Wednesday, August 4, 2021

Willow Smith นักร้องสาวสาวหัวใจแกร่ง

Photography by  Myles Loftin

Styled by Jason Bolden

Text by  Michael Cuby

ไม่กี่วันก่อนที่โลกจะถูกล็อกดาวน์ Willow Smith  ได้ขังตัวเองอยู่ในกล่องขนาด 20 ฟุตในLos Angeles’ Museum of Contemporary Art (MoCA) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง นั่นเป็นการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต เชิญชวนให้คนชมลอดมองผ่านช่องกระจกเข้าไปดูเธอกับเพื่อนนักดนตรี Tyler Cole ทำการแสดงที่เรียกว่า “8 ระดับของความกังวล” เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงรู้สึกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่สภาวะจิตใจเราถูกสั่นคลอนที่สุด แต่สำหรับวิลโลว์ สมิธ ลูกคนเล็กและลูกสาวคนเดียวของวิล สมิธ นักแสดงชื่อดัง และจาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ช่วงเวลาแห่งความอลหม่านท่ีเกิดขึ้นในปี 2020  กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เธอได้เรียนรู้ว่าจะจัดการกับความตึงเครียดในด้านต่างๆ ของตัวเองอย่างไร 

การแสดงศิลปะของวิลโลว์ที่ MoCA จัดแสดงตรงกับช่วงปล่อยอัลบัมใหม่ที่ชื่อ The Anxiety ที่เธอทำร่วมกับโคลพอดี โดยนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาที่เกี่ยวข้องกับอาการนี้ นักร้องสาววัย 20 ตั้งใจให้นิทรรศการนี้สร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคความวิตกกังวล โดยที่เธอก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าประสบการณ์นี้จะเปิดโลกให้กับเธอ เธอเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนว่าเป็น ’ความปั่นป่วนทางอารมณ์’  ช่วงเวลาในกล่องบังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงและอารมณ์ที่ไม่น่าสบายใจนัก  แต่พอเธอดึงตัวเองออกมาจากอารมณ์นั้นด้วยการหันไปสนใจสิ่งต่างๆ สถานการณ์โรคระบาดที่เริ่มแย่ลงและการกักตัวที่ทั้งโลกต้องเผชิญ ก็ทำให้ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์มือใหม่อย่างเธอต้องรับมือกับทุกสิ่งแบบซึ่งๆ หน้า 

“มันเป็นโลกคู่ขนานที่บ้าคลั่งมาก” วิลโลว์กล่าว เล่นมุกว่าเธอคลานออกมาจากกล่องจริงๆ เพื่อมาอยู่ในกล่องในเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็เช่นเดียวกับนักดนตรีทั้งหลายก่อนหน้าเธอ หญิงสาวใช้เวลาว่างไปกับการทำเพลงใหม่ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป อัลบัม The Anxiety เป็นผลพวงมาจากการที่นักร้องสาวเพิ่งจะมารู้ตัวว่าเธอได้ต่อสู้กับอาการนั้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว  ในระหว่างที่เธอกำลังอัดเพลงใหม่ สมิธซึ่งรู้ว่าเธอยังไม่สามารถ ‘เอาชนะ’ ความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจที่เกิดตามมาได้ ก็รู้สึกเหมือนได้รับการติดอาวุธที่จะช่วยเธอรับมือกับมัน

ตัวตนภายในของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก ในขณะที่โลกด้านนอกกำลังพลิกผันและลุกไหม้ ไม่แปลกใจที่สมิธกำลังมองหา ‘การเดินทางใหม่ เป้าหมายใหม่’ ในช่วงกักตัว เธอได้ค้นพบมันในดนตรีที่เธอรักมาตั้งแต่สมัยเด็ก นั่นคือ ดนตรีป็อปพังก์ ซึ่งมีศิลปินดังๆ อย่าง My Chemical Romance, Fall Out Boy และ Paramore การเปลี่ยนสไตล์นั้นเข้ากับเธอดี เนื่องจากดนตรีสไตล์นี้กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง เพราะความโด่งดังของศิลปินอย่าง Machine Gun Kelly และ The Kid Laroi ซึ่งเป็นทรนด์ชาเลนจ์อยู่ใน TikTok รวมทั้งความสัมพันธ์เปิดเผยของคอร์ตนีย์ คาร์เดเชียน กับ ทราวิส บาร์เกอร์ มือกลองวง Blink-182 ด้วย

วิลโลว์ สมิธ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์เพลงอาร์แอนด์บีแนวทดลอง และเป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงสายป็อป เคยทดลองทำเพลงที่มีความคล้ายคลึงกับร็อกมาบ้าง (ส่วนใหญ่อยู่ในอัลบัม Axiety หรือเพลง Human Leech จากอัลบัม The 1st ในปี 2017) แต่ก่อนหน้านี้ เธอค่อนข้างกลัวที่จะกระโจนเข้าไปในแวดวงนี้อย่างเต็มตัวแม้ว่าเธอจนชื่นชอบแนวเพลงและวัฒนธรรมพังก์ร็อกก็ตาม

ส่วนหนึ่งของความกลัวมาจากการที่เธอคิดถึงเรื่องของจำกัดของเลนจ์เสียงของเธอ หลังจากสิบปีที่ที่เธอสบายใจกับการร้องเพลงแบบคลอๆ สบายๆ การเปลี่ยนแนวทำให้สมิธต้องขยายโทนเสียงของตัวเองใหม่ ในซิงเกิล Transparent Soul ซึ่งเป็นซิงเกิลหลักของโปรเจ็กต์ใหม่ สมิธได้เปล่งเสียงรัวเร็วในช่วงท่อนธรรมดาก่อนจะเบลนด์เข้ากับเสียงสูงในช่วงคอรัส เธอยังติดต่อไปหาบาร์เกอร์ให้มาช่วยตีกลองให้ ซึ่งเขาก็ทำมาแล้วหลายอัลบัม  และเมื่อผสมกับฝีมืออันช่ำชองในการดีดกีตาร์ของเธอ พลังสไตล์อีโมแบบวง Blink ก็ได้รับการปลดปล่อยออกมา

อีกหนึ่งปัจจัยของความไม่มั่นใจของสมิธนั้นเป็นกุญแจไปสู่แรงบันดาลใจของเธอในที่สุด ตั้งแต่อายุ 4-10 สมิธติดตาม จาดา แม่ของเธอไปทัวร์ด้วย ซึ่งตอนนั้นแม่ของเธอโด่งดังจากภาพยนนตร์ The Matrix และยังเป็นนักร้องนำวงนู-เมทัล Wicked Wisdom  นั่นเป็นประสบการณ์ทางดนตรีของสมิธในวัยเด็ก และก็ไม่แปลกที่การได้เห็นว่าแม่ของเธอทำให้มหาชนประทับใจมากขนาดนั้นจะส่งอิทธิพลต่อเด็กน้อยในตอนนั้นอย่างช่วยไม่ได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลต่อเธอก็การได้เห็นแง่มุมที่ไม่โสภาสำหรับผู้หญิงในวงร็อก “แม่ฉันโดนเกลียดอย่างมากเลยล่ะ” เธอยอมรับ “ทั้งการเหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศอย่างรุนแรง แบบบวกสิบเท่าเลย มีคนขู่ฆ่าแม่ด้วย บางคนก็ปาแก้วใส่บนเวที มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายในช่วงท่ีแม่ไปออกทัวร์”

“ฉันได้สัมผัสความเกลียดชังนั้นด้วยตัวเอง” เธอเล่าต่อ “มันน่ากลัวมากนะ และฉันก็คิดว่าฉันซึมซับมันมาหน่อยๆ” แต่ในขณะที่เธอจัดการความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ของชีวิต เธอก็ได้ค้นพบว่าสามารถขับไล่ความไม่มั่นใจในเรื่องดนตรีออกไปด้วยเหมือนกัน “เวลามีความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาทีไร ฉันจะนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับแม่และวิธีการที่แม่รับมือกับอันตรายตรงหน้า แม่แค่ทะยานขึ้นไป” เธอเสริม “จริงๆ แม่กลัวนะ แต่แม่ทำให้ฉันเห็นว่าการเติบโตเป็นผู้หญิงเป็นอย่างไร  ทั้งการรับมือกับความท้าทาย และไม่เกรงกลัวคำตัดสินหรือมุมมองของคนอื่น ฉันก็อยากจะเผชิญหน้ากับโลกของฉัน ทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่สนเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองนี้เหมือนกัน” 

ในขณะที่เธอพร้อมจะอธิบายถ้าใครสับสนเส้นทางสายนู-เมทัลของแม่ กับสไตล์ป็อปพังก์มันๆ ในอัลบัมล่าสุดของเธอ สมิธยังรู้สึกภูมิใจที่ได้รับไม้ต่อในฐานะผู้หญิงผิวดำที่อยู่ในสายร็อก “ฉันแค่อยากเติมเต็มความปรารถนาที่มีตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีที่จะได้ร้องเพลงร็อก เป็นผู้หญิงผิวดำที่จะร้องเพลงร็อก” เธอเน้นยำคำว่าผิวดำซึ่งทำให้เห็นวว่ามันสำคัญแค่ไหนสำหรับเธอ 

ประเด็นนี้ยังมีความสำคัญในแง่มุมอื่นๆ ของงานที่เธอทำด้วย แม้ว่าดนตรีจะเป็นสิ่งที่เธอโฟกัสเป็นหลัก แต่เธอก็ยังทำโปรเจ็กต์อื่นๆ ด้วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอกำลังเขียน The Black Shield Maiden ซึ่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ และขณะเดียวกันก็กำลังพัฒนาอะนิเมะซึ่งใช้เวลา 6 ปีแล้ว และเธอยังหวังว่าจะทำออกมาในรูปแบบนิยายภาพด้วย ทั้งสองงานนี้โฟกัสอยู่ที่ผู้หญิงผิวดำซึ่งต้องดิ้นรนกับอุปสรรคที่ขัดขวงพวกเธอ 

It would be only right for my music to reflect my mental and emotional state at this time.

เช่นเดียวกัน สมิธรู้สึกได้ถึงความเข้มแข็งภายในจิตใจจากการได้ทำงานกับ Onitsuka Tiger โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เธอเป็นผู้หญิงผิวดำที่ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เธอพูดถึงรองเท้ากีฬายอดนิยมนี้ว่า “มีความฟิวเจอริสติก แต่ก็ใช้งานได้จริงด้วย” และยังบอกด้วยว่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้านี้ “ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ” แถมยังมีเรื่องที่ว่าบรูซ ลี ซึ่งเป็นไอดอลของเธอมาตั้งแต่สมัยเด็ก ก็สวมรองเท้า Onitsuka Tiger ด้วยเหมือนกัน “เขาเป็นคนที่เจ๋งที่สุดที่เคยเห็น ฉันจะต้องเจ๋งให้ได้อย่างบรูซ ลี” 

เมื่อพูดถึงไอดอล สมิธรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที่เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่ได้ทำงานกับไอดอลวัยเด็กในอัลบัมใหม่ที่กำลังจะปล่อย ในเพลงที่ชื่อว่า Grow ซึ่งได้ อาวริล ลาวีญ นักร้องป็อปพังก์มาร่วมงานด้วย ในซิงเกิลนี้ว่าด้วยการตามหาตัวตนอย่างไม่สิ้นสุด ทั้งสองร้องสสลับกันไปมา ประสานกับเสียงกลองของบาร์เกอร์ และเสียงกีตาร์ที่ทำให้นึกถึงเพลงฮิตของลาวีญ  สมิธอยากให้ซิงเกิลนี้เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างพลังอันพลุ่งพล่านของป็อปพังก์ และคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับจิตวิญญาณที่เธอเล่าผ่านเนื้อเพลง การตัดสินใจชวนลาวีญมาร่วมด้วยนั้นไม่เรียกว่าเซอร์ไพรส์ เพราะสมิธคิดว่าลาวีญซึ่งเซ็นสัญญาทำเพลงมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ตั้งแต่อายุ 16 จะสามารถเข้าถึงธีมต่างๆ ของเพลงในอัลบัมนี้ได้ เธออธิบายว่า “ฉันนึกถึงการที่เราสองคนเดินทางตามหาตัวตนในขณะที่ชีวิตต้องอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ตั้งแต่อายุยังน้อย” 

แน่นอนว่า การอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สมิธก็เริ่มชินกับการเปิดเผยรายละเอียดส่วนตัวต่อสาธาระผ่าน Red Table Talk ซึ่งเป็นโชว์ทาง Facebook Watch ที่เธอเป็นพิธีกรร่วมกับแม่และยาย  เอเดรียน แบนฟีลด์-นอร์ริส สมิธเปิดเผยรสนิยมทางเพศของเธอผ่านรายการนั้นครั้งแรกในปี 2019 โดยบอกว่าตัวเองชอบเพศเดียวกันและมีคนรักหลายคน และหลังจากออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงความสนใจในความสัมพันธ์แบบคบทีละคนผ่านเอพิโสดหนึ่งในเมษายนปี 2021 นักร้องสาวเจนซียังสัญญาว่าจะสื่อเรื่องนี้อย่างละเอียดมากขึ้นในอัลบัมที่กำลังจะออก

“ฉันคิดว่าดนตรีควรสะท้อนสภาวะจิตใจและอารมณ์ของฉันในตอนนี้” เธออธิบาย “ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ใช่คนที่จะพูดเกี่ยวกับความรักและรสนิยมทางเพศผ่านดนตรีเท่าไหร่ แต่ในอัลบัมใหม่นี้ ถือได้ว่าเยอะทีเดียว” เธอบอกว่าการจัดรายการ Red Table ช่วยให้เธอมั่นใจ “ในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ในพื้นที่ทางดนตรีของฉัน” เธอยังคิดว่าความดิบของเนื้อเพลงเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่พื้นฐานของซาวด์ใหม่ “มันเป็นร็อกแอนด์โรลล์นะ รู้สึกดีชะมัดที่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความลับ ไม่มีอะไรต้องแอบซ่อน”

แล้วดนตรีแนวเก่าตั้งแต่สมัยที่เธอยังไม่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ล่ะ? ​ดนตรีตั้งแต่สมัยวัยเด็ก?​ ใครจะคิดว่าศิลปินสาวที่เติบโตเกินวัยจะยังคงเป็นคนเดียวที่ร้องเพลง Whip My Hair ในปี 2010 ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ส่งให้ ‘วิลโลว์’ เด็กหญิงวัย 9 ขวบกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน สมิธยอมรับว่าเธอเกลียดเพลงนี้ มันเป็นประสบการณ์ชีวิตแบบเดียวกันกับเหล่าป็อปสตาร์รุ่นเยาว์ทั้งหลายซึ่งดังจากเพลงฮิตที่สตูดิโอเป็นคนผลิตทั้งหมดก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้สร้างสรรค์ซาวด์ของตัวเอง “เอาจริงๆ ฉันอยากจะสาปส่งช่วงเวลานี้และลืมๆ มันไป เหมือนกวาดมันไปซ่อนไว้ใต้พรม” เธอสารภาพว่า “ฉันเสียใจที่ทำมัน” 

The content in my songs has always been centered around self-love and the universe and our humanity’s divine path, about expressing oneself and being unapologetic.

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอก็เริ่มกลับมาพิจารณาถึงเส้นทางที่ผ่านมา “ฉันรู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงของฉันมักเกี่ยวกับความรักตัวเอง จักรวาล และเส้นทางสู่จิตวิญญาณ การแสดงความเป็นตัวเอง และการทำอะไรโดยไม่คิดเสียใจ” เธอเล่าต่อ “แต่ฉันเพิ่งกลับไปฟังเพลง Whip My Hair เมื่อไม่นานมานี้ และก็ได้เข้าใจว่ามันเป็นการส่งสารแบบเดียวกัน ไม่ใช่ว่าฉันจะพูดอะไรขัดกับคุณค่าที่ฉันยึดถือรหอกนะ แต่มันสอดคล้องกับสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นมากๆ เหมือนจู่ฉันก็รู้สึก อ๋อ และก็คิดว่า เฮ้ย อย่าไปสาปส่งช่วงนี้ของชีวิตเลย เพราะมันกลายเป็นพื้นฐานและเป็นแพลตฟอร์ม และสร้างแฟนเบสที่คอยอยู่เคียงข้างฉันตลอดเส้นทางที่วงวนอย่างบ้าคลั่งของฉัน ตอนนี้ ฉันก็เลยไม่คิดอยากจะกลับไปแก้ไขอะไรแล้ว”​ 

และก็เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งในชีวิต สมิธยกเครดิตในการตระหนักถึงความจริงเหล่านี้ว่าเป็นเพราะการที่เธอเข้าถึง The Divine ซึ่งเป็นพลังจิตวิญญาณฝ่ายหญิงที่มอบความเข้มแข็งให้กับเธอ เธอได้รับความเชื่อนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะแม่ของเธอก็สนใจเรื่องจิตวิญญาณ เมื่อปีที่แล้ว เธอก็ได้เล่าผ่านความเชื่อในนี้ในเพลง Rise ซึ่งเธอได้ร่วมงานกับ Jahnavi Harrison แถมเมื่อไม่นานมานี้ เธอยังได้สักสัญลักษณ์ความเชื่อลงไปที่แขนด้วย 

หลายเดือนหลังจากการแสดงศิลปะเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ MoCA สมิธก็ได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความวิตกกังวล ทดลองนำเสนอซาวด์ใหม่ๆ และเขียนเพลงใหม่ของเธอ และเธอก็ยังคงฝึกฝนและศึกษาการบริหารจิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเล่นโยะ ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันเป็นมากกว่าไลฟ์สไตล์หรือการออกกำลังกาย ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะรู้สึกน่าแปลกที่การแสวงหาทางจิตวิญญาณและความเงียบสงบ ดูจะขัดแย้งกับแนวดนตรีกระแทกกระทั้นที่เธอได้นำเสนอในช่วงนั้น แต่สำหรับ วิลโลว์ สมิธ พลังงานที่แตกต่างสอดประสานกันได้ และยังก่อให้เกิดสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามและสมดุล เหมือนกับเทพีทั้งสาม เจ้าแม่กวนอิม พระสุรัสวดี และพระแม่กาลี ที่เธอสักไว้บนแขนซ้ายของเธอ 

HAIR Vernon François
MAKEUP Raoúl Alejandre
PROPS STYLIST Daniel Horowitz
PRODUCTION Dana Brockman VIEWFINDERS 

PRODUCTION COORDINATOR Suze Lee VIEWFINDERS 

LIGHTING TECH Evadne Gonzalez
PHOTO ASSISTANT Kadar Small
STYLIST ASSISTANT John Mumbo
PROPS ASSISTANT Jade Soensen
PRODUCTION ASSISTANT Chris Olsen

Материалы по теме:

THE NEW FACE OF CHANEL EYEWEAR
ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง ไปจนถึงนักแสดงมากฝีมือ แถมยังพ่วงคาแรคเตอร์มีสไตล์ตามแบบสาวชาเนล(ยุคใหม่) จึงไม่แปลกที่ Karl Lagerfeld จะตกหลุมรัก 'Willow Smith' จนชวนเธอให้ร่วมมาเป็นครอบครัวชาเนล ในฐานะมิวส์คนล่าสุดให้กับแคมเปญแว่นตา คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2016 A video posted by CHANEL (@chanelofficial) on Aug 25, 2016 ...
แวะช้อป Onitsuka Tiger ย่าน Ginza แหล่งรวมไอเท็มหายาก
ใครรู้ตัวว่าเป็นสาวกสายสตรีทหรือชื่นชอบแบรนด์รองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ไปญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมแวะไปเยือนช็อปใหม่ของ Onitsuka Tiger ย่านกินซ่า ซึ่งตั้งอยู่บนถนนช้อปปิ้งเคียงบ่าเคียงไหล่กับร้านรวงต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ไฮแบรนด์ยังแมสโปรดักส์ เพราะ  Onitsuka Tiger สาขานี้ใหม่สุดและมีสินค้าที่เป็น limited edition ลงเยอะสุด ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ กับรองเท้าโอนิซึกะสีขาวคาดน้ำเงิน ภายในร้านตกแต่งแนวผสมผสานระหว่างเอเชียกับตะวันตก แบ่งเป็นสามชั้น ...
นอกจากชิ้นบิวตี้แล้ว…ถึงคิวมาดูรายละเอียดของ สนีกเกอร์ ONITSUKA TIGER X SHU UEMURA กันบ้าง
โดยความน่าสนใจของคอลาบอชั่นนั้น นอกจากเป็นการได้เปิดตัวเซ็ตเมกอัพสีสดจาก Shu Uemura ที่ผสมความแอคทีฟในลีลา และลวดลายมีสไตล์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ได้อย่างน่าสนใจทั้งบน พาเลทอายแชโดว์  ลิปสติก  คลีนซิ่งออยล์  แปรงรองพื้น และที่ดัดขนตา ทางฝั่งสนีกเกอร์เจ้าดัง Onitsuka Tiger ก็เตรียมทีเด็ด นำเสนอ โมเดล DELEGATION EXTM ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าที่สวมใส่โดยทีมนักกีฬาญี่ปุ่นในปี 1964  โดยวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นแบบเคลือบเงามันวาวที่ทำให้นึกถึงเครื่องสำอาง และได้ถูกผสมผสานกับวัสดุที่มีความแตกต่างกันอย่างหนังวัวเรียบ ในส่วนของสีสันนั้นได้นำสี Tokyo Red มาใช้เพิ่มความโดดเด่นของรองเท้า สำหรับพื้นรองเท้าส่วนกลางได้นำ FLYTEFOAM ...
ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของความสวยไปให้สุด ด้วยคอลเลกชั่นล่าสุดระหว่าง Shu Uemura และ Onitsuka Tiger
คอลลาบอเรชั่นหรือการร่วมมือกันสรรค์สร้างผลงานในวงการบิวตี้นั้นมีให้เราเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง และในปัจจุบันมันก็ไม่ได้จำกันอยู่แค่เพียงแบรนด์บิวตี้และโลกของความสวยงามหรือแฟชั่นชั้นสูงเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปินและแบรนด์ที่มีความแตกต่างออกไปมากขึ้น เช่นเดียวกับคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ที่เข้ากับกระแสการจัดโอลิมปิคสุดๆ เมื่อ 2 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างฝั่งบิวตี้ Shu Uemura และฝั่งแฟชั่นสุดแอคทีฟอย่าง Onitsuka Tiger งานนี้คอลเลกชั่นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันค่ะ Break The Limit Of Beauty เรียกได้ว่าคอลเลกชั่นนี้เป็นการรวมตัวกันของเอกลักษณ์อันโดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ทั้งในด้านการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เห็นได้จากรองเท้าสนีกเกอร์ของ Onitsuka Tiger ที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ของเทคโนโลยีหรือการยกระดับการแต่งหน้าให้กลายเป็นดั่งศิลปะอีกหนึ่งเเขนงของชู อูเอมูระ ...
Willow Smith กับบทบาทใหม่ในฐานะ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ จาก Onitsuka Tiger
เผยโฉมครั้งแรก!กับแคมเปญต้อนรับคอลเลกชั่นฤดูหนาว 2020 จาก Onitsuka Tiger ที่ได้ Willow Smith ตัวแทนอินฟลูเอนซอร์เจนซี ที่มานั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ หากต้องเอ่ยถึงตัวแทนหนุ่มสาวเจนซี ที่สะท้อนตัวตนความมีสไตล์ไม่มีเหมือนใคร ที่มาพร้อมความสามารรอบมือเห็นจะมีชื่อของ Willow Smith ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยคุณพ่อ วิลโลว์ สมิธ ในบทบาทนักร้อง นักแสดงมากฝีมือ ควบคู่กับการเป็นแฟชั่นไอคอนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เดินตามรอยใคร จนหลายแบรนด์ดังต่างทาบทามให้เธอร่วมงานในฐานะมิวส์คนพิเศษ ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากติดตาม จนล่าสุด ...

Other Articles

spot_img

200ปีของLouis Vuitton กับประวัติอันน่าทึ่งของผู้ก่อตั้ง “มองซิเออร์หลุยส์ วิตตอง”

0
เมื่อพูดถึง  Louis Vuitton (หลุยส์ วิตตอง) เชื่อว่าใครๆก็ต้องรู้จักแบรนด์ลักชูรี่ในตำนานที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานมากว่าศตวรรษ รวมถึงเป็นแบรนด์ในฝันของใครหลายๆคน แน่นอนว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจากผู้ก่อตั้งอย่าง“มองซิเออร์หลุยส์ วิตตอง” อีกหนึ่งบุคคลที่สร้างชื่อเสียงไว้มากมาย ตัวเขานั้นได้เกิดในวัน...

เสน่ห์ที่ลงตัวสำหรับผู้หญิงของ Reverso One จาก Jaeger-LeCoultre

0
ต้องบอกว่า Jaeger-LeCoultre (เจเกอร์-เลอกูลทร์) เป็นแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ทั้งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งในด้านกลไก เทคนิค และงานหัตถศิลป์ โดยมีโรงงานขนาดใหญ่ที่รวมแทบจะทุกแผนกเข้าไว้ในสถานที่แห่งเดียวกัน ณ...

#BEAUTYASALEGACY มุมมองความงามอันยั่งยืนของ Dior Beauty

0
เรื่องราวของการรังสรรความงามอันเลื่องชื่อ ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อธรรมชาติและพัฒนาการทางเทคโนโลยี “ก้าวตามครรลองของธรรมชาติ ย่อมไม่มีวันเดินผิดทาง” คงไม่ใช่คำพูดเกินจริงที่ออกมาจากปากของคนที่หลงรักเหล่าบุปผชาติอย่างสุดหัวใจอย่าง ‘Christian Dior ’ ความรักต่อธรรมชาติและหมู่มวลดอกไม้ ที่ถูกบ่มเพาะมาจากแม่ของเขาตังแต่สมัยเด็ก...

Ariana Grande เตรียมขึ้นคอนเสิร์ต ‘Rift Tour’ ในเกม Fortnite

0
ถึงเวลาของสาว Ariana Grande กันบ้าง หลังจาก Travis Scott และ J...

La Dotta Pasta Bar & Store เปิดสอนทำพาสต้าเส้นสดออนไลน์ โดยเชฟเจ้าของสูตร

0
La Dotta Pasta Bar & Store ร้านพาสต้าบาร์ร้านแรกและร้านเดียวในเมืองไทยที่ได้รับรางวัล ‘มิชลินเพลท’ จากมิชลิน...

Материалы по теме:

THE NEW FACE OF CHANEL EYEWEAR
ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง ไปจนถึงนักแสดงมากฝีมือ แถมยังพ่วงคาแรคเตอร์มีสไตล์ตามแบบสาวชาเนล(ยุคใหม่) จึงไม่แปลกที่ Karl Lagerfeld จะตกหลุมรัก 'Willow Smith' จนชวนเธอให้ร่วมมาเป็นครอบครัวชาเนล ในฐานะมิวส์คนล่าสุดให้กับแคมเปญแว่นตา คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2016 A video posted by CHANEL (@chanelofficial) on Aug 25, 2016 ...
แวะช้อป Onitsuka Tiger ย่าน Ginza แหล่งรวมไอเท็มหายาก
ใครรู้ตัวว่าเป็นสาวกสายสตรีทหรือชื่นชอบแบรนด์รองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ไปญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมแวะไปเยือนช็อปใหม่ของ Onitsuka Tiger ย่านกินซ่า ซึ่งตั้งอยู่บนถนนช้อปปิ้งเคียงบ่าเคียงไหล่กับร้านรวงต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ไฮแบรนด์ยังแมสโปรดักส์ เพราะ  Onitsuka Tiger สาขานี้ใหม่สุดและมีสินค้าที่เป็น limited edition ลงเยอะสุด ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ กับรองเท้าโอนิซึกะสีขาวคาดน้ำเงิน ภายในร้านตกแต่งแนวผสมผสานระหว่างเอเชียกับตะวันตก แบ่งเป็นสามชั้น ...
นอกจากชิ้นบิวตี้แล้ว…ถึงคิวมาดูรายละเอียดของ สนีกเกอร์ ONITSUKA TIGER X SHU UEMURA กันบ้าง
โดยความน่าสนใจของคอลาบอชั่นนั้น นอกจากเป็นการได้เปิดตัวเซ็ตเมกอัพสีสดจาก Shu Uemura ที่ผสมความแอคทีฟในลีลา และลวดลายมีสไตล์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ได้อย่างน่าสนใจทั้งบน พาเลทอายแชโดว์  ลิปสติก  คลีนซิ่งออยล์  แปรงรองพื้น และที่ดัดขนตา ทางฝั่งสนีกเกอร์เจ้าดัง Onitsuka Tiger ก็เตรียมทีเด็ด นำเสนอ โมเดล DELEGATION EXTM ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าที่สวมใส่โดยทีมนักกีฬาญี่ปุ่นในปี 1964  โดยวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นแบบเคลือบเงามันวาวที่ทำให้นึกถึงเครื่องสำอาง และได้ถูกผสมผสานกับวัสดุที่มีความแตกต่างกันอย่างหนังวัวเรียบ ในส่วนของสีสันนั้นได้นำสี Tokyo Red มาใช้เพิ่มความโดดเด่นของรองเท้า สำหรับพื้นรองเท้าส่วนกลางได้นำ FLYTEFOAM ...
ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของความสวยไปให้สุด ด้วยคอลเลกชั่นล่าสุดระหว่าง Shu Uemura และ Onitsuka Tiger
คอลลาบอเรชั่นหรือการร่วมมือกันสรรค์สร้างผลงานในวงการบิวตี้นั้นมีให้เราเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง และในปัจจุบันมันก็ไม่ได้จำกันอยู่แค่เพียงแบรนด์บิวตี้และโลกของความสวยงามหรือแฟชั่นชั้นสูงเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปินและแบรนด์ที่มีความแตกต่างออกไปมากขึ้น เช่นเดียวกับคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ที่เข้ากับกระแสการจัดโอลิมปิคสุดๆ เมื่อ 2 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างฝั่งบิวตี้ Shu Uemura และฝั่งแฟชั่นสุดแอคทีฟอย่าง Onitsuka Tiger งานนี้คอลเลกชั่นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันค่ะ Break The Limit Of Beauty เรียกได้ว่าคอลเลกชั่นนี้เป็นการรวมตัวกันของเอกลักษณ์อันโดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ทั้งในด้านการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เห็นได้จากรองเท้าสนีกเกอร์ของ Onitsuka Tiger ที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ของเทคโนโลยีหรือการยกระดับการแต่งหน้าให้กลายเป็นดั่งศิลปะอีกหนึ่งเเขนงของชู อูเอมูระ ...
Willow Smith กับบทบาทใหม่ในฐานะ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ จาก Onitsuka Tiger
เผยโฉมครั้งแรก!กับแคมเปญต้อนรับคอลเลกชั่นฤดูหนาว 2020 จาก Onitsuka Tiger ที่ได้ Willow Smith ตัวแทนอินฟลูเอนซอร์เจนซี ที่มานั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ หากต้องเอ่ยถึงตัวแทนหนุ่มสาวเจนซี ที่สะท้อนตัวตนความมีสไตล์ไม่มีเหมือนใคร ที่มาพร้อมความสามารรอบมือเห็นจะมีชื่อของ Willow Smith ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยคุณพ่อ วิลโลว์ สมิธ ในบทบาทนักร้อง นักแสดงมากฝีมือ ควบคู่กับการเป็นแฟชั่นไอคอนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เดินตามรอยใคร จนหลายแบรนด์ดังต่างทาบทามให้เธอร่วมงานในฐานะมิวส์คนพิเศษ ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากติดตาม จนล่าสุด ...

Photography by  Myles Loftin

Styled by Jason Bolden

Text by  Michael Cuby

ไม่กี่วันก่อนที่โลกจะถูกล็อกดาวน์ Willow Smith  ได้ขังตัวเองอยู่ในกล่องขนาด 20 ฟุตในLos Angeles’ Museum of Contemporary Art (MoCA) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง นั่นเป็นการแสดงเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต เชิญชวนให้คนชมลอดมองผ่านช่องกระจกเข้าไปดูเธอกับเพื่อนนักดนตรี Tyler Cole ทำการแสดงที่เรียกว่า “8 ระดับของความกังวล” เชื่อว่าใครหลายๆ คนคงรู้สึกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่สภาวะจิตใจเราถูกสั่นคลอนที่สุด แต่สำหรับวิลโลว์ สมิธ ลูกคนเล็กและลูกสาวคนเดียวของวิล สมิธ นักแสดงชื่อดัง และจาดา พิงเก็ตต์ สมิธ ช่วงเวลาแห่งความอลหม่านท่ีเกิดขึ้นในปี 2020  กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เธอได้เรียนรู้ว่าจะจัดการกับความตึงเครียดในด้านต่างๆ ของตัวเองอย่างไร 

การแสดงศิลปะของวิลโลว์ที่ MoCA จัดแสดงตรงกับช่วงปล่อยอัลบัมใหม่ที่ชื่อ The Anxiety ที่เธอทำร่วมกับโคลพอดี โดยนำเสนอเรื่องราวของพวกเขาที่เกี่ยวข้องกับอาการนี้ นักร้องสาววัย 20 ตั้งใจให้นิทรรศการนี้สร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคความวิตกกังวล โดยที่เธอก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าประสบการณ์นี้จะเปิดโลกให้กับเธอ เธอเล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนว่าเป็น ’ความปั่นป่วนทางอารมณ์’  ช่วงเวลาในกล่องบังคับให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงและอารมณ์ที่ไม่น่าสบายใจนัก  แต่พอเธอดึงตัวเองออกมาจากอารมณ์นั้นด้วยการหันไปสนใจสิ่งต่างๆ สถานการณ์โรคระบาดที่เริ่มแย่ลงและการกักตัวที่ทั้งโลกต้องเผชิญ ก็ทำให้ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์มือใหม่อย่างเธอต้องรับมือกับทุกสิ่งแบบซึ่งๆ หน้า 

“มันเป็นโลกคู่ขนานที่บ้าคลั่งมาก” วิลโลว์กล่าว เล่นมุกว่าเธอคลานออกมาจากกล่องจริงๆ เพื่อมาอยู่ในกล่องในเชิงสัญลักษณ์ แต่ก็เช่นเดียวกับนักดนตรีทั้งหลายก่อนหน้าเธอ หญิงสาวใช้เวลาว่างไปกับการทำเพลงใหม่ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไป อัลบัม The Anxiety เป็นผลพวงมาจากการที่นักร้องสาวเพิ่งจะมารู้ตัวว่าเธอได้ต่อสู้กับอาการนั้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว  ในระหว่างที่เธอกำลังอัดเพลงใหม่ สมิธซึ่งรู้ว่าเธอยังไม่สามารถ ‘เอาชนะ’ ความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจที่เกิดตามมาได้ ก็รู้สึกเหมือนได้รับการติดอาวุธที่จะช่วยเธอรับมือกับมัน

ตัวตนภายในของเธอเปลี่ยนไปอย่างมาก ในขณะที่โลกด้านนอกกำลังพลิกผันและลุกไหม้ ไม่แปลกใจที่สมิธกำลังมองหา ‘การเดินทางใหม่ เป้าหมายใหม่’ ในช่วงกักตัว เธอได้ค้นพบมันในดนตรีที่เธอรักมาตั้งแต่สมัยเด็ก นั่นคือ ดนตรีป็อปพังก์ ซึ่งมีศิลปินดังๆ อย่าง My Chemical Romance, Fall Out Boy และ Paramore การเปลี่ยนสไตล์นั้นเข้ากับเธอดี เนื่องจากดนตรีสไตล์นี้กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง เพราะความโด่งดังของศิลปินอย่าง Machine Gun Kelly และ The Kid Laroi ซึ่งเป็นทรนด์ชาเลนจ์อยู่ใน TikTok รวมทั้งความสัมพันธ์เปิดเผยของคอร์ตนีย์ คาร์เดเชียน กับ ทราวิส บาร์เกอร์ มือกลองวง Blink-182 ด้วย

วิลโลว์ สมิธ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์เพลงอาร์แอนด์บีแนวทดลอง และเป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงสายป็อป เคยทดลองทำเพลงที่มีความคล้ายคลึงกับร็อกมาบ้าง (ส่วนใหญ่อยู่ในอัลบัม Axiety หรือเพลง Human Leech จากอัลบัม The 1st ในปี 2017) แต่ก่อนหน้านี้ เธอค่อนข้างกลัวที่จะกระโจนเข้าไปในแวดวงนี้อย่างเต็มตัวแม้ว่าเธอจนชื่นชอบแนวเพลงและวัฒนธรรมพังก์ร็อกก็ตาม

ส่วนหนึ่งของความกลัวมาจากการที่เธอคิดถึงเรื่องของจำกัดของเลนจ์เสียงของเธอ หลังจากสิบปีที่ที่เธอสบายใจกับการร้องเพลงแบบคลอๆ สบายๆ การเปลี่ยนแนวทำให้สมิธต้องขยายโทนเสียงของตัวเองใหม่ ในซิงเกิล Transparent Soul ซึ่งเป็นซิงเกิลหลักของโปรเจ็กต์ใหม่ สมิธได้เปล่งเสียงรัวเร็วในช่วงท่อนธรรมดาก่อนจะเบลนด์เข้ากับเสียงสูงในช่วงคอรัส เธอยังติดต่อไปหาบาร์เกอร์ให้มาช่วยตีกลองให้ ซึ่งเขาก็ทำมาแล้วหลายอัลบัม  และเมื่อผสมกับฝีมืออันช่ำชองในการดีดกีตาร์ของเธอ พลังสไตล์อีโมแบบวง Blink ก็ได้รับการปลดปล่อยออกมา

อีกหนึ่งปัจจัยของความไม่มั่นใจของสมิธนั้นเป็นกุญแจไปสู่แรงบันดาลใจของเธอในที่สุด ตั้งแต่อายุ 4-10 สมิธติดตาม จาดา แม่ของเธอไปทัวร์ด้วย ซึ่งตอนนั้นแม่ของเธอโด่งดังจากภาพยนนตร์ The Matrix และยังเป็นนักร้องนำวงนู-เมทัล Wicked Wisdom  นั่นเป็นประสบการณ์ทางดนตรีของสมิธในวัยเด็ก และก็ไม่แปลกที่การได้เห็นว่าแม่ของเธอทำให้มหาชนประทับใจมากขนาดนั้นจะส่งอิทธิพลต่อเด็กน้อยในตอนนั้นอย่างช่วยไม่ได้ และอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลต่อเธอก็การได้เห็นแง่มุมที่ไม่โสภาสำหรับผู้หญิงในวงร็อก “แม่ฉันโดนเกลียดอย่างมากเลยล่ะ” เธอยอมรับ “ทั้งการเหยียดเชื้อชาติและเหยียดเพศอย่างรุนแรง แบบบวกสิบเท่าเลย มีคนขู่ฆ่าแม่ด้วย บางคนก็ปาแก้วใส่บนเวที มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายในช่วงท่ีแม่ไปออกทัวร์”

“ฉันได้สัมผัสความเกลียดชังนั้นด้วยตัวเอง” เธอเล่าต่อ “มันน่ากลัวมากนะ และฉันก็คิดว่าฉันซึมซับมันมาหน่อยๆ” แต่ในขณะที่เธอจัดการความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ของชีวิต เธอก็ได้ค้นพบว่าสามารถขับไล่ความไม่มั่นใจในเรื่องดนตรีออกไปด้วยเหมือนกัน “เวลามีความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาทีไร ฉันจะนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับแม่และวิธีการที่แม่รับมือกับอันตรายตรงหน้า แม่แค่ทะยานขึ้นไป” เธอเสริม “จริงๆ แม่กลัวนะ แต่แม่ทำให้ฉันเห็นว่าการเติบโตเป็นผู้หญิงเป็นอย่างไร  ทั้งการรับมือกับความท้าทาย และไม่เกรงกลัวคำตัดสินหรือมุมมองของคนอื่น ฉันก็อยากจะเผชิญหน้ากับโลกของฉัน ทำสิ่งใหม่ๆ โดยไม่สนเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเองนี้เหมือนกัน” 

ในขณะที่เธอพร้อมจะอธิบายถ้าใครสับสนเส้นทางสายนู-เมทัลของแม่ กับสไตล์ป็อปพังก์มันๆ ในอัลบัมล่าสุดของเธอ สมิธยังรู้สึกภูมิใจที่ได้รับไม้ต่อในฐานะผู้หญิงผิวดำที่อยู่ในสายร็อก “ฉันแค่อยากเติมเต็มความปรารถนาที่มีตั้งแต่อายุ 10 กว่าปีที่จะได้ร้องเพลงร็อก เป็นผู้หญิงผิวดำที่จะร้องเพลงร็อก” เธอเน้นยำคำว่าผิวดำซึ่งทำให้เห็นวว่ามันสำคัญแค่ไหนสำหรับเธอ 

ประเด็นนี้ยังมีความสำคัญในแง่มุมอื่นๆ ของงานที่เธอทำด้วย แม้ว่าดนตรีจะเป็นสิ่งที่เธอโฟกัสเป็นหลัก แต่เธอก็ยังทำโปรเจ็กต์อื่นๆ ด้วยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เธอกำลังเขียน The Black Shield Maiden ซึ่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ และขณะเดียวกันก็กำลังพัฒนาอะนิเมะซึ่งใช้เวลา 6 ปีแล้ว และเธอยังหวังว่าจะทำออกมาในรูปแบบนิยายภาพด้วย ทั้งสองงานนี้โฟกัสอยู่ที่ผู้หญิงผิวดำซึ่งต้องดิ้นรนกับอุปสรรคที่ขัดขวงพวกเธอ 

It would be only right for my music to reflect my mental and emotional state at this time.

เช่นเดียวกัน สมิธรู้สึกได้ถึงความเข้มแข็งภายในจิตใจจากการได้ทำงานกับ Onitsuka Tiger โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เธอเป็นผู้หญิงผิวดำที่ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เธอพูดถึงรองเท้ากีฬายอดนิยมนี้ว่า “มีความฟิวเจอริสติก แต่ก็ใช้งานได้จริงด้วย” และยังบอกด้วยว่าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ญี่ปุ่นเจ้านี้ “ยอดเยี่ยม น่าประทับใจ” แถมยังมีเรื่องที่ว่าบรูซ ลี ซึ่งเป็นไอดอลของเธอมาตั้งแต่สมัยเด็ก ก็สวมรองเท้า Onitsuka Tiger ด้วยเหมือนกัน “เขาเป็นคนที่เจ๋งที่สุดที่เคยเห็น ฉันจะต้องเจ๋งให้ได้อย่างบรูซ ลี” 

เมื่อพูดถึงไอดอล สมิธรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที่เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่ได้ทำงานกับไอดอลวัยเด็กในอัลบัมใหม่ที่กำลังจะปล่อย ในเพลงที่ชื่อว่า Grow ซึ่งได้ อาวริล ลาวีญ นักร้องป็อปพังก์มาร่วมงานด้วย ในซิงเกิลนี้ว่าด้วยการตามหาตัวตนอย่างไม่สิ้นสุด ทั้งสองร้องสสลับกันไปมา ประสานกับเสียงกลองของบาร์เกอร์ และเสียงกีตาร์ที่ทำให้นึกถึงเพลงฮิตของลาวีญ  สมิธอยากให้ซิงเกิลนี้เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างพลังอันพลุ่งพล่านของป็อปพังก์ และคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับจิตวิญญาณที่เธอเล่าผ่านเนื้อเพลง การตัดสินใจชวนลาวีญมาร่วมด้วยนั้นไม่เรียกว่าเซอร์ไพรส์ เพราะสมิธคิดว่าลาวีญซึ่งเซ็นสัญญาทำเพลงมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ตั้งแต่อายุ 16 จะสามารถเข้าถึงธีมต่างๆ ของเพลงในอัลบัมนี้ได้ เธออธิบายว่า “ฉันนึกถึงการที่เราสองคนเดินทางตามหาตัวตนในขณะที่ชีวิตต้องอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ตั้งแต่อายุยังน้อย” 

แน่นอนว่า การอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลต์ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทั้งหมด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ สมิธก็เริ่มชินกับการเปิดเผยรายละเอียดส่วนตัวต่อสาธาระผ่าน Red Table Talk ซึ่งเป็นโชว์ทาง Facebook Watch ที่เธอเป็นพิธีกรร่วมกับแม่และยาย  เอเดรียน แบนฟีลด์-นอร์ริส สมิธเปิดเผยรสนิยมทางเพศของเธอผ่านรายการนั้นครั้งแรกในปี 2019 โดยบอกว่าตัวเองชอบเพศเดียวกันและมีคนรักหลายคน และหลังจากออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงความสนใจในความสัมพันธ์แบบคบทีละคนผ่านเอพิโสดหนึ่งในเมษายนปี 2021 นักร้องสาวเจนซียังสัญญาว่าจะสื่อเรื่องนี้อย่างละเอียดมากขึ้นในอัลบัมที่กำลังจะออก

“ฉันคิดว่าดนตรีควรสะท้อนสภาวะจิตใจและอารมณ์ของฉันในตอนนี้” เธออธิบาย “ก่อนหน้านี้ ฉันไม่ใช่คนที่จะพูดเกี่ยวกับความรักและรสนิยมทางเพศผ่านดนตรีเท่าไหร่ แต่ในอัลบัมใหม่นี้ ถือได้ว่าเยอะทีเดียว” เธอบอกว่าการจัดรายการ Red Table ช่วยให้เธอมั่นใจ “ในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ในพื้นที่ทางดนตรีของฉัน” เธอยังคิดว่าความดิบของเนื้อเพลงเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่พื้นฐานของซาวด์ใหม่ “มันเป็นร็อกแอนด์โรลล์นะ รู้สึกดีชะมัดที่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีความลับ ไม่มีอะไรต้องแอบซ่อน”

แล้วดนตรีแนวเก่าตั้งแต่สมัยที่เธอยังไม่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ล่ะ? ​ดนตรีตั้งแต่สมัยวัยเด็ก?​ ใครจะคิดว่าศิลปินสาวที่เติบโตเกินวัยจะยังคงเป็นคนเดียวที่ร้องเพลง Whip My Hair ในปี 2010 ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ส่งให้ ‘วิลโลว์’ เด็กหญิงวัย 9 ขวบกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน สมิธยอมรับว่าเธอเกลียดเพลงนี้ มันเป็นประสบการณ์ชีวิตแบบเดียวกันกับเหล่าป็อปสตาร์รุ่นเยาว์ทั้งหลายซึ่งดังจากเพลงฮิตที่สตูดิโอเป็นคนผลิตทั้งหมดก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้สร้างสรรค์ซาวด์ของตัวเอง “เอาจริงๆ ฉันอยากจะสาปส่งช่วงเวลานี้และลืมๆ มันไป เหมือนกวาดมันไปซ่อนไว้ใต้พรม” เธอสารภาพว่า “ฉันเสียใจที่ทำมัน” 

The content in my songs has always been centered around self-love and the universe and our humanity’s divine path, about expressing oneself and being unapologetic.

แต่เมื่อไม่นานมานี้ เธอก็เริ่มกลับมาพิจารณาถึงเส้นทางที่ผ่านมา “ฉันรู้สึกว่าเนื้อหาในเพลงของฉันมักเกี่ยวกับความรักตัวเอง จักรวาล และเส้นทางสู่จิตวิญญาณ การแสดงความเป็นตัวเอง และการทำอะไรโดยไม่คิดเสียใจ” เธอเล่าต่อ “แต่ฉันเพิ่งกลับไปฟังเพลง Whip My Hair เมื่อไม่นานมานี้ และก็ได้เข้าใจว่ามันเป็นการส่งสารแบบเดียวกัน ไม่ใช่ว่าฉันจะพูดอะไรขัดกับคุณค่าที่ฉันยึดถือรหอกนะ แต่มันสอดคล้องกับสิ่งที่ฉันเชื่อมั่นมากๆ เหมือนจู่ฉันก็รู้สึก อ๋อ และก็คิดว่า เฮ้ย อย่าไปสาปส่งช่วงนี้ของชีวิตเลย เพราะมันกลายเป็นพื้นฐานและเป็นแพลตฟอร์ม และสร้างแฟนเบสที่คอยอยู่เคียงข้างฉันตลอดเส้นทางที่วงวนอย่างบ้าคลั่งของฉัน ตอนนี้ ฉันก็เลยไม่คิดอยากจะกลับไปแก้ไขอะไรแล้ว”​ 

และก็เช่นเดียวกับอีกหลายสิ่งในชีวิต สมิธยกเครดิตในการตระหนักถึงความจริงเหล่านี้ว่าเป็นเพราะการที่เธอเข้าถึง The Divine ซึ่งเป็นพลังจิตวิญญาณฝ่ายหญิงที่มอบความเข้มแข็งให้กับเธอ เธอได้รับความเชื่อนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะแม่ของเธอก็สนใจเรื่องจิตวิญญาณ เมื่อปีที่แล้ว เธอก็ได้เล่าผ่านความเชื่อในนี้ในเพลง Rise ซึ่งเธอได้ร่วมงานกับ Jahnavi Harrison แถมเมื่อไม่นานมานี้ เธอยังได้สักสัญลักษณ์ความเชื่อลงไปที่แขนด้วย 

หลายเดือนหลังจากการแสดงศิลปะเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ MoCA สมิธก็ได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความวิตกกังวล ทดลองนำเสนอซาวด์ใหม่ๆ และเขียนเพลงใหม่ของเธอ และเธอก็ยังคงฝึกฝนและศึกษาการบริหารจิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเล่นโยะ ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันเป็นมากกว่าไลฟ์สไตล์หรือการออกกำลังกาย ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะรู้สึกน่าแปลกที่การแสวงหาทางจิตวิญญาณและความเงียบสงบ ดูจะขัดแย้งกับแนวดนตรีกระแทกกระทั้นที่เธอได้นำเสนอในช่วงนั้น แต่สำหรับ วิลโลว์ สมิธ พลังงานที่แตกต่างสอดประสานกันได้ และยังก่อให้เกิดสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามและสมดุล เหมือนกับเทพีทั้งสาม เจ้าแม่กวนอิม พระสุรัสวดี และพระแม่กาลี ที่เธอสักไว้บนแขนซ้ายของเธอ 

HAIR Vernon François
MAKEUP Raoúl Alejandre
PROPS STYLIST Daniel Horowitz
PRODUCTION Dana Brockman VIEWFINDERS 

PRODUCTION COORDINATOR Suze Lee VIEWFINDERS 

LIGHTING TECH Evadne Gonzalez
PHOTO ASSISTANT Kadar Small
STYLIST ASSISTANT John Mumbo
PROPS ASSISTANT Jade Soensen
PRODUCTION ASSISTANT Chris Olsen

Материалы по теме:

THE NEW FACE OF CHANEL EYEWEAR
ด้วยความสามารถที่หลากหลาย ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง ไปจนถึงนักแสดงมากฝีมือ แถมยังพ่วงคาแรคเตอร์มีสไตล์ตามแบบสาวชาเนล(ยุคใหม่) จึงไม่แปลกที่ Karl Lagerfeld จะตกหลุมรัก 'Willow Smith' จนชวนเธอให้ร่วมมาเป็นครอบครัวชาเนล ในฐานะมิวส์คนล่าสุดให้กับแคมเปญแว่นตา คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2016 A video posted by CHANEL (@chanelofficial) on Aug 25, 2016 ...
แวะช้อป Onitsuka Tiger ย่าน Ginza แหล่งรวมไอเท็มหายาก
ใครรู้ตัวว่าเป็นสาวกสายสตรีทหรือชื่นชอบแบรนด์รองเท้าสัญชาติญี่ปุ่นเป็นชีวิตจิตใจ ไปญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมแวะไปเยือนช็อปใหม่ของ Onitsuka Tiger ย่านกินซ่า ซึ่งตั้งอยู่บนถนนช้อปปิ้งเคียงบ่าเคียงไหล่กับร้านรวงต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ไฮแบรนด์ยังแมสโปรดักส์ เพราะ  Onitsuka Tiger สาขานี้ใหม่สุดและมีสินค้าที่เป็น limited edition ลงเยอะสุด ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์ กับรองเท้าโอนิซึกะสีขาวคาดน้ำเงิน ภายในร้านตกแต่งแนวผสมผสานระหว่างเอเชียกับตะวันตก แบ่งเป็นสามชั้น ...
นอกจากชิ้นบิวตี้แล้ว…ถึงคิวมาดูรายละเอียดของ สนีกเกอร์ ONITSUKA TIGER X SHU UEMURA กันบ้าง
โดยความน่าสนใจของคอลาบอชั่นนั้น นอกจากเป็นการได้เปิดตัวเซ็ตเมกอัพสีสดจาก Shu Uemura ที่ผสมความแอคทีฟในลีลา และลวดลายมีสไตล์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Onitsuka Tiger ได้อย่างน่าสนใจทั้งบน พาเลทอายแชโดว์  ลิปสติก  คลีนซิ่งออยล์  แปรงรองพื้น และที่ดัดขนตา ทางฝั่งสนีกเกอร์เจ้าดัง Onitsuka Tiger ก็เตรียมทีเด็ด นำเสนอ โมเดล DELEGATION EXTM ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าที่สวมใส่โดยทีมนักกีฬาญี่ปุ่นในปี 1964  โดยวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นแบบเคลือบเงามันวาวที่ทำให้นึกถึงเครื่องสำอาง และได้ถูกผสมผสานกับวัสดุที่มีความแตกต่างกันอย่างหนังวัวเรียบ ในส่วนของสีสันนั้นได้นำสี Tokyo Red มาใช้เพิ่มความโดดเด่นของรองเท้า สำหรับพื้นรองเท้าส่วนกลางได้นำ FLYTEFOAM ...
ก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดของความสวยไปให้สุด ด้วยคอลเลกชั่นล่าสุดระหว่าง Shu Uemura และ Onitsuka Tiger
คอลลาบอเรชั่นหรือการร่วมมือกันสรรค์สร้างผลงานในวงการบิวตี้นั้นมีให้เราเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง และในปัจจุบันมันก็ไม่ได้จำกันอยู่แค่เพียงแบรนด์บิวตี้และโลกของความสวยงามหรือแฟชั่นชั้นสูงเท่านั้น แต่รวมไปถึงศิลปินและแบรนด์ที่มีความแตกต่างออกไปมากขึ้น เช่นเดียวกับคอลเลกชั่นล่าสุดนี้ ที่เข้ากับกระแสการจัดโอลิมปิคสุดๆ เมื่อ 2 แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างฝั่งบิวตี้ Shu Uemura และฝั่งแฟชั่นสุดแอคทีฟอย่าง Onitsuka Tiger งานนี้คอลเลกชั่นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันค่ะ Break The Limit Of Beauty เรียกได้ว่าคอลเลกชั่นนี้เป็นการรวมตัวกันของเอกลักษณ์อันโดดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ทั้งในด้านการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เห็นได้จากรองเท้าสนีกเกอร์ของ Onitsuka Tiger ที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ของเทคโนโลยีหรือการยกระดับการแต่งหน้าให้กลายเป็นดั่งศิลปะอีกหนึ่งเเขนงของชู อูเอมูระ ...
Willow Smith กับบทบาทใหม่ในฐานะ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ จาก Onitsuka Tiger
เผยโฉมครั้งแรก!กับแคมเปญต้อนรับคอลเลกชั่นฤดูหนาว 2020 จาก Onitsuka Tiger ที่ได้ Willow Smith ตัวแทนอินฟลูเอนซอร์เจนซี ที่มานั่งแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ หากต้องเอ่ยถึงตัวแทนหนุ่มสาวเจนซี ที่สะท้อนตัวตนความมีสไตล์ไม่มีเหมือนใคร ที่มาพร้อมความสามารรอบมือเห็นจะมีชื่อของ Willow Smith ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตามรอยคุณพ่อ วิลโลว์ สมิธ ในบทบาทนักร้อง นักแสดงมากฝีมือ ควบคู่กับการเป็นแฟชั่นไอคอนของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เดินตามรอยใคร จนหลายแบรนด์ดังต่างทาบทามให้เธอร่วมงานในฐานะมิวส์คนพิเศษ ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอยากติดตาม จนล่าสุด ...