Tuesday, December 7, 2021

อิทธิพลของเครื่องประดับและนาฬิกาที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

ตามหลักสุนทรียศาสตร์ในการวิเคราะห์ศิลปะ ภาพยนตร์คือศิลปะแขนงที่ 7 ที่รวมศิลปะแขนงอื่นไว้มากมาย และภาพยนตร์ยังทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและห้วงเวลาให้คงอยู่ตลอดกาล อิงมาร์ เบิร์กแมน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวสวีเดนได้กล่าวไว้ว่า “ภาพยนตร์คือความฝัน ไม่มีศิลปะใดจะเข้าสู่จิตสำนึกของเราได้เหมือนที่ภาพยนตร์ทำ มันทะลุทะลวงความรู้สึก ลึกลงไปในห้องมืดแห่งจิตวิญญาณของเรา” ไม่แปลกที่เราจะเห็นแบรนด์ต่างๆ พยายามเชื่อมโยงตนเองเข้ากับศิลปะอันทรงคุณค่านี้ ทั้งการดึงเอานักแสดงชั้นนำมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสนับสนุนการมอบรางวัลหรือจัดเทศกาลภาพยนตร์ ไปจนถึงการให้ทุนสร้าง

แต่นอกเหนือไปจากการที่ภาพยนตร์เป็นศิลปะอันทรงคุณค่าในตัวมันเองแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะว่าภาพยนตร์หรือโลกมายานี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้ชม และทำให้แบรนด์ต่างๆ แทรกซึมเข้าสู่จิตใจของผู้ชมได้อย่างแนบเนียน หากเทียบกับคอนเทนต์ ‘ใครใส่อะไร’ ที่มักเกิดขึ้นตามงานเรดคาร์เพ็ต งานประกาศรางวัล หรืองานเปิดตัวภาพยนตร์ การได้รู้ว่าดาราซึ่งสวมบทตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ สวมเครื่องประดับอะไรเข้าฉากเป็นการสร้างภาพให้คนจดจำไปได้นานแสนนานยิ่งกว่า หรือไม่ก็เป็นที่กล่าวขวัญจนดังกระหึ่ม กลายเป็นเทรนด์ หรืออาจจะถึงขั้นนำไปสู่ยอดขายที่เพิ่มขึ้น

มากกว่าพร็อพประกอบฉาก

เพราะภาพยนตร์คือศิลปะของการบอกเล่าเรื่องราว และสิ่งสำคัญก็คือการบอกเล่าให้สมจริง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์แฟนตาซี ซูเปอร์ฮีโร่พีเรียด หรือรอมคอมก็ตาม ความสมจริงของตัวละครจะถูกนิยามจากวิธีการพูดจา การกระทำ การแสดงออก ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่แปลกที่การใส่โปรดักต์เข้าไปในฉาก หรือ product placement จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งนอกจากเสื้อผ้าที่มักได้รับความสนใจเป็นพิเศษแล้ว ช่วงหลังมานี้บรรดาเครื่องประดับได้เข้ามามีบทบาทและช่วยเสริมคาแร็กเตอร์ให้ยิ่งสมจริง

ในสมัยก่อนเราอาจเคยได้ยินเรื่องที่ดาราสวมใส่เครื่องประดับของตัวเองเข้าฉาก อย่างเช่น รูดอล์ฟ วาเลนติโน ซึ่งรับบทชีคในเรื่อง Son of The Sheik (1926) ทั้งที่แต่งตัวเป็นชาวอาหรับ แต่เขากลับสวมนาฬิกาคาร์เทียร์ แทงก์ไว้บนข้อมือโดยไม่ยอมถอด เช่นเดียวกับเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ผู้หลงใหลในอัญมณี เธอสวมใส่สมบัติส่วนตัวเข้าฉากหลายเรื่อง รวมทั้งเกรซ เคลลี ที่สวมแหวนหมั้นเพชรทรงเหลี่ยมมรกตขนาด 10.47 กะรัตจากคาร์เทียร์ ซึ่งเจ้าชายเรเนียร์ที่ 3 แห่งโมนาโกประทานให้เข้าฉากในเรื่อง High Society ซึ่งเข้ากับบทคู่รักไฮโซจนตัวละครพระเอกต้องเอ่ยถึงในเรื่อง “เพชรใหญ่เสียจริงนะแซม นี่คุณขุดมาให้เธอเองหรือเปล่า จอร์จ”

JR_024_0996.DNG

การที่ดาราดังเลือกสวมจิวเวลรี่สักชิ้นหรือนาฬิกาสักเรือนเข้าฉากเองกลายเป็นการโปรโมตแบรนด์อย่างประเมินค่าไม่ได้แต่การหยิบยืมเครื่องประดับจากแบรนด์หรือการที่แบรนด์ให้ยืมผลงานมาเข้าฉากเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงยุค 1930s ซึ่งเป็นยุคทองของฮอลลีวูด โดย Trabert & Hoeffer-Mauboussin เป็นแบรนด์แรกที่ได้เครดิตในจอ แต่แบรนด์ที่เรียกได้ว่ามีบทบาทเด่นไม่น้อยก็คือ Cartier ทั้งในเรื่อง The Great Gatsby เวอร์ชั่นแรกซึ่งจิวเวลรี่ของนางเอกทุกชิ้นมาจากแบรนด์แห่งปลาซวองโดมรายนี้ และในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง How To Steal a Million ออเดรย์ เฮปเบิร์น ซึ่งรับบทเป็นนิโคลก็สวมแหวนเพชรและนาฬิกาคาร์เทียร์ แทงก์ขณะวางแผนปล้นกับเพื่อน

กว่าจะได้มาเข้าฉาก

การได้เครื่องประดับที่เข้ากับเรื่องราวมาเข้าฉากด้วยจึงเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวสมจริง (อย่างภาพยนตร์เรื่อง Apollo 13 ก็ต้องคู่กับมูนวอทช์ของ Omega) ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างนิยามตัวละคร ไม่ว่าจะบทบาทมหาเศรษฐี ราชวงศ์ ซูเปอร์ฮีโร่ หญิงผู้ดีในยุคอดีต หรือบางครั้งยังมีส่วนในการเล่าเรื่องด้วย อย่างภาพยนตร์สายลับทั้งหลายที่มักมีนาฬิกาเป็นหนึ่งในอาวุธลับ แถมนาฬิกายังแสดงอภินิหารมากกว่าฟังก์ชั่นแสดงเวลา หรืออย่างตอนที่โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์สวมบทโทนี สตาร์ก เจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่างเขาจะใส่นาฬิกาสามเข็มธรรมดาได้อย่างไร เพื่อให้สมบทบาท เขาจึงบอกให้สตูดิโอติดต่อไปที่แบรนด์นาฬิกาอูเวิร์ก ซึ่งผลิตนาฬิกาที่อาวองต์การ์ดทั้งสไตล์และดีไซน์มาเข้าฉาก

แต่ด้วยมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าเสื้อผ้า แถมบางครั้งยังต้องมีชิ้นสำรองเผื่อเกิดความเสียหาย ทำให้สตูดิโอภาพยนตร์ต้องทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ หรือบางครั้งการที่ดารานำเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ก็ทำให้ผลงานนั้นของแบรนด์มาอยู่ในจอภาพยนตร์ด้วย อย่างเช่นตอนที่เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์สวมบทด็อกเตอร์สเตรนจ์ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นผู้พิทักษ์โลก หมอหนุ่มผู้ทรนงใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเจ้าสำอาง พำนักอยู่ในตึกสูง ขับรถสปอร์ต และมีนาฬิกา Jaeger-LeCoultre ไว้ให้เลือกแมตช์กับชุดอีกเป็นกุรุสแต่กว่าจะคัดสรรผลงานเหล่านั้นมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกตัวละครก็ไม่ง่ายเลย

ในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ Downton Abbey (2019) เทียร่าซึ่งเป็นเครื่องประดับของชนชั้นสูงในเรื่องดูจะมีบทเด่นไม่แพ้นักแสดง และทำให้เราเห็นเทรนด์เครื่องประดับศีรษะที่กำลังมาแรงในเวลาต่อมา แอนนา โรบินส์ ผู้ดูแลคอสตูมของเวอร์ชั่นภาพยนตร์เล่าว่าพยายามหาเทียร่าที่ตรงตามยุคสมัยคือ 1920s ซึ่งเป็นสไตล์เอ็ดวาร์เดียนผสมอาร์ตเดโค ครั้นจะสั่งผลิตขึ้นมาใหม่ก็ซับซ้อนเกินไป สุดท้ายก็ได้จากร้านของเก่า รวมทั้ง โซฟี มิลลาร์ด บริษัทจิวเวลรี่ที่ผลิตผลงานให้กับราชวงศ์มาตั้งแต่ยุค 1880

ส่วนแอน รอธ ผู้ดูแลคอสตูมของภาพยนตร์เรื่อง Julie & Julia เล่าว่า “ฉันสามารถใช้เวลาเป็นชั่วโมงเพื่อเลือกนาฬิกาที่เหมาะที่สุด โดยเลือกจากคาแร็กเตอร์ อย่างตอนราล์ฟ ไฟน์แสดงเรื่อง The English Patient เขาเป็นสมาชิกราชวงศ์ฮังกาเรียนในยุค 1920s และเดินทางไปทั่ว ฉันอยากได้นาฬิกาวินเทจที่ผู้ชายใส่ได้ จนไปเจอที่ร้านของเก่าในลอนดอน และขอให้ช่างนาฬิกาผลิตเพิ่มอีกเรือนหนึ่ง” อันที่จริงการผลิตขึ้นมาใหม่ให้ดูสมจริงนั้นไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในเมื่อหาของที่เหมาะสมไม่ได้ก็จำต้องสร้างขึ้นมา

อย่างในเรื่อง Master and Commander รัสเซลล์ โครว์รับบทนายทหารเรือในยุคอดีต ทางทีมสร้างติดต่อไปที่แบรนด์ Breguet ขอให้ผลิตนาฬิกาพกสมัย 1700s ขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เข้าฉากแค่ไม่กี่วินาที หรืออย่างในเรื่อง Ocean’s 8 การวางแผนปล้นจิวเวลรี่ของแก๊งโจรสาว ซึ่งชิ้นที่ต้องตาก็คือจิวเวลรี่สไตล์มหาราชาของ Cartier แต่จะหาผลงานในประวัติศาสตร์นั้นมาจากไหน ด้วยเหตุนี้ คาร์เทียร์จึงผลิตสร้อยที่ประดับบนคอของแอน แฮธาเวย์ขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคจิวเวลรี่จริง เพียงแต่เปลี่ยนเพชรให้เป็นเซอร์โคเนียเท่านั้น

ในภาพยนตร์บางเรื่อง เครื่องประดับยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร อย่างเช่น Crazy Rich Asians ซึ่งสร้างจากนิยายขายดีของเควิน ควอน มีจิวเวลรี่จาก Mouawad, Chopard, Bvlgari, Carnet, Lotus Arts de Vivre มาเข้าฉากมากมาย ฉันชอบฉากที่แอสตริด ยัง พี่สาวของพระเอก เลือกซื้อตุ้มหูมุกประดับทับทิมในร้าน แล้วผู้ขายบอกกับเธอว่า “แค่คนระดับคุณใส่ผลงานของเราก็นับเป็นเกียรติแก่เรามากเลยครับ” และตุ้มหูราคาหนึ่งล้านเหรียญในเรื่องนั้นยังเปรียบเสมือนการตระหนักถึงคุณค่าในตัวเธอ จากวันที่เธอซื้อมาแล้วต้องแอบซ่อนไว้เพราะเกรงใจสามีที่ไม่ร่ำรวยเท่า และวันที่เธอใส่มันอีกครั้งเมื่อตัดสินใจหย่าขาดกับสามีที่ไม่เห็นคุณค่าของเธอ เช่นเดียวกับแหวนมรกตของแม่พระเอก เอลินอร์ ยัง ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของมิเชล โหย่วนอกจากมรกตจะหมายถึงความสูงศักดิ์และอำนาจแล้ว แหวนยังแสดงถึงการยอมรับในตัวตนเมื่อเธอตัดสินใจมอบให้พระเอกใช้หมั้นหมายกับนางเอกในตอนท้าย

อันที่จริง ไม่ว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพราะนโยบายการตลาด การโฆษณา หรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งที่จริงแท้ก็คือเมื่อใส่โปรดักต์ในฉากได้ถูกที่ถูกทาง เวทมนตร์ผ่านจอจะทรงพลังยิ่งกว่าเป็นทวีคูณว่าแล้วก็ออกไปซื้อตุ้มหู Swarovski แบบที่นางเอก Crash Landing On You ใส่บ้างดีกว่า

Other Articles