่ายรูปครับ ถ่ายแคนดิดผู้คน ธรรมชาติ คาเฟ่ แล้วก็ชอบดูหนังในโรงหนังเพราะชอบกินป็อปคอร์น (เราอบเองที่บ้านก็ได้นะ) มันไม่ได้ฟีลครับ”

-เป็นคนวางแผนชีวิตขนาดไหน 

“ผมเป็นคนเตรียมการ วางแผนแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ตามแผนจะหงุดหงิด แต่ตอนหลังดีขึ้นแล้วครับ”

-ความเท่ของจูเนียร์อยู่ตรงไหน

“ไหล่แล้วกัน เพราะไหล่กว้างจากการว่ายน้ำ (หัวเราะ) เราภูมิใจของเรา”

-ประสบการณ์ที่สุดในชีวิต 

“น่าจะเป็นตอนที่ร้องเพลงครับ เราไม่เคยเชื่อว่าเราร้องเพลงได้ คนอื่นๆ บอกตลอดเลยว่าเป็นนายแบบน่ะดีแล้ว คนจะเอ๊ะกับเสียงเรา กดเราลง แต่ฟูลฟิลที่สุดคือตอนที่มีครูบอกว่าเสียงเราไม่ได้แย่อย่างที่คิดนะ แต่ต้องฝึกหนักๆ แล้วมันจะเป็นเอกลักษณ์ที่คนอื่นไม่มี ก็เลยมีแรงใจในการพยายามต่อมากๆ การได้เดบิวต์มันเหมือนก้าวแรก อยากทำให้คนอื่นได้เห็น และอยากพิสูจน์ตัวเอง” 

-แล้วในฐานะเป็นพี่ใหญ่ของวง รู้สึกอย่างไร 

“เหนื่อยครับ บางทีเราก็อยากจะเป็นเด็กน้อยบ้าง (หัวเราะ)… ผมโตมากับการเป็นน้องเล็กในครอบครัวคนจีน มีแต่พี่สาว มีคนเอาใจ แต่พอเข้ามาอยู่ในวง เรารู้สึกว่าต้องเป็นคนที่ให้สิ่งนั้นบ้าง ซึ่งมันทำให้คิดว่าเราได้รับจากครอบครัวมาเยอะเหมือนกันเนอะ เราเลยรู้จักให้เป็น แล้วเราก็จะเป็นพี่ที่หวังว่าน้องๆ จะโอเค (หัวเราะ) คือทุกคนในวงสนิทกันมาก เป็นครอบครัวใหม่ที่เราไม่คาดคิด แล้วเราก็ได้รับฝากจากพ่อๆ แม่ๆ เขาให้ช่วยดูแล”

-แนวคิดในการใช้ชีวิต

“มันเป็นสิ่งที่ภูมิใจตั้งแต่ว่ายน้ำเลย พ่อแม่ผมบอกเสมอว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ไม่ต้องคาดหวังอะไรข้างหน้ามาก ไม่ต้องรู้สึกผิดกับปัจจุบัน ทำสิ่งที่อยู่ในปัจจุบันให้เต็มที่”

TAD

แทด-ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์

อาจจะเพราะเป็นน้องเล็กของครอบครัวและของวง เลยทำให้แทดดูเป็นหนุ่มขี้อ้อนหน่อยๆ หนุ่มวัย 18 คนนี้ยังเพิ่งก้าวจากการเป็นนักเรียนมัธยมปลายสู่การเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แถมยังเดบิวต์เป็นศิลปิน ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปขนาดไหนน่ะเหรอ? “พอเดบิวต์แล้ว ก็กลับบ้านดึกครับผม เลยไม่ค่อยได้นอน (หัวเราะ) เวลากับครอบครัวก็จะน้อยลง ผมชอบคิดว่าถ้าเรามีเวลาว่างจะทำอะไรดี จะอยู่กับครอบครัว ลองแต่งเพลง ไปดูหนัง เล่นเกมกับพี่ๆ ดีไหม แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่ได้ทำหรอกครับ เพราะจะนอนมากกว่า”

-อายุ 18 รู้สึกว่าโตแล้วไหม

“จริงๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่นะ แต่พออยู่ในวง ผมรู้สึกว่าอยากเป็นเด็ก อยากซึมซับสิ่งที่ครูและพี่ๆ เขาสอนให้มากที่สุด อยากเรียนรู้ไปเรื่อยๆ กลัวว่าถ้าคิดว่าโตแล้วก็จะปิดกั้นตัวเองในการเรียนรู้” 

-วัยเด็กของแทดเป็นอย่างไร 

“ผมต้องทุ่มเวลาของเราเพื่อทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ พร้อมกับเรียนไปด้วย แล้วผมก็เล่นกีฬาด้วย อยากทำให้ดีทุกอย่าง แต่ก็ทำให้ไม่มีเวลาออกไปกับเพื่อนๆ เอาจริงๆ เพื่อนๆ ผมก็คือหกคนนี้แหละครับ”

-อะไรดลใจให้อยากมาเป็นนักร้อง

“คือมันเป็นช่วงที่ต้องเลือกว่าผมจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไหน ผมถามตัวเองว่าเราชอบเรียนจริงๆ หรือเปล่า ชอบที่จะอยู่กับตัวเลขทั้งวันทั้งคืนหรือเปล่า ก็ได้คำตอบว่าไม่ใช่เวย์ผม ก็เป็นช่วงที่เราค้นหาตัวเองในหลายๆ ด้านมาก ผมไปฝึกกระโดดน้ำด้วยนะ แล้วก็เล่นบาสเกตบอล เล่นวอลเลย์บอล เป็นความสนุกในช่วงหนึ่งเพราะผมเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว จนได้มาฝึกร้องฝึกเต้น ผมเริ่มจากไม่เป็นเลย แต่มันก็ทำให้มีความสุข และรู้สึกได้ว่าอยากทำต่อเรื่อยๆ เลยคิดว่าต่อให้วันหนึ่งผมท้อขึ้นมา แต่ผมก็ยังรักสิ่งนี้ ก็เลยลุยเต็มที่ไปเลย เริ่มฝึกหนักในช่วงปีที่ผ่านมา แต่รู้สึกสนุกและคุ้มครับ”

-แนวดนตรีที่แทดชอบเป็นแบบไหน

“จริงๆ ทุกคนในวงมีความชอบส่วนตัว สไตล์ไม่เหมือนกันเลย ส่วนตัวผมจะชอบฟังเพลงชิลล์ อย่าง Keshi แต่พาร์ตนึงก็ชอบความสนุกของฮิปฮอปและแร็ป ตอนนี้อินกับการแร็ป ซึ่งความต่างของพวกเรามันก็ถูกนำมาผสมผสานกันในเพลง”

-เอ็นจอยอะไรที่สุดในการเป็นสมาชิกวง

“ผมดีใจที่คนได้เห็นเรา ได้ฟังเพลงเราแล้วมีความสุข เคยคิดว่าเราสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ เราไม่เคยคิดมาก่อน เลยคิดว่าถ้าเราทำให้เขาแฮปปี้ได้ เราก็มีความสุขนะ ที่ผมมาอยู่ในวงนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นด้วย” 

-คิดว่าความเท่ของแทดอยู่ตรงไหน

“น่าจะเป็นความคิดบวกครับ แต่ไม่น่าจะเรียกว่าความเท่ อาจจะเรียกว่าเสน่ห์เหรอ ผมเป็นคนคิดบวกตลอดเลย ผมไม่ตัดสินคน”

-แต่อยู่วงการนี้ก็ต้องเจอพลังลบบ้าง 

“มันก็เครียดนะครับเวลาอ่านเจอคำติ แต่ผมเป็นคนที่รับเข้ามาแล้วปล่อยเร็ว คือถ้าอ่านเยอะก็จะคิดวนไปวนมาแล้วกลัวว่ามันจะเป็นจริง แต่จริงๆ เราอ่านเพื่ออะไร เพื่ออยากพัฒนาตัวเองไม่ใช่เหรอ เราก็เอาไปปรึกษาครูหรือคนที่มีประสบการณ์ แล้วเราจะพัฒนาได้ยังไง เราไม่เอาคำด่ามาเก็บไว้ จะเก็บแค่คำแนะนำ”

-คาดหวังอะไรกับปี 2022

“อยากจะมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น แล้วก็อยากให้ ATLAS เข้าใกล้ความฝันขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ต้องสำเร็จในปีเดียว” 

-คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยมีคนให้เรา

“มีช่วงหนึ่งที่ชีวิตผมวนลูปมากเลย เรียน เล่นกีฬา กลับบ้าน รู้สึกว่ามันอยู่ในกรอบ รู้สึกว่าเราตั้งใจทำเพื่อครอบครัว แต่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง จนวันหนึ่งแม่บอกว่า ลูกโตแล้วนะ ให้ทำตามที่ใจรักเลย แม่อยากเห็นเรามีความสุขแค่นั้นเลย เลยได้คิดว่าทำตามที่ใจเรารู้สึกดีกว่า ไม่ได้ต้องทำตามสิ่งที่เราคิดว่าคนอื่นคาดหวังจากเรา” 

POOM

ภูมิ-เดชาธร วรรณวานิชกุล

หนุ่มผิวขาวลูกครึ่งไทย-เวียดนาม วัย 23 เข้าสู่วงการจากการถ่ายโฆษณาและมิวสิกวิดีโอตั้งแต่สมัยมัธยม รวมทั้งมีประสบการณ์ในการแสดงมาก่อน หลายคนน่าจะตกหลุมรักเขาเพราะความสดใสร่าเริงและรอยยิ้ม แต่ภายใต้ความสดใสก็คือความมุ่งมั่นจริงจังที่เราคิดว่ามีเสน่ห์ “เราอยากทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ประสบความสำเร็จ อยากได้รางวัลในระดับโกลบอล ก็เป็นความฝันของเราในการอยู่วงการนี้ครับ”

-ภูมิเติบโตมาแบบไหน เล่าให้ฟังหน่อย

“ผมเกิดและโตที่โคราช แล้วแม่ก็ส่งไปเรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนนานาชาติในลำปาง เพราะแม่อยากให้เก่งขึ้น ก็เลยใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตั้งแต่เด็ก ก็มีเหนื่อยบ้างครับ เวลาเจอปัญหาอะไรก็ต้องแก้ด้วยตัวเอง ไม่กล้าจะบอกที่บ้าน แต่จุดหนึ่งมันก็ดีนะ ทำให้ผมได้ฝึก ได้ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น” 

-ความฝันวัยเด็กคืออะไร

“ความฝันผมไม่เคยเปลี่ยนเลย ผมชอบดูหนัง ร้องเพลง เล่นละครเวที โชว์งานโรงเรียน ชอบมาตั้งแต่อนุบาลแล้ว ไม่เคยมีความคิดแวบมาเลยว่าอยากเป็นอย่างอื่น ความที่ผมอ้วนตั้งแต่เด็ก แล้วอยู่ต่างจังหวัดก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาส แต่คิดว่าเดี๋ยวโตขึ้นค่อยว่ากัน  พอมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ เลยได้โอกาสแคสต์งานซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกโฆษณา”

-แล้วความฝันในการเป็นนักร้องล่ะ

“ช่วงที่ถ่ายโฆษณาผมชอบการแสดงอยู่ช่วงหนึ่ง จนโอกาสในการเป็นศิลปินบอยแบนด์ได้เข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรายังไม่เคยลองมาก่อน ผมชอบร้องเพลงนะ แต่ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นไปได้ เลยลองดูครับ ก็มีช่วงที่เรียนร้องเพลง เรียนเต้นอยู่นาน ก่อนจะมาคิดเรื่องทำวงและเดบิวต์”

-พอได้เดบิวต์จริง ท้าทายเราอย่างไรบ้าง

“การเต้นการร้องท้าทายอยู่แล้วครับ และเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป แต่ที่ท้าทายกว่าคือการทำงานกับคน พวกเราเข้ากับคนง่ายอยู่แล้ว แต่ไม่เคยคิดว่าจะต้องอยู่กับคน 6 คนจริงๆ แล้วแต่ละคนก็แตกต่างกันมาก มันเป็นเรื่องการปรับตัวมากกว่า ตอนนี้แทบจะอยู่บ้านเดียวกันแล้ว”

-เป็นสายไหนของวง

“เป็นคนใจดี เป็นแม่บ้านของวง คอยล้างจาน เก็บที่นอน ทำอาหาร อาจจะเพราะเราโตมาด้วยตัวเอง ก็คอยช่วยดูแลเพื่อนๆ บ้าง” 

-ชอบคอนเซ็ปต์ explorer ของวงไหม  

“ความเป็นนักสำรวจ ผมว่ามันเข้ากับพวกเรา ATLAS นะครับ ถ้าตัดความแฟนตาซีออกไป ผมว่าชีวิตก็เหมือนการผจญภัยและการออกสำรวจ กว่าจะมาครบ 7 คน มันก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะมากๆ”

-สิ่งที่ชอบและไม่ชอบในตัวเอง

“ผมชอบที่ตัวเองมีความสุขง่าย บางคนต้องมีนั่นมีนี่ แต่ผมอยู่เฉยๆ ก็มีความสุขแล้ว ก็จะบอกเพื่อนตลอดว่ามีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เราเกิดมาแล้ว อะไรก็ทำให้มีความสุขได้หมดแหละ แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือเป็นคนทำอะไรช้า เป็นคนขี้เกียจ เวลาเพื่อนๆ ออกกำลังกาย ผมก็จะโอ้ย ไม่ไหวแล้ว เพราะผมไม่ใช่สายกีฬาเท่าไหร่เลย” 

-ประสบการณ์ที่สุดในชีวิต

“น่าจะเรื่องโดนปล้นที่นิวยอร์ก ตอนนั้นอายุประมาณ 20 ผมไป Work & Travel ที่วิสคอนซิล ที่นั่นมีแต่คนใจดี แต่ก่อนกลับไทย ขอไปเที่ยวนิวยอร์กก่อน เลยได้เจอแท็กซี่เถื่อนตอนขาไปโรงแรม เขาขู่ให้เราจ่ายเงิน 900 ดอลลาร์ ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ยอมให้ลง เลยต้องยอม ก็เรียนรู้ว่าเราต้องมีสติ ต้องไม่เชื่อใจคนง่าย”

-ถึงลุคจะดูสดใสน่ารัก แต่อะไรคือความเท่ของเรา 

“ผมว่าการที่ผมเติบโตมาคนเดียว พึ่งตัวเอง เผชิญกับอะไรด้วยตัวเอง พอเข้าสู่โหมดจริงจังเวลาทำงาน ผมก็จะจริงจังนะ ผมว่าการจริงจังกับงานเป็นความเท่อย่างหนึ่ง”

-คำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยได้รับ

“ที่บ้านไม่เคยบังคับผมเลย จะทำอะไรก็ไม่เคยบังคับ เขาเชื่อว่าถ้ามีความสุขกับสิ่งที่ทำก็จะทำให้เราทำได้ดี หรือถ้ามันไม่ดี อย่างน้อยเราก็มีความสุขที่ได้ทำ ผมว่าคนหลายคนลืมมองความสุขของตัวเอง ถ้าเราทำสิ่งที่ไม่มีความสุข ในอนาคตมันจะเป็นอะไรที่ทรมาน” 

NICE

ไนซ์-วิชญ์พล สมคิด 

หลายคนคงคุ้นหน้าหนุ่มตาโตวัย 21 ปีนี้อยู่บ้างจากการแสดงซีรีส์วายเรื่อง ‘Make It Right the Series’ Season 1 และผลงานหลายเรื่องต่อจากนั้น แต่ก่อนจะเป็นนักแสดง ไนซ์เป็นนักเต้นฝีมือดีมากๆ จนได้ไปแข่งระดับโลกมาแล้ว แถมยังเต้นได้แทบทุกแนว ทั้งฮิปฮอป ฟลอปปิ้ง ร็อกกิ้ง บีบอย เฮาส์ ไนซ์เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เป็นสมาชิกวง ATLAS ว่า “ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้ทำสิ่งที่ตัวเราฝันกับเพื่อนๆ ที่เรารักและรู้จักกันดีที่สุด รู้สึกดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง” 

-ไนซ์ชอบการแสดงมาก่อนเหรอคะ

“เอาจริงผมเป็นนักเต้นมาก่อน แต่วันหนึ่งโอกาสมันเข้ามา ข้างๆ ที่เราซ้อมเต้นมีแคสต์นักแสดงพอดี เขาเห็นผมแล้วก็เรียกไปแคสต์ ตอนแรกที่ผ่าน ผมไม่ไปนะเพราะคิดว่าทำไม่ได้ จนงานเต้นหมด เลยคิดว่าจะไปลองดู มันได้เปิดโลกไปอีกแบบหนึ่ง มันก็เป็นบทเรียนเหมือนกันนะว่าการที่เราคิดไปก่อนว่าเราทำไม่ได้ ทั้งที่ยังไม่ได้ลองเลยด้วยซ้ำ มันกลายเป็นคติพจน์ในชีวิตเลยว่า อย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ถ้ายังไม่ได้ลอง” 

-แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้มาเป็นศิลปิน

“หลังจากแสดงสามปีผมก็ออกมารับงานเต้นเหมือนเดิม แล้วก็ถ่ายแบบ รับรีวิวสินค้าบ้าง เป็นช่วงที่ผมทำงานเยอะมากเพราะต้องดูแลครอบครัว ส่วนการมาทำกับ ATLAS มันเริ่มจากการที่ผมเป็นแดนเซอร์ให้ศิลปิน ผมเป็นแดนเซอร์หลัก ผมชอบการแสดงมากทั้งหน้ากล้อง หรือบนเวที มันรู้สึกเป็นตัวเองมากๆ แล้วก็อยากมีโอกาสอยู่เบื้องหน้าบ้าง อยากมีผลงานของตัวเอง จนในที่สุดก็ได้มาเจอกับเพื่อนๆ ในวงครับ”

-ไนซ์เริ่มเต้นมาได้อย่างไร

“มันเริ่มจากการที่ผมเป็นหอบตั้งแต่เกิด เข้าโรงพยาบาลบ่อยมาก ร่างกายไม่แข็งแรง พ่อก็ให้ไปเล่นกีฬา ทั้งฟุตบอล เทควันโด ว่ายน้ำ จะได้แข็งแรงสู้กับโรค แต่สุดท้ายผมก็เลิกหมด มันไม่สนุก จนเหลือชมรมเต้น แรกๆ ก็เริ่มจากตีลังกา บีบอย มันเหนื่อยนะ แต่ผมลืมไปเลยว่าเหนื่อยเพราะมันสนุก พอเห็นว่าเราชอบ พ่อก็ส่งเสริมมาเรื่อยๆ”

-เต้นมาตั้งแต่อายุ 11 จนถึงช่วงไหนถึงรู้ว่าเป็นสิ่งที่เรารักและกลายเป็นอาชีพ

“จริงๆ มันเริ่มจากตอนเด็กผมเป็นเด็กผอมๆ ฟันเหยิน โดนบูลลี่ เราก็เรียนอย่างเดียว จนเราได้มาเต้น แรกๆ ก็โดนบูลลี่อยู่ดี แบบ ‘เบื่อเด็กใหม่’ มีช่วงที่อยากจะเลิกนะ แต่พ่อก็พาไปเรียนเพิ่มจนเราพัฒนาเร็วมากๆ มันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่เพื่อนๆ เข้าหาเรา และยอมรับเรา เราก็ชอบตั้งแต่ตอนนั้น รู้สึกสนุก ได้มีสังคม ได้แชร์ความรู้กับเพื่อนมากขึ้น”

-แล้วการร้องเพลงล่ะ 

“ผมชอบมาตั้งแต่เด็กนะ แต่ผมเสียงเป็ด เสียงขึ้นจมูก มีแต่คนบอกให้กลับไปเต้นเถอะ มันเลยเป็นปมอย่างหนึ่ง แต่พอมีโอกาสได้ลอง เราแฮปปี้มากที่ตัวเองกล้าที่จะลอง จากตอนแรกไม่กล้าจะร้องสักโน้ตเลยด้วยซ้ำ เพื่อนๆ ในวงก็ช่วยกันพาเราไป มันเลยทลายกำแพง ผมว่าผมเป็นคนความรู้สึกเยอะมากเวลาร้องเพลง ดีใจที่ได้สื่อสารมันออกมา” 

-ไนซ์เป็นสายไหนในวง

“ผมว่าผมเป็นคนพูดมากนะ ร่าเริง ชอบเล่นมุกกับเออร์วิน ชอบเพิ่มเอเนอร์จี้ให้คนในวง แต่เราก็ชอบนอยด์เหมือนกัน แล้วก็เป็นผู้นำเมื่ออยู่ในห้องซ้อมเต้น” 

-ภูมิใจอะไรที่สุด ณ ตอนนี้

“ภูมิใจที่ตัวเองกล้าทำ ทั้งตอนที่เล่นซีรีส์ เต้น และร้องเพลง มันเติมเต็มเรามากๆ เพียงแค่เรากล้า”

-สงสัยว่าเวลาเต้น ในหัวคิดอะไร 

“ผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ เพราะซ้อมมาหนักมากจนจำได้แล้ว แค่ปล่อยไปตามความรู้สึก ณ ตอนนั้น ผ่านท่าทางการแสดงออกทางร่างกาย” 

-คิดว่าตัวเองเท่ตรงไหน

“มีคนบอกว่าเวลาผมเต้นจะไม่เหมือนตัวจริง ตัวจริงจะเป็นคนหวานๆ (หัวเราะ) ขี้อ้อน แต่พอเต้นมันเหมือนใช้อินเนอร์อีกด้านหนึ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว คนบอกว่าเท่ทั้งท่าทาง ไลน์เต้น แอตติจูดที่ออกมาครับ”

ERWIN 

เออร์วิน-แพทริค เพนนอร์ส

เพื่อนๆ เรียกเขาว่า ‘หรั่ง’ เพราะความที่เป็นลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส เออร์วินเติบโตที่เชียงใหม่ เคยประกวดนายแบบ และผ่านงานแสดงมาตั้งแต่อายุ 13 ด้วยความที่หน้านิ่งๆ น้ำเสียงหนักแน่น คุณอาจจะเผลอคิดไปว่าเขาเป็นรุ่นโตของวง แต่จริงๆ แล้วหนุ่มคนนี้อายุ 18 ปีเท่านั้น “อาจจะเพราะนิสัยที่ดูโตด้วยมั้งครับ ผมเลยไม่ได้ถูกทรีตเป็นน้องเล็กในวง แล้วเวลาเล่นเราก็เล่นเหมือนเพื่อนกันเลย แต่ผมเคารพรุ่นพี่ๆ นะ”

-สมัยมัธยมเป็นประธานนักเรียนด้วย แล้วยังชอบทำอะไรอีกบ้าง

“ผมเป็นคนชอบทำกิจกรรม เป็นนักกีฬาบาส เคนโด้ ชอบขี่ม้า ตอนเด็กก็เล่นเทนนิส เล่นกลอง กีตาร์ เบส เปียโน แล้วก็ทำเพลงด้วย (ทำไมทำหลากหลายมาก?) มันเริ่มมาจากตอนเด็กผมเป็น Tourette Syndrome (อาการกล้ามเนื้อกระตุก) ซึ่งทำให้เราเรียนแบบปกติเหมือนเพื่อนไม่ได้ เรียนได้ครึ่งวันก็ต้องไปเรียนรวมห้องเรียนสำหรับเด็กสมาธิสั้น คนก็จะมองว่าแปลกๆ หลังจากพยายามรักษา พ่อผมเลยให้ไปทำกิจกรรม ให้ลองทุกอย่างเลย ทั้งเต้น ทั้งแอ็กติ้ง จนได้มาค้นพบว่าดนตรีทำให้หยุดอาการนี้ได้”

-ความฝันวัยเด็กของเออร์วินคืออะไร

“ผมมาจากครอบครัวนักดนตรีครับ พ่อผมคลุกคลีอยู่กับวงการดนตรีที่ฝรั่งเศส เราก็ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเล่นดนตรีได้แทบจะทุกชนิด แต่ผมแค่เล่นเป็นงานอดิเรก พอได้มาสัมผัสกับมันจริงๆ ผมเลยรู้สึกชอบมากๆ ผมเคยดูรายการเดอะสตาร์ ชอบพี่บี้มากและเคยอยากประกวดด้วย แต่พอโตมาเรื่อยๆ ก็เริ่มได้ลองงานแสดงดู ก็เลยเอนเอียงไปทางแอ็กติ้งช่วงหนึ่ง ก่อนจะกลับมาหาดนตรีอีกครั้ง ความฝันของผมก็จะวนเวียนอยู่ในวงการนี้”

-ความรู้สึกเมื่อได้เป็นสมาชิกวง ATLAS 

“มันคือสิ่งที่เราฝันและพยายามมาตั้งแต่เด็ก พอมาถึงจุดที่ได้เป็นอย่างเป็นทางการ มันรู้สึกดีมากๆ จนไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดยังไง (แล้ววันแรกที่เดบิวต์ ทำอะไรบ้าง เช็คทวิตเตอร์?) เอาจริงผมไม่กล้าเปิดโทรศัพท์เท่าไหร่ตั้งแต่ก่อนขึ้นสเตจแล้ว รู้สึกแพนิก มีแต่คำถามเต็มไปหมด ว่าเราจะร้อง จะเต้นเป็นไง คนจะชอบไหม จะดีไหม ขณะที่เราดีใจมันก็มีความรู้สึกกลัวอยู่ด้วย แต่พอลงเวทีก็แฮปปี้มากๆ เรา express มันออกไปแล้ว”

-เป็นคนชอบเตรียมการหรือปล่อยไปตามธรรมชาติ

“ผมชอบเตรียมการ ชอบวางแผน ผมชอบที่ตัวเองเป็นเด็กโพสิทีฟ ขี้แกล้ง ซน สร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนในกลุ่ม น่าจะเป็นข้อดีของผม แต่ผมก็คิดเยอะ กลัวว่ามันจะไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผน ผมต้องถอยออกมาใช้เวลาตกตะกอน ดูว่าจะแก้ได้ไหม”

-แล้วนอกจากลุคแล้ว คิดว่าความเท่ของเราอยู่ตรงไหน

“เอาจริงๆ นะ ผมไม่เคยคิดว่าผมเท่เลย ผมคิดว่าผมติ๋มมากๆ ด้วยลุคมันดูเข้ม มันจะดูหวานไม่ได้อยู่แล้ว แต่ตัวเรารู้สึกว่าไม่ได้เข้มแบบนั้น… แต่ถ้าจะต้องตอบจริงๆ เอาเป็นเสียงผมแล้วกัน ผมว่าเสียงผมต่ำ มันฟังดูขรึม เท่ดี”

-มีแพสชั่นด้านอื่นไหม

“ยากมากๆ เพราะทั้งชีวิตผมทุ่มให้ดนตรีร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่ถ้าวันนึงต้องไปทำอย่างอื่น ก็คงอยากเปิดร้านอาหารเพราะผมชอบกิน แล้วพ่อผมก็เคยเป็นเชฟมาก่อนด้วย” 

-เป้าหมายปี 2022 

“ทำเพลง ทำเพลง ทำเพลงครับ แค่นั้นเลย” 

JET

เจ็ท-ภัทร์ไพบูลย์ โอภาสสุวรรณ

“จริงๆ แล้วตอนเด็กผมชื่อเฌอแตมครับ แต่ที่โรงเรียนคนออกเสียงไม่ค่อยได้ ก็เลยกลายเป็น ‘เจ็ท’ ตั้งแต่นั้นมา” เจ็ทเล่าให้เราฟัง ภาพลักษณ์ที่ดูเงียบๆ นิ่งๆ ดูเข้าหนุ่มวัย 24 คนนี้ เขาจบปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรมศาสตร์จากอังกฤษ ก่อนจะกลับมาตามฝันของตัวเอง “เรื่องที่เซอร์ไพรส์เกี่ยวกับตัวเองก็น่าจะเป็นการที่เราเป็นคนที่คิดบวก ผมเคยเป็นคนเนกาทีฟมากๆ ดีใจที่ผ่านจุดนั้นมาได้ สำหรับผมตอนนี้ก็คือ อยากจะใช้ชีวิตแบบ no regrets”

-ทำไมสนใจเรียนเป็นวิศวะจนถึงขนาดจบโท

“ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าผมชอบอะไร แต่ที่ไปเรียนเพราะคณิตเป็นวิชาที่เราทำได้ดี แล้วก็คิดว่ามันอาจจะตอบโจทย์เราในอนาคต คิดว่าถ้าเราจะทำธุรกิจ เราไปเรียนต่อโททีหลังก็ได้ แต่ถ้าวิศวะ มันต้องเรียนตั้งแต่ปริญญาตรี แล้วค่อยไปต่อด้านอื่นทีหลังได้ แล้วการไปเรียนต่อที่อังกฤษก็เรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลย คือตอนอยู่ไทย ที่บ้านเรามีทุกอย่างให้หมดเลย พอเราไปอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องดูแลตัวเองทุกอย่าง ทำให้เราโตขึ้นในระดับนึงเลย”

-แล้วมาค้นพบว่าอยากเป็นศิลปินได้อย่างไร

“ผมกลับมาที่ไทยเพราะส่วนหนึ่งเราก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้ด้วย เป็นช่วงก่อนใกล้จบปริญญาตรี เราต้องไปฝึกงาน ผมฝึกในหลายๆ สาขา แต่ไม่ชอบเลยสักอย่าง รู้สึกว่าไม่อยากใช้ชีวิตกับสิ่งที่ไม่ชอบ คิดหนักมาก แต่ลึกๆ รู้อยู่แล้วว่าเราชอบการเป็นศิลปิน แต่เราไม่คิดว่าเราจะเป็นได้ ไม่กล้าที่จะ express ความชอบในด้านนี้ แต่พอได้เข้ามาลอง ก็รู้เลยว่านี่แหละสิ่งที่อยากจะทำ ผมชอบมากๆ เลยนะ ถึงแม้ว่าตอนแรกอาจจะทำได้ไม่ดี แต่มันทำให้เรามีความสุข แต่ผมกลับอังกฤษไปเรียนต่อให้จบก่อนแล้วค่อยกลับมาตามฝันของตัวเอง”

-เริ่มฝึกตั้งแต่อายุ 21 พอได้เดบิวต์จริงๆ รู้สึกอย่างไร

“รู้สึกไม่อยากจะเชื่อมากกว่า เพราะเราโตมากับความคิดที่ว่าต้องเรียนจบมาทำงานวิชาการ ทำงานแบงก์ เป็นวิศวกรในโรงงาน ผมชอบดูพวกโชว์ไอดอล รู้สึกอิน ก็แค่คิดว่าถ้าเรามีโอกาสได้เพอร์ฟอร์มบนเวที มันคงอิ่มเอม แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ก็มีความสุขมากๆ แล้วยังได้รู้จักเพื่อนๆ อีก 6 คน รู้สึกว่าทุกอย่างมันลงตัว” 

-เวลาอยู่กันเองในวง เป็นคนนิ่งๆ แบบนี้ไหม 

“ผมไม่ได้นิ่งขนาดนั้นนะ แต่บางทีเวลาอยู่กันครบ ผมจะเป็นคนนั่งฟังเวลาทุกคนพูด (เป็นคนคอยให้คำปรึกษา?) จริงๆ เราก็ปรึกษากันได้ทุกคน แต่ถ้าวิชาการหรือใครต้องการกำลังใจก็จะมาหาผม”

-เป้าหมายที่มีต่อวง ATLAS 

“อยากไปให้ไกลที่สุด อยากมีคอนเสิร์ตของตัวเอง แต่ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ มันมีภาพหนึ่งในหัวที่อยากให้เป็นจริง คืออยู่บนเวทีแล้วหันหลังมาเจอทุกคน เราเห็นภาพนี้มานานมากแล้ว”

-การอยู่ในวงนี้ ชอบอะไรที่สุด

“การทำงานร่วมกัน การอยู่ด้วยกัน การที่เราแชร์ทั้งสุขและทุกข์ ความสู้ไม่ท้อ แล้วก็มิตรภาพ คือผมรู้สึกว่าบางทีเรามีปัญหากับใคร ไม่ต้องเคลียร์ใจกันก็ได้ แต่กับเพื่อนๆ 6 คนนี้ไม่ได้เลย เรายินดีที่จะปรับตัวเข้าหากัน พวกเราเป็นมากกว่าเพื่อน เป็นครอบครัวไปแล้ว”

-เจ็ทมีแพสชั่นด้านอื่นไหม

“เมื่อก่อนผมชอบเล่นกีฬา เวกบอร์ด เล่นบาส ตีแบด แต่ตอนนี้ผมสนใจด้านการลงทุน ก็ศึกษาเรื่องคริปโต ค่อยๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ฟังพอดแคสต์ ผมอยากทำมันควบคู่กันไปกับการเป็นศิลปิน”

-แล้วมีอะไรที่ชอบและไม่ชอบในตัวเองไหม

“ผมชอบทุกนิสัยของตัวเอง ผมแฮปปี้กับการเป็นตัวเอง ไม่ค่อยผิดหวังกับการเป็นตัวเอง ผมว่าทุกอย่างในชีวิตทำให้เป็นผมในวันนี้ เรื่องดีที่เกิดขึ้นก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ส่วนเรื่องเศร้าก็สร้างเกราะป้องกันให้เรา ทำให้เราเข้มแข็ง” 

MUON

มิวอ้อน-ณณณ นามปีติ

เชื่อว่าใครๆ ก็ต้องสะดุดหูเมื่อได้ยินชื่อของหนุ่มคนนี้ ชื่อของเขาคือมิวอ้อน ที่แปลว่าประจุไฟฟ้า แต่เพื่อนๆ ในวงเรียกเขาว่า ม้วน เพราะอ่านชื่อไม่ออกในตอนแรก ปัจจุบันนี้มิวอ้อนในวัย 18 เป็นนิสิตที่ BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมยังพูดได้ว่าเป็นคนที่เรียนดี กีฬาเด่นจริงๆ แม้จะต้องทำงานในวงการควบคู่ไปด้วย เขาบอกกับเราว่า “ถ้าเป็นตอนนี้ ก็อยากจะทำให้ความฝันในการเป็นศิลปินไปให้ไกลที่สุด แล้วก็อยากจะทำมันให้นานที่สุดครับ”  

-จุดเริ่มต้นที่ทำให้มิวอ้อนชอบร้องเพลง 

“ผมเคยเรียนร้องเพลงมาก่อนตอนเด็กๆ แต่ในช่วงวัยที่เสียงกำลังเปลี่ยน เคยได้รับคอมเมนต์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทำให้เสียความมั่นใจ เลยหันไปเล่นกีฬา เรียนศิลปะ ไปทำอย่างอื่น จนวันหนึ่งไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน เพื่อนบอกว่าทำไมร้องดีจัง เลยรู้สึกว่าเราอาจจะตามฝันเราได้ แล้วก็อยากทำตามศิลปินที่เราชอบครับ ผมเลยกลับมาเริ่มเรียนจริงจัง และได้ค้นพบว่ามันสนุก เหมือนได้ใช้ร่างกายเราเป็นเครื่องดนตรี”

-ครอบครัวส่งเสริมเราในด้านนี้ไหม

“แรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่เพราะครอบครัวอยากให้ผมไปทางด้านธุรกิจมากกว่า แต่ผมคิดว่าการจะเป็นศิลปินมันทำได้ในช่วงวัยหนึ่ง เราก็อยากจะใช้ช่วงเวลาในชีวิตที่เราทำได้ทำมันอย่างมีความสุข แล้วพอผมพิสูจน์ว่ามันเป็นไปได้ ทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตอนนี้ที่บ้านก็สนับสนุนเต็มที่มากๆ ครับ”

-จริงจังกับความฝันนี้ตั้งแต่ตอนไหน

“น่าจะตอนที่ได้มาเจอทุกคนนี่ล่ะครับ ผมรักการร้องกับการเต้นมานานแล้ว เคยอยากเป็นศิลปิน แต่มันไม่มีอะไรจุดประกายเรา แล้วพอมาเจอทุกคน เราสัมผัสได้ถึงพลังที่พวกเขาส่งมา เราก็อยากจะไปต่อด้วยกัน”

-จากที่เห็น ทุกคนมีสไตล์ ความชอบ แบ็กกราวด์ที่ต่างกัน คิดว่าอะไรทำให้มันลงตัว

“ผมว่าน่าจะเป็นความ open-minded ของเราทุกคน จริงๆ ที่ผ่านมาก็มีบ้างที่ทะเลาะกัน คิดเห็นไม่ตรงกันน่ะครับ แต่เราเรียนรู้ที่จะรับฟัง และแชร์กัน”

-ภูมิใจอะไรที่สุดในชีวิต

“เรื่องเดบิวต์นี่แหละครับ มันเป็นความชอบแรกที่กลายมาเป็นความหลงรักและเป็นรูปเป็นร่าง เป็นสิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทำด้วยตัวเองจนมาถึงจุดนี้ เลยภูมิใจในตัวเองและภูมิใจในทุกคนด้วย”

-มีอะไรที่ชอบและไม่ชอบในตัวเองบ้างไหม

“ผมเคยไม่ชอบอะไรหลายๆ อย่างในตัวเอง แต่พอเราโตขึ้นก็ได้รู้ว่าการไม่มั่นใจในตัวเองมันส่งผลต่อเรายังไง เราทำให้สิ่งที่เรามีมันออกมาดีที่สุดจะดีกว่า แต่ก็มีสิ่งที่ผมชอบในตัวเองด้วยนะ ผมว่าผมมีความมั่นใจกับการเพอร์ฟอร์มบนเวทีกับการส่งสารให้ผู้ชม เวทีเป็นที่ที่ผมรู้สึกเป็นตัวเอง”

-อยากพัฒนาตัวเองในด้านไหนอีก

“สกิลการร้องและเต้นต้องพัฒนาต่อไปไม่หยุดอยู่แล้วครับ… แต่ผมอยากจะมีความคิดที่โตขึ้น อยากเข้าใจคน เข้าใจชีวิตมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจ เราก็จะปล่อยวางได้เร็วขึ้น” 

-ประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดในชีวิต

“น่าเป็นตอนไปแข่งวอลเลย์บอลที่สิงคโปร์ ตอนนั้นเรียนอยู่มัธยม หลังจากพลาดชิงเหรียญทอง เราต้องมาแข่งชิงเหรียญทองแดง ตอนนั้นทั้งทีมยอมแพ้กันหมดแล้ว เพราะไม่ได้ที่หนึ่งแล้วไม่รู้จะเล่นไปทำไม แต่ผมอยากทำให้มันเต็มที่ อาจจะเพราะมันเป็นทัวร์นาเมนต์แรก ผมไม่อยากกลับบ้านมือเปล่า แล้วเพื่อนๆ สัมผัสได้ถึงความไม่ยอมแพ้ มันเลยเป็นการปลุกใจทีมให้สู้ขึ้นมา ผมว่าการเล่นวอลเลย์บอลทำให้ผมโตขึ้น ได้เข้าใจคนอื่น และรู้จักที่จะสามัคคีกันมากขึ้น” 

-เราเป็นไฟเตอร์ในเรื่องอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า

“ผมไม่ค่อยยอมแพ้ครับ ถึงผมจะดูเงียบๆ นะ”

-คิดว่าความเท่ของเราอยู่ตรงไหน

“ผมไม่รู้นะว่าอะไรทำให้เท่ แต่เวลาเพอร์ฟอร์มผมก็พยายามเป็นตัวเองที่สุดและก็มั่นใจ อาจจะเป็นจุดนี้ก็ได้”

Writer: Pimpilai Boonjong

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Makeup: Kwankhao Sumalee

Hair: Nikom Noikham

Photographer Assistant: Nitipol Umbangtalad

Stylist Assistants: Chatchai Thinwilai, Supisara Taweesuk

Special Thanks: River City Bangkok Tel: 0-2237-0077 www.rivercitybangkok.com






Other Articles