Monday, October 3, 2022

ปกเด่นตลอดระยะเวลา 100 ปีของนิตยสาร L’Officiel

ในโอกาสที่นิตยสารลอฟฟีเซียลครบรอบ 100 ปี เราจึงขอย้อนอดีตผ่านปกต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าทรงอิทธิพล และสะท้อนภาพแฟชั่นและสังคมในแต่ละยุค 

จงตัดสินนิตยสารแฟชั่นจากปก… เพราะหน้าปกไม่เพียงไร้กาลเวลา แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยได้อย่างแม่นยำ ด้วยส่วนผสมลึกลับของภาพถ่ายกลอสซี การสไตลิ่งที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแรงบันดาลใจ และการออกแบบกราฟิกที่จับภาพจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้นิตยสารแฟชั่นซึ่งมักถูกมองผิดๆ ว่าเป็นเพียงเรื่องผิวเผิน เป็นหน้าต่างสำคัญสู่กระแสวัฒนธรรมในยุคนั้นๆ ตลอดระยะเวลาการตีพิมพ์ที่ดำเนินมาครบ 100 ปี ลอฟฟีเซียลได้ผลิตปกมาแล้วกว่า 1,000 ปก แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานในประวัติศาสตร์แฟชั่น แต่ก็เป็นช่วงที่สำคัญและส่งผลงานต่อยุคสมัยใหม่ของเรา เนื่องจากแต่ละทศวรรษได้พัฒนาสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา แต่ละปกของลอฟฟีเซียลจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนกรอบที่ทำให้เราเข้าใจระบบแฟชั่น เทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป และทัศนคติของสังคม จากจุดเริ่มต้นซึ่งทำหน้าที่บันทึกภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นที่กำลังมาแรงในปารีส จนมาสู่สถานะปัจจุบันที่ปารีสได้เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม ศิลปะ และดีไซน์ ลอฟฟีเซียลได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอปัจจุบันและปูทางไปสู่อนาคต และหน้าปกต่างๆ ก็เป็นดั่งไทม์ไลน์ของศตวรรษแห่งสไตล์ ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินกับปกที่ผ่านการคัดเลือกมาจากแต่ละทศวรรษ

July 1921

 

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1921 L’Officiel de la Couture et de la Mode ได้เปิดตัวนิตยสารฉบับแรก การที่ปกมีรูปแบบเรียบง่ายเพราะเดิมเป็นนิตยสารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อคนในวิชาชีพแฟชั่น โดยมีเป้าหมายหลักในการพิทักษ์และส่งเสริมวงการแฟชั่นฝรั่งเศส รูปแบบปกนี้ปรากฏอยู่บนนิตยสารสามฉบับแรกที่ตีพิมพ์ออกมา โดยในวงแหวนสีแดงเป็นภาพคู่รักเดินเล่นในสวนซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นปารีส และบนปกปรากฎข้อความสีดำว่า Organe de Propagande et de défense de toutes les Industries de la Nouveauté (Organ of Propaganda and Defense of all Novelty Industries) ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแฟชั่นที่มีต่ออุตสาหกรรมและการค้าของฝรั่งเศส แม้ว่าการออกแบบปกดั้งเดิมจะถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยดีไซน์ใหม่ที่หรูหราสง่างามกว่าเดิม แต่ปกแรกทำให้หวนนึกถึงแนวคิดเริ่มต้นของลอฟฟีเซียลในฐานะกระบอกเสียงอย่างเป็นทางการของแฟชั่นฝรั่งเศส

April 1926

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทศวรรษแรกของลอฟฟีเซียลได้แสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความทันสมัยเป็นคำที่ติดปากของทุกคนในยุคนั้น แฟชั่นของผู้หญิงมีความล้ำหน้า และชีวิตเริ่มมีอิสระมากขึ้น ภาพปกนี้ถ่ายโดยช่างภาพชื่อมาดามดอรา แสดงให้เห็นรูปแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตะวันออกซึ่งจุดประกายโดยดีไซเนอร์ ปอล ปัวเรต์ และฌาน ลองแวง ควบคู่ไปกับแนวโน้มหลังสงครามที่หันมานิยมความสบายและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ชุดที่นางแบบใส่ออกแบบโดย จี ซูซาน ทัลโบต์ ได้รับการตั้งชื่อตามผู้บัญชาการทหารโรมันว่า ติตัส และนางแบบก็พร้อมที่จะพิชิตปารีสในชุดเดรสผ้าไหมสีดำและผ้าพันคอศีรษะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมวกนิรภัย นี่เป็นหนึ่งในปกลอฟฟีเซียลที่นำเสนอยุคใหม่อันน่าตื่นเต้นของแฟชั่น

April 1931 

ทศวรรษที่ 1930 ปกนิตยสารได้รับแรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวทางศิลปะในยุคนั้น โดยเริ่มจากอาร์ตเดโคที่สืบทอดมาจากทศวรรษที่ 1920 และค่อยๆ คลี่คลายมาเป็นภาพเฟมินีนในช่วงปลายทศวรรษ หน้าปกนี้สะท้อนถึงสไตล์สมัยใหม่ บ่งบอกถึงรูปแบบศิลปะและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีโลโก้บนปกอย่างเป็นทางการ ชื่อ L’OFFICIEL ออกแบบโดย พี โกวิโลต์ เป็นบล็อกตัวอักษรแบบเรขาคณิตเรียงซ้อนกันลงมาดูเหมือนรูปปั้น นางแบบคือ มาดมัวแซล โรซีน เดรน สาวสังคมชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งประเดิมงานถ่ายแบบครั้งแรกกับมาดามดอรา โดยสวมชุดว่ายน้ำของเจน เรอญี พร้อมโพสท่าขี้เล่น ลุคเปลือยขาแบบนี้ไม่ได้พบบ่อยนักในยุคที่นิยมความสง่างาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายปกชุดว่ายน้ำ และตัวอักษรของพี โกวิโลต์ก็ช่วยเบลอเส้นแบ่งระหว่างแฟชั่นและศิลปะได้อย่างดี 

 

October 1947

วิวัฒนาการของปกลอฟฟีเซียลในยุค 1940 บอกเล่าถึงช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น และเป็นยุคที่พึ่งพางานวาดภาพประกอบเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปกดีไซน์ด้วยเส้นสายนุ่มนวลของศิลปินชาวอิตาลี เลออน เบนินี จนเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ คนรักแฟชั่นต่างก็รู้สึกสิ้นหวังกับความหรูหราที่สูญสลายไปกับสงคราม นักวาดภาพประกอบ เรอเน กรูโอ จึงสานฝันของผู้คนด้วยการวาดภาพปกฤดูหนาวปี 1947 เป็นภาพโค้ตขนสัตว์ของคริสเตียน ดิออร์ ในซิลลูเอต New Look สุดเฟมินีน ภาพโค้ตตัดกับแบ็กกราวด์สีแดงสดเรียบๆ และคอนทัวร์โครงร่างด้วยเส้นสีดำอันละเอียดอ่อน ทำให้การงานออกแบบของดิออร์โดดเด่นออกมาจากหน้ากระดาษและเข้าสู่จินตนาการของผู้อ่าน นับเป็นการหวนคืนสู่การออกแบบที่หรูหราอลังการของประเพณีกูตูร์แห่งปารีสอีกครั้ง

September 1953 

ตลอดช่วงทศวรรษ 1950 หน้าปกของลอฟฟีเซียลเป็นระบบมีโฟกัสชัดเจน และชวนให้นึกถึงรากฐานการเป็นนิตยสารของวงการ หลังจากก่อนหน้านี้เน้นทิศทางศิลปะและกระแสวัฒนธรรม ในยุคนี้ตั้งใจให้ผลงานออกแบบเป็นจุดเด่น หน้าปกในเดือนกันยายนปี 1953 นี้ถ่ายโดย สตูดิโอ โปติเยร์ นำเสนอนางแบบที่สวมเสื้อโค้ตคริสเตียน ดิออร์ซึ่งเป็นในยุคทองของกูตูร์ อาจจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับยุคนี้ที่ไม่ระบุชื่อนางแบบหน้าปก นั่นเพราะนิตยสารยุคนั้นมุ่งให้ความสำคัญกับแฟชั่น เป็นเรื่องปกติที่จะนำเสนอนางแบบโพสท่าสง่างามต่อหน้าฉากของสตูดิโอเพื่อส่องสปอตไลต์ไปยังงานออกแบบของดีไซเนอร์ อย่างปกในฤดูใบไม้ร่วงปี 1953 ที่เน้นความเรียบง่ายเพื่อดึงดูดสายตาให้มองไปยังดีไซน์ของดิออร์ ซึ่งเป็นซิลลูเอตอันเป็นสัญลักษณ์ของยุคนี้  

 

October 1968

ในทศวรรษ 1960 พลังของคนหนุ่มสาวสั่นสะเทือนโลกแฟชั่น ดังจะเห็นได้จากงานออกแบบที่เน้นนวัตกรรมของปิแอร์ คาร์แด็ง และอังเดร กูร์แรจ แน่นอนว่าปกของลอฟฟีเซียลนำเสนอความสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้นี้ด้วยเช่นกัน ปกกูตูร์สง่างามในยุค 1950s หมดไปและถูกแทนที่ด้วยภาพถ่ายที่สดใสและสร้างสรรค์ แสดงถึงยุคใหม่ของแฟชั่นซึ่งการแต่งกายเพื่อตัวเองมีความสำคัญสูงสุด ปกนิตยสารในทศวรรษนี้นำมุมมองใหม่ๆ ด้านการถ่ายภาพ ดังเช่นในฉบับเดือนตุลาคม 1968 ถ่ายโดยโรลองด์ เบียงคินี ซึ่งนำเสนอมุมมองใหม่และการวางเลย์เอาต์แนวทดลอง นางแบบสวมชุดเจอร์ซีย์ของอีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ซึ่งก้าวจากดีไซเนอร์ดาวรุ่งไปสู่ไอคอนของโลกแฟชั่น ปกที่มองเห็นได้ตลอดช่วงทศวรรษ 1960 ผสมผสานกับสีสันสดใสและความรู้สึกขี้เล่น นำความรู้สึกสนุกสนานกลับมาสู่โลกแฟชั่น

February 1974 

ในขณะที่ปกของคนดังกลายเป็นรูปแบบหลักของนิตยสารยุคปัจจุบัน แต่จุดเริ่มต้นของปกเซเลบริตี้ปกแรกของลอฟฟีเซียลกำเนิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1974 เจน เบอร์กิน หญิงสาวผู้เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมป็อปฝรั่งเศสและอังกฤษได้ขึ้นปก และถ่ายภาพโดย เจแอล เกกอง จุดสนใจของหน้าปกไม่ใช่เสื้อผ้าของนีน่า ริชชี่ที่เบอร์กินสวม แต่เป็นเสน่ห์ของเบอร์กินเองที่ดึงดูดผู้อ่านให้เข้ามาทำความรู้จักนิตยสารฉบับที่ 605 ภาพถ่ายของเกกองนำเสนอเสน่ห์ของเบอร์กินโดยปฏิเสธรูปแบบอันสง่างามของแฟชั่นกูตูร์ที่ลอฟฟีเซียลนำเสนอในทศวรรษที่ผ่านๆ มา ภาพหน้าปกนี้นำเสนอเสน่ห์ส่วนตัว ดูเป็นธรรมชาติ และไม่เป็นทางการ เข้ากับแฟชั่นเรดี้ทูแวร์ในยุคนั้น กล่าวได้ว่าทศวรรษ 1970 คือยุคแห่งความผ่อนคลายและลำลอง และเบอร์กินซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณโบฮีเมียนก็เหมาะที่จะเป็นนางแบบปกของยุคสมัย

December 1980

ภาพพอร์เทรตที่มีเสน่ห์เป็นพิเศษบนหน้าปกของลอฟฟีเซียลตลอดช่วงทศวรรษ 1980 ได้ปลุกกระแสแฟชั่นฟู่ฟ่าของยุคนั้น ซิลลูเอตที่เด่นชัด สีสันสดใส และการแต่งหน้าที่หนาหนัก สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แถมผู้หญิงยังมีอิสระมากขึ้น สามารถกำหนดอัตลักษณ์และอนาคตของตนเองได้ ดีไซเนอร์อย่างโคล้ด มอนทานา และเธียร์รี มูแกลร์ ได้ทดลองออกแบบรูปทรงที่เกินจริง ทั้งพาวเวอร์สูท และชุดเสริมไหล่ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของยุค สำหรับภาพปกของลอฟฟีเซียลที่เห็นอยู่นี้ถ่ายโดย โรดอล์ฟ โอสแซร์ ความแข็งแกร่งและความรุนแรงนี้ได้รับการตอกย้ำด้วยสายตาดุดันของนางแบบ เข้ากับชุดเดรสคอลเลกชั่น Spring/Summer 1981 ของมอนทานา และมีเพียงข้อความง่ายๆ ว่า ‘Le Fantastique’ ซึ่งก็แฟนทาสติกสมชื่อจริงๆ  

February 1993

ทศวรรษที่ 1990 เป็นยุคของซูเปอร์โมเดล ลอฟฟีเซียลฉบับที่ 777 ซึ่งได้ไทรา แบงก์มาขึ้นปก และถ่ายภาพโดย คาร์โล เดลลา ชีซา สะท้อนทัศนคติที่แฝงความขี้เล่นและสวยเก๋ของทศวรรษนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ซูเปอร์โมเดลสาวเป็นตัวแทนของแฟชั่น เป็นโฉมหน้าของเทรนด์ล่าสุด และนำเสนอจิตวิญญาณกับ ‘je ne sais quoi’ ของผู้หญิงมีสไตล์ แบงก์และนางแบบร่วมสมัยเดียวกับเธออย่าง คลาวเดีย ชิฟเฟอร์, ลินดา อีแวนเจลิสตา และคริสตี เทอร์ลิง แวะเวียนมาขึ้นปกลอฟฟีเซียลหลายฉบับ และภาพปกของพวกเธอก็แตกต่างจากปกเซเลบริตี้ ทำให้ผู้คนกลับมาโฟกัสที่แฟชั่นอีกครั้ง ดังเช่นปกนี้ แบงก์ได้รับการสไตลิ่งตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าในชุดชาเนลที่ออกแบบโดยคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ หลากหลายชิ้นเป็นผลงานซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่ยังได้รับความนิยมสูงสุดในเวลานี้ เช่น ผ้าทวีด กางเกงกะลาสี รองเท้าบู๊ตหุ้มข้อ และเข็มขัดโซ่โลโก้  

March 2005

ในทศวรรษ 2000 ยุคทองของนางแบบได้แปรเปลี่ยนไปเป็นยุคของดาราดังและอิทเกิร์ลของโลกแฟชั่น เป็นยุคของวัฒนธรรมคนดังและรายการเรียลิตี้ทีวี ผู้คนให้ความสนใจชีวิตส่วนตัวของดาราภาพยนตร์ นักร้องเพลงป็อป และหนุ่มสาวสังคม ในตอนนั้น สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน เป็นนักแสดงนำในภาพยนตร์ออสการ์เรื่อง Lost in Translation ของผู้กำกับโซเฟีย คอปโปลา เธอคือดาราหน้าใหม่มาแรงในปี 2005 ที่ได้ขึ้นปกลอฟฟีเซียล และถ่ายภาพโดย เดวิด เฟอร์รัว เธอสวมชุดชั้นในจากอาชองต์ โพรโวกาเตอร์ และคลุมทับด้วยเสื้อไหมจากดิออร์ โดยจอห์น กัลเลียโน สไตล์นี้สะท้อนถึงความเซ็กซี่ซึ่งเป็นที่นิยม นอกจากนี้ยังมีคนดังอื่นๆ ที่แวะเวียนมาขึ้นปก ทั้งวาเนสซา ปาราดีส์, อูมา เธอร์แมน, ลินด์ซีย์ โลแฮน ไปจนถึงมาริยง โกติยาร์ด แม้ว่าความหมายของชื่อเสียงจะเปลี่ยนไปในช่วงต้นทศวรรษ 2000 แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คือความกระหายในวัฒนธรรมป็อป จนทำให้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนดังเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุคนี้ 

 

September 2016

แฟชั่นและวัฒนธรรมเป็นภาพสะท้อนของกันและกัน และพัฒนาร่วมกันตามกาลเวลา เมื่อความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกคนกลายเป็นประเด็นสำคัญในช่วงทศวรรษ 2010 แฟชั่นจึงพยายามสลัดภาพความเอ็กซ์คลูซีฟและจำกัดเฉพาะชาวยุโรปไปสู่ยุคของนางแบบ ดีไซเนอร์ และกระบอกเสียงที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ลอฟฟีเซียลฉบับเดือนกันยายน 2016 นำเสนอความงามของคนผิวสีที่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่เน้นเสียงคนดำ ท้าทายการเหยียดเชื้อชาติในสถาบันการศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ และอื่นๆ ภาพปกนี้ถ่ายโดย เอลลเนวน อันเวิร์ธ ประกอบด้วยนางแบบไอคอนอย่าง อิมาน, เซียรา, อาจาก เดง, มาเรีย บอร์เกส, อาเนส์ มาลี, เกรซ บอย, ไรเลย์ มอนทานา และอาเดซูวา ไอเกวี สวมชุด Dior Haute Couture และสไตลิ่งโดยแรงบันดาลใจของผู้หญิงผิวดำที่มีส่วนในการสร้างอุตสาหกรรมแฟชั่น เป็นการแสดงให้เห็นว่าแฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงความสวยงาม แต่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนค่านิยมในด้านต่างๆ  และนิตยสารแฟชั่นก็เป็นเวทีทรงพลังในการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย และเฉลิมฉลองมุมมองที่ไม่เคยมีมาก่อน






Other Articles