Tuesday, December 7, 2021

ในความแยบยลของ ‘นักรบ มูลมานัส’ ที่แสดงออกผ่านการซ้อนทับของรูปภาพ

ถ้างานศิลปะสามารถบ่งบอกความหลงใหลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของศิลปินได้ภาพเหล่านี้คงฟ้องได้ดีว่าโต๊ด-นักรบมูลมานัสอินกับความเป็นไทยและขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ขนาดไหนคุณค่าของสิ่งเก่าๆในอดีตดึงดูดให้เขาทดลองทำงานศิลปะเพียงเพื่อจะสร้างค่าให้คนมองเห็นและจดจำในคราวที่หลงลืมเมื่อ ‘เก่า’ หลอมรวมกับ ‘ใหม่’ ด้วยเทคนิคอันแยบยลในการทำคอลลาจบนความชอบที่ไม่เคยจืดจางเป็นเวลาร่วม 7 ปี

ทำไมต้องเป็นคอลลาจ

“ตอนมหา’ลัยเราเรียนประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี เราชอบเรื่องเก่าๆ ของเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือสื่อสิ่งพิมพ์ แล้วเก็บสะสมด้วย เพราะว่าเติบโตมาในบ้านที่คุณแม่เป็นช่างทำผม รับแม็กกาซีนเยอะ คุณพ่อชอบของเก่า แต่ไม่ได้เป็นกูรูหรือเซียนขนาดนั้น เราเติบโตมาในวัฒนธรรมการอ่านแม็กกาซีนอะไรแบบนี้ ทำให้อยากสร้างสรรค์งานบางอย่างที่มีสองพาร์ตนี้รวมกัน เรามีแมทีเรียลที่เป็นกระดาษ แล้วก็หลงใหลในกาลเวลาของมัน เลยเริ่มต้นจากการหยิบจับสิ่งนี้ ทั้งแม็กกาซีนและรูปภาพเก่ามาตัดและแปะเป็นรูปต่างๆ

ถามว่าเกิดขึ้นตอนไหนคงตอบยาก เพราะเริ่มต้นครั้งแรกๆ ตอนเรียนประถม-มัธยมที่เราได้ทดลองตัดแปะในวิชาประดิษฐ์เรื่อยมา จนกระทั่งเข้ามหา’ลัยได้ไปเรียนวิชานอกคณะและได้ทำสิ่งที่เรียกว่ามู้ดบอร์ดในการทำงานดีไซน์หรืองานศิลปะ เราได้หยิบจับสกิลเหล่านี้มาใช้อีกครั้งหนึ่ง และพบว่าเราแฮปปี้กับมัน แล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบให้ตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องมีทักษะที่เป๊ะ แต่เราสามารถถ่ายทอดภาพในหัวออกมาได้

เรารู้สึกว่าของเก่ามีคุณค่าในรูปแบบของเขา การอยู่ในบริบทดั้งเดิมอาจจะมีคนดูน้อยหรือกลุ่มผู้ชมจำกัด แต่ถ้าเราหยิบจับมานำเสนอในรูปแบบที่ใหม่มากขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงบริบทนิดหนึ่ง มันทำให้ของสิ่งนั้นดูมีความหมายและมีคุณค่าที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดการตั้งคำถามด้วยว่าของเก่าควรอยู่ในบริบทที่เก่าอย่างเดียวหรือเปล่า”

เดาว่าคุณน่าจะมีความขบถอยู่ในตัวเหมือนกัน

“คิดว่ามีนะ (หัวเราะ) เราเติบโตมาตามกรอบและอยู่ในครอบครัวที่ตามขนบ เราค้นพบว่ามันมีกรอบต่างๆ มากมาย แล้วการที่ภาพภาพหนึ่งปรากฏอยู่ในแม็กกาซีนหรือในบริบทของมัน แต่เราเป็นคนที่หยิบจับสิ่งที่มันจบอยู่แล้ว เอามาตัดและเรียบเรียงใหม่ เรารู้สึกว่าเป็นการทำลายกรอบเบาๆ ประมาณหนึ่งเหมือนกัน (แรกๆ ทราบว่าเสียงวิจารณ์ถาโถม ช่วงนี้ซาลงหรือยัง?) คอมเมนต์ลบก็ท่วมท้น บวกก็ท่วมท้น (หัวเราะ) คือแปลกมาก อนุรักษ์นิยมบางคนก็ชอบเลย บางคนก็เกลียดเลย มันหลากหลาย บางทีเราก็ไม่อยากหลงระเริงกับคอมเมนต์บวกมากเกินไป หรือรู้สึกแย่กับคอมเมนต์ลบ ขอโฟกัสกับสิ่งที่ทำดีกว่า

ช่วงแรกที่คนคอมเมนต์ก็ตกใจนิดนึง รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันแย่เหรอ หรือว่าไม่ถูกไม่ควรหรือเปล่า เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะเหมือนกัน แต่ด้วยความที่เราตระหนักได้ว่าเราเรียนเอกไทยมาโดยตรง และค้นหาข้อมูลมากพอ การจะทำอะไรที่นอกกรอบออกมาหน่อย เราต้องรู้ว่ากรอบมันคืออะไร เราจะไม่ทำอะไรที่แย่หรือทำลาย เราไม่ได้เกิดมาเป็นคนที่ทำลายล้างขนาดนั้น คือคำว่าขบถมันไม่เท่ากับการทำลายนะ เราแค่ปรับเปลี่ยนบริบท บางทีกรอบหรือจารีตอาจถูกมองว่าเป็นกรอบสีทองที่สวยงาม แต่ว่าอีกนัยหนึ่งอาจเป็นกรงที่ขังอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้”

หมายความว่าคุณต้องตีกรอบให้ตัวเองเหมือนกัน

“ใช่ครับ เรารู้ว่าเราขบถ เราทลายกรอบ แต่จริงๆ แล้วเรามีกรอบใหญ่ของเราอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นกรอบแบบว่าในระดับจิตใต้สำนึกหรือจิตสำนึก เราก็ไม่รู้ สมมติว่าเราจะ aggressive หรือพูดอะไร เราจะแปลงสิ่งเหล่านั้นให้เป็นสัญลักษณ์ เพราะมันเป็นจริตของเรา อย่างถ้าจะทำเรื่องความรุนแรงหรือความตาย มันสนุกกว่าถ้าเราทำภาพที่เป็นสีสดใสแต่ว่าซ่อนด้วยนัยต่างๆ การใช้สีดำสีแดงบางทีมันตรงไป เราว่าความสนุกของศิลปะคือการซุกซ่อน แล้วคนที่เห็นก็จะเห็น มันสนุกตรงนี้มากกว่า”

การหยิบรูปเก่ามาใช้ในงาน ถามจริงว่ายังไม่เคยถูกฟ้องใช่ไหม

“ไม่โดนๆ และหวังว่าจะไม่โดน (หัวเราะ) เพราะต้องป้องกันตัวเองเยอะนิดนึงในเรื่องเหล่านี้ เราหาข้อมูลมาครบถ้วนเหมือนกัน ทั้งในแง่มุมศิลปะและแง่มุมกฎหมาย อย่างรูปภาพต้องดูให้แน่ว่าเป็น public domain (กฎหมายลิขสิทธิ์ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน) ถ้าต้องใช้รูปอะไรที่เป็นปัจจุบันเราจะซื้อจากสต็อกโฟโต้ (แต่บางคนยังมีชีวิตอยู่ คุณเอาเขามาใส่นาฬิกาได้เหรอ?) คนนั้นเขาเป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ได้เป็นสาธารณสมบัติ (หัวเราะ)”

ถ้างานที่ทำออกมาแต่คนส่วนใหญ่ไม่เก็ต คุณรู้สึกอย่างไร

“ตอนเด็กๆ อาจรู้สึกว่า เอ้ย! เราซุกซ่อนความหมายเลข 1 ไป เราอยากให้ทุกคนเห็น แรกๆ เรานำเสนอทางเพจและอินสตาแกรม แต่พอได้นำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น นิทรรศการ ทำโชว์ เราค้นพบว่าหมายเลข 1 ที่เราใส่ลงไปมันไม่จำเป็นว่าคนอื่นจะต้องเห็น 1 บางคนอาจเห็น 1.5 บางคนเห็น -1 หรือ 3 4 5 6 ก็ได้ หรือถ้าเราทำอะไรบางอย่างแล้วคนตีความออกมาได้หลากหลายมาก จนบางครั้งเราก็เอ้ย! ไม่เคยคิดตรงนี้เลยนะ เราว่าสนุกดีที่จะมีคนต่อยอดไปเรื่อยๆ มันคือเสรีภาพทางความคิดด้วย จริงๆ เราอาจจะต้องการสิ่งนี้ก็ได้ มากกว่าที่เราใส่ 1 ลงไปแล้วให้คุณมาเห็นเลข 1 เราคิดว่านี่แหละความมหัศจรรย์ของศิลปะ ความสนุกของศิลปะคือการที่เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา หรือคนอื่นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา แต่มันนำไปสู่บทสนทนาที่ก้าวไกลไปกว่าความคิดดั้งเดิมที่ศิลปินคิด”

คอลลาจที่ทำด้วยมือ กับคอลลาจที่ทำในคอมพ์ ต่างกันอย่างไร

“การทำมือมันสนุก เป็นการเริ่มต้นที่ดีเหมือนกันและช่วยฝึกได้เยอะ อีกอย่างคือมันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ เราคิดว่าแต่ละอย่างก็มีความพิเศษของมันอยู่ งานมือแน่นอนว่าเป็นอะไรที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยมีอยู่แล้วมานาน ความคอลลาจถ้าตัดมือก็จะได้อีกอารมณ์หนึ่ง แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านแมทีเรียลบางอย่าง เคยคิดเหมือนกันว่าดิจิตัลมีคุณค่าน้อยกว่าทำมือหรือเปล่า แบบว่าเราไม่ได้ใช้แมทีเรียลจริง แล้วก็เป็นขนบมาตั้งนานแล้วว่างานศิลปะต้องทำด้วยมือ แต่ว่ายุคสมัยนี้พอมาใช้ดิจิตัล เรารู้สึกว่ามันง่ายต่อการนำไปผลิตซ้ำหรือแก้ไขเพิ่มเติม และเล่นกับข้อจำกัดได้เยอะกว่า สมมติว่าแมทีเรียลเป็นโปสการ์ดอันหนึ่งแล้วไซส์เล็กมาก แต่เราอยากทำให้เป็นงานชิ้นใหญ่ก็สามารถทำได้ พยายามจะคิดว่าเครื่องมือดิจิตัลหรือนวัตกรรมต่างๆ เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เหมือนเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราลบข้อจำกัดในการทำงานได้”

ปีที่แล้วคุณไปเป็นศิลปินพำนักที่ฝรั่งเศส เล่าที่มาให้ฟังหน่อย

“เราไปโปรแกรมที่เรียกว่า Artist Residency ได้ไปทำงานที่ฝรั่งเศสมาปีนึง เป็นทุนที่เราต้องสมัครเข้าไป คิดว่าเป็นการเรียนปริญญาโทเหมือนกันนะ ตึกที่เราอยู่มีประมาณ 300 สตูดิโอ มีศิลปินจากทั่วโลกมาอยู่ด้วยกัน เราได้โชว์งานร่วมกับศิลปินหลายๆ คน รู้สึกว่าการที่มีสตูดิโอเยอะมันทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะคนที่มาจากแบ็กกราวด์ต่างกัน คิดว่าเป็นโปรแกรมที่ดี ได้เห็นว่าที่อื่นเขาเลี้ยงอาร์ทิสต์ดีเหมือนกันนะ

เอาจริงเหมือนเขากล่อมเรานิดนึง เราไปอยู่แล้วก็หลงเขานิดนึง (หัวเราะ) (เขากล่อมว่า?) อาร์ทิสต์ที่นี่มันดี แล้วเขาก็สนับสนุนงานศิลปะด้วยนะ เลยอดเปรียบเทียบกับที่เราอยู่ไม่ได้ว่าของเราเนี่ยกว่าจะตั้งตัว อีกทั้งคนที่เห็นคุณค่าก็ไม่ได้เยอะมาก คนเสพก็อยู่ในแวดวงจำกัด ขณะที่ในอีกสังคมหนึ่งซึ่งเขามีรากฐานทางศิลปะวัฒนธรรมมาเนิ่นนานแล้ว ทำให้เราเห็นว่ามันถูกให้ค่าต่างกัน

แต่ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาเรื่องของศิลปะวัฒนธรรม การออกแบบของไทยก็มีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นเยอะมาก ศิลปินไทยเก่งเนอะ แต่เสียดายที่บางคนต้องละทิ้งความฝันและสิ่งที่รักไป เพราะว่าเขาจะต้องเข้าสู่ตลาดทุนนิยมแห่งนี้ บางทีเรานั่งทำงานศิลปะขาย เราจะขายใคร เราจะขายยังไง ปากท้องก็สำคัญเหมือนกัน อาจทำให้หลายคนตัดสินใจว่า โอเค ฉันเข้าระบบไปทำงานประจำที่แน่นอนก็ได้ เรารู้สึกว่า ecosystems โดยรวมยังไม่รันไปได้ขนาดนั้น แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะหาที่ทางหรือหาเลี้ยงชีพได้โดยการเรียกตัวเองว่าศิลปิน”

เชื่อว่าคุณทำงานเพราะความสนุก เคยมีความรู้สึกว่าไม่สนุกบ้างหรือเปล่า

“จริงๆ มันก็มีความตันตามสไตล์การทำงานสร้างสรรค์ เพราะเราจะบังคับตัวเองให้คิดออก ตีโจทย์ได้ทุกครั้ง หรือทำภาพให้สำเร็จออกมาเป็นผลลัพธ์ที่สวยงามได้ตลอด บางทีมันก็ไม่ได้ บางครั้งกระบวนการคิดเราเป็นแบบนี้ แต่พอหาแมทีเรียล เอ้ย! มันไม่ได้ ภาพมันไม่ลง หรือว่างานออกแบบปก สมมติได้หนังสือที่ไม่อินเลย มันยากเหมือนกันในการจะปั้นออกมา แต่ว่าเราจะพยายามถอดคาแร็กเตอร์ตามที่เล่มนั้นพูดออกมา หรือใช้วิธีทำงานแบบดีไซน์และศิลปะควบคู่กันไป บางงานต้องใช้การคิดแบบภาพประกอบเยอะหน่อย หรือบางงานที่เราฟรีสไตล์ได้ ต้องดูบริบทของมันเหมือนกัน”

แล้วคุณเติมจินตนาการหรือหาแรงบันดาลใจด้วยวิธีไหน

“ก็ต้องไปดูเพิ่ม ทุกวันนี้ต้องอัพเดตตัวเองเยอะเหมือนกัน คนอื่นเขาจะอัพเดตกับของใหม่ แต่เราจะอัพเดตกับของเก่าว่ามันมีอะไรอยู่บ้าง วิชวลนี้หรือเรื่องราวประมาณนี้เราต้องหยิบจับไปเชื่อมโยงกับอะไร รู้สึกว่าชีวิตเราเหมือนเดี๋ยวก็อยากรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ บางเรื่องที่เคยรู้แต่ลืมไปแล้ว เราก็อยากกลับไปอ่านอีกครั้ง เรารู้สึกว่าชีวิตคนไม่สามารถจะรู้ทุกเรื่องได้ตลอดเวลา”

แน่นอนว่างานคอมเมอร์เชียลต้องทำตามโจทย์ แล้วเวลาคุณสร้างงานตัวเองล่ะ

“มันเป็นโจทย์ของศิลปินเหมือนกันเนอะ แล้วแต่คนว่าจะทำเรื่องอะไร บางคนก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราทำงานเป็นศิลปินในรูปแบบของการทำภาพประกอบและทำปกหนังสือเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าจะสร้างงานส่วนตัว เราจะคิดว่าช่วงนี้เราสนใจอะไร ซึ่งก็จะประมาณเรื่องวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ อาจจะเป็นเพราะแมทีเรียลที่เรามี และเป็นความสนใจของเราอยู่แล้ว”

อย่างในงานนิทรรศการ ‘Photo-Alchemy’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์ Galleries’ Nights ซึ่งจะจัดวันที่ 26-27 พ.ย. นี้หรือเปล่า

“เราสนใจเรื่องภาพถ่ายอยู่แล้ว นิทรรศการนี้เกิดจากการที่เราสนใจภาวการณ์เข้ามาครั้งแรกของกล้องถ่ายรูป การที่ชาวตะวันตกคนหนึ่งเอากล้องเข้ามาในสยามเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมันส่งผลกระทบอะไรกับสังคมไทยบ้าง พอไปค้นเรื่องนี้มาก็สนุกดี ตอนนั้นคนไทยคิดว่านี่มันคือสิ่งประดิษฐ์อะไร เป็นมนตราหรือเปล่า เหมือนทำ replica ของเราออกมาได้ จะมีความเชื่อว่าไม่ควรถ่ายรูปเพราะมันเหมือนดึงวิญญาณของเราออกมาส่วนหนึ่ง ความกล้าๆ กลัวๆ ของคนไทยตอนที่จะถ่ายรูปแรกเริ่ม หรือสายตาที่ชาวตะวันตกมองเราในฐานะที่เป็นโมเดลของรูป โดยผ่านดีไวซ์ก็คือกล้องถ่ายรูปอีกอันหนึ่ง เป็นความตึงเครียดหรืออะไรหรือเปล่าที่มันอาจจะพูดไปถึงเรื่องอื่นที่เกิดขึ้นในสังคมตอนนั้นได้ เช่น การที่วัฒนธรรมฝรั่งหลั่งไหลเข้ามา หรือภาวะตึงเครียดจากการล่าอาณานิคม

ที่เล่นกับคำว่า Alchemy (การเล่นแร่แปรธาตุ) เพราะเหมือนกับภาวะที่คนไทยสมัยก่อนมองว่าการถ่ายรูปเป็นยังไง เรามองเห็นประเด็นนี้แล้วหยิบจับมา แล้วเราก็ทำการเล่นแร่แปรธาตุมันอีกครั้งด้วยโปรแกรมดิจิตัลของเรา โดยการบอกว่ามันเป็นเลเยอร์ทับซ้อนของความทรงจำ เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องการเจอกันของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก นิทรรศการนี้จัดขึ้นที่ Alliance Française Bangkok วันที่ 26 พฤศจิกายน จนถึง 31 มกราคม 65”

มีอะไรที่อยากทำกับคอลลาจอีกบ้าง

“อยากทำเป็นประติมากรรม อาจจะยากสำหรับเราเหมือนกันเพราะเราไม่ได้เก่งเรื่องเทคนิค แต่มันก็เป็นไปได้ ตอนนี้ที่เริ่มทำก็คือกวีคอลลาจ เราเอากลอนเก่าๆ มาต่อกันเป็นวรรณกรรม อะไรแบบนี้เกิดจากความบังเอิญทั้งนั้น (แสดงว่าต้องมีคลังคำในหัวเยอะมาก?) อย่างที่พูดน่ะครับว่าสิ่งที่เราเคยรู้ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมาเราต้องไปอยู่ในคอนดิชั่นเรื่องอื่นๆ มากขึ้น ทำให้คลังที่เรามีอยู่ ถ้าเราไม่กลับไปดู ไม่กลับไปอัพเดต ไม่กลับไปคิด มันก็ทำให้ตกหล่นเลือนหายไปเหมือนกัน”

7 ปีที่แลกมากับการเติบโตบนเส้นทางศิลปะ

“ตอนแรกงานเรามันเริ่มจากการที่เราเห็นคุณค่า เรา appreciate เรื่องวัฒนธรรม แต่พอเราโตขึ้นแล้วโลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ทำให้เราตั้งคำถามกับวัฒนธรรมมากขึ้นว่ามันควรจะไปในทิศทางไหน วัฒนธรรมสร้างเราขึ้นมา แต่มันจำกัดอะไรเราด้วยหรือเปล่า หรือทำให้เราเป็นแบบที่ผู้สร้างวัฒนธรรมต้องการจะให้เป็นหรือเปล่า เหมือนเราตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น สิ่งที่เราเห็นว่าสวยงามอย่างเดียว เรามองเห็นมันในแง่มุมต่างๆ มากขึ้น รู้สึกว่าก็เป็นไปตามวัย แล้วเดี๋ยวสัก 40 เราอาจจะรู้สึกว่า เออ… สวยดี แล้วเราก็หยุดแค่ตรงนั้น อย่าไปตั้งคำถามอะไรเลย (หัวเราะ)”

Artist Portrait: Narin Lourujirakul

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Artwork: Courtesy of The Artist

Special Thanks: Malee Brew & Bloom. Tel. 0-2165-0798

Other Articles