Monday, September 20, 2021

หลายแง่มุมทั้งตัวตน ชีวิต ความรักของ Amanda Obdam

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ใครๆ ก็พากันพูดถึง อแมนดา ชาลิสา ออบดัม… สาวภูเก็ตลูกครึ่งไทย-แคนาดา วัย 28 เจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2020 ด้วยเสน่ห์ความงาม ความเป็นตัวของตัวเอง ความฉลาดเฉลียว และที่สำคัญคือความทุ่มเทเตรียมพร้อมอย่างหนัก ทำให้เธอโดดเด่นท่ามกลางสาวงามจากหลายสิบประเทศที่มาร่วมประกวด Miss Universe ที่ไมอามี่ แม้สุดท้ายจะมงไม่ลง แต่เธอก็ครองใจทุกคนได้อย่างไม่ยาก

ในโอกาสที่อแมนด้าให้เกียรติมาขึ้นปกนิตยสาร L’Officiel Wedding ประจำปีนี้ เราจึงของพูดคุยกับเธอเพื่ออัพเดทเรื่องราวต่างๆ ทั้งตัวตน ชีวิตหลังประกวด และความรัก

-ไหนๆ ก็เพิ่งผ่านวันเกิดไปได้ไม่นาน (17 มิถุนายน) มาย้อนวันเวลากันหน่อย มีอะไรในช่วงวัยเด็กที่เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลงไปไหม

“ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ พอโตขึ้นมันมีความรับผิดชอบเยอะเนอะ ก็อยากกลับไปเป็นเด็กอีกรอบหนึ่ง เพราะตอนเด็กเราได้เต็มที่กับชีวิต ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่อยากเปลี่ยน เพราะพอโตขึ้น เราต้องทำงาน เวลาที่เรามีให้กับครอบครัว ให้เพื่อน และคนอื่นๆ มันก็ลดลงด้วย”

-ถ้าพูดถึงความทรงจำที่มีความสุขก่อนเป็นที่รู้จัก

“ความเที่เป็นเด็กเกาะ ความสุขที่สุดก็คือการไปนั่งริมทะเล ให้ลมพัด ชมวิว เห็นความสวยงามของธรรมชาติ ของโลก สมัยเด็กๆ ชอบไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่ทะเลกับเพื่อน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข มันไม่ได้มีอะไรให้คิด ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก”

-ด้าโตมาแบบไทยหรือฝรั่ง

“ด้วยคนรอบตัว อาจทำให้เราโตมาแบบฝรั่งมากกว่า แต่เพราะแม่ของด้าเป็นคนดุมาก ก็เลย 50-50 คือเพื่อนเราเป็นฝรั่งเสียส่วนใหญ่ แต่คุณแม่ก็ปลูกฝังวัฒนธรรมไทยให้มันเขลึกใสตัวเรา ทำให้เราเข้าใจสังคมไทยด้วย คือมีช่วงอายุประมาณ 10-11 ที่ภาษาไทยไม่ค่อยดี ศัพท์ไม่แน่น แม่เลยจับเข้าโรงเรียนไทยเลย มีแม่เป็นคนไทยต้องได้ภาษาไทย

-ที่บ้านปลูกฝังเรื่องอะไรที่สุด

“ถ้าเป็นคุณแม่คือสอนให้เป็นคนดี พูดตลอดเลยค่ะว่าต้องคิดดี พูดดี ทำดี ส่วนคุณพ่อจะเข้มงวดเรื่องเวลามาก เราก็ยังจำมาจนถึงทุกวันนี้ว่าไม่ว่าจะไปทำงานอะไร ก็ต้องไปให้ตรงหรือก่อนเวลา มันแปลว่าเราไม่ให้เกียรติเขา แล้วคุณพ่อก็เป็นคนที่มีความสุขกับชีวิต เราก็ซึมซับมา แต่ก็มีช่วงหนึ่งตอนเด็กที่เป็นคนคิดเยอะจนปวดหัว จนวันหนึ่งเราก็คิดว่าเราจะคิดไปทำไม มันยังไม่เกิดขึ้น ก็เลยปล่อย อะไรจะเกิดก็เกิดแล้วค่อยไปแก้” 

-ก่อนจะประกวด Miss Thailand Universe ด้าเคยประกวดมาหลายเวทีเหมือนกัน ตอนนั้นอยากรู้ว่าอะไรดลใจให้ด้าเข้าประกวดเวทีต่างๆ

“จริงๆ ตอนเด็กๆ เราชอบไปทะเล ก็เลยจะผิวแทนๆ ตอนนั้นรู้สึกว่าเราไม่เข้ากับมาตรฐานความงามของไทย ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะอยากเข้าประกวดนางงามมาก่อน แต่ตอนเพิ่งเรียนจบมหา’ลัยที่แคนาดาแล้วกลับมาที่ไทย คนก็ถามว่าเราไม่ไปประกวดเหรอ ก็เลยคิดว่าเราก็ประกวดได้เหรอ มันก็เลยจุดประกาย ก็เลยไปลองดู ไป Miss Thailand World ครั้งแรก แต่ไปแบบงงๆ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่งหน้าเต็มของเขากับเราก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็ดีที่เป็นจุดเริ่มต้น จนได้เข้ามาประกวด Miss Grand ได้อยู่ทีม Miss Grand Phuket ก็เป็นจุดแรกที่ได้เรียนรู้มากขึ้น เพราะมีคนคอยสอน”

-หลังจากลองมาหลายเวทีแล้ว ด้าคิดว่าการเป็นนางงามคืออะไรกันแน่

“นางงามก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัยเนอะ ทั้งความงาม ความคิด ต้องบอกว่าสมัยนี้การประกวดนางงามไม่ได้มองแค่ความสวยภายนอกแล้ว ความสวยภายนอกมันอาจไม่ตรงตามสแตนดาร์ดของทุกคน แต่ถ้าผู้หญิงคนน้นมีความคิดที่ดี มีความมั่นใจ ฉลาดเฉลียว พูดจาฉะฉาน แฮปปี้ในสิ่งที่ตัวเองเป็น สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีออร่าออกมาก คนที่ดูอยู่ เด็กๆ ที่ดูอยู่ก็รู้สึกว่า ถ้าโตขึ้นฉันอยากเป็นแบบผู้หญิงคนนี้จัง อยากเก่งได้แบบเขาจัง”

-ถึงความสวยจะเป็นเรื่องภายนอก แต่ในความที่ได้ตำแหน่ง Miss Thailand Universe คนก็จะคาดหวังเราจะต้องสวยดูดีตลอดเวลาหรือเพอร์เฟ็กต์หรือเปล่า มันเป็นคนกดดันไหม

“สำหรับด้าไม่ได้ถึงกับกดดันนะคะ เพราะก็รู้ว่าไม่ว่าจะเราจะทำอะไรจะมีคนวิจารณ์ มีทั้งคนชอบหรือไม่ชอบอยู่แล้ว ก็เลยจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความคิดของคนอื่นสักเท่าไหร่ ถ้าวันนี้เรารู้สึกว่าเราสวยแล้ว แต่คนอื่นไม่คิดอย่างนั้น ก็ไม่เป็นไร ฉันก็สวยแล้วของฉัน (หัวเราะ) เราก็ทำดีที่สุดของเราแล้ว แล้วคนเราก็ไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องชอบในสิ่งเดียวกันเสมอไป”

-แล้วถ้าอย่างนั้นเวลาไม่แต่งหน้า กล้าออกจากบ้านไหม 

“กล้าค่ะ ยิ่งถ้าอยู่ภูเก็ตนะ ไม่แต่งเลย (หัวเราะ) ผิวเราก็ต้องการพักบ้าง”

-ตอนประกวดที่อเมริกา มีโมเมนต์ประทับใจไหม จะบนเวทีหรือหลังเวทีก็ได้

“มันจะมีโมเมนต์หลังเวทีค่ะ เวลาผู้หญิงทุกคนไปประกวดก่อนขึ้นเวที จะรู้สึกตื่นเต้น กังวล กดดัน แต่สิ่งที่ประทับใจก็คือไม่ว่าใครจะกำลังเดินขึ้นไปบนเวที เพื่อนๆ จาก 73 ประเทศที่อยู่หลังเวทีจะคอยให้กำลังใจกัน มันเป็นแรงใจ เป็นแรงดลใจ แล้วก็คิดว่านี่แหละ สิ่งที่อยากเห็นมากยิ่งขึ้น คนอาจจะคิดว่าในการแข่งขัน เราต้องกดคนอื่นลง แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นแบบนั้น เราสามารถเป็นกำลังใจให้กันและสามารถขึ้นไปด้วยกันได้” 

-ในมุมมองของด้า คิดว่าโมเมนต์การตอบคำถามบนเวทีมันเป็นตัววัดได้ขนาดนั้นเลยไหมว่าใครจะได้ตำแหน่ง

“ด้าคิดว่าใช่ ใน 30 วินาที มันเป็นจุดชี้ตายเลยว่าคุณสามารถไปต่อได้หรือไม่ เพราะมันวัดกันที่คำตอบเลย”

-คำถามไหนที่อยากให้ถามบนเวที

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลก เรื่องประเด็นสังคม โควิด LGBTQ มันมีหลายประเด็นที่ถามได้ แต่คิดว่าคำถามที่ยากที่สุดคือ ทำไมคุณถึงคู่ควรกับการได้ตำแหน่ง มันเป็นการถาม mind set อย่างตัวด้าเองคิดว่าการไป Miss Universe มันเหมือนการไปสัมภาษณ์งาน เรารู้จักตัวเราเองที่สุด เราพร้อมสำหรับหน้าที่นี้ไหม เรามีวินัย มีความอดทน มีความมุ่งมั่น และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ถ้าใครเห็นเราตั้งแต่ต้น ก็จะรู้ว่าเราพร้อมจริงๆ”

-ถึงปีนี้จะมงไม่ลงอย่างที่หวัง แต่คนก็ชื่นชมด้ามาก บอกว่าด้าได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการประกวดนางงาม รู้สึกอย่างไร 

“รู้สึกดีใจที่ทุกคนเห็นถึงความพยายามของเราค่ะ คิดตั้งแต่ไปแล้วว่าเราจะทำให้ดีที่สุด เพราะนี่คือครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ต้องแบบ ฟาดได้ฟาด (หัวเราะ) แล้วก็ต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่เขาให้ใจมาก สู้กันหมด เหมือนเป็นภารกิจแห่งชาติ”

-เห็นตอนเอากระเป๋าเดินทางมาเรียงแล้วทึ่งมาก มีนางงามคนไหนขนกระเป๋าไปเยอะเท่าด้าไหม

“ไม่น่าจะมีนะ (หัวเราะ) มันเยอะจนรูมเมทบอกว่าอยากอยู่ห้องกับคนที่ไม่มีกระเป๋าเยอะ แต่ก็ต้องมาอยู่กับมิสไทยแลนด์”

-ขอถามอีกเรื่องหนึ่ง ทุกคนจะรู้จักด้าในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เป็นกระบอกเสียงให้สังคม เลยสงสัยว่าอะไรทำให้ด้ากล้าที่จะพูดในสิ่งที่หลายๆ คนอาจจะไม่กล้า ทั้งเรื่องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม

“ด้าแค่มองเรื่องถึงสิทธิของมนุษย์ค่ะ ทุกคนมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่ามันพูดไม่ได้ เราแสดงออกได้อยู่ตราบใดที่มันไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพราะเรามีสิทธิของเรา”

-เป็นคนกล้าแสดงออกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลยไหม หรือว่ามันมีจุดเปลี่ยน 

“คือเราก็โตมาในสังคมไทย โดนปลูกฝังมาว่า ข้างบ้านจะคิดอย่างไร ถ้าเราทำแบบนี้ แต่มันมีจุดเปลี่ยนคือช่วงวัยรุ่น เริ่มรู้สึกว่าทำไมเราต้องไปแคร์เขาด้วย เขาไม่ได้หาเงินมาให้เราใช้นี่ ไม่ใช่คนในครอบครัวเราด้วย ก็เลยรู้สึกว่าไม่แคร์ จะคิดอะไรก็เรื่องของคุณ เราก็ใช้ชีวิตของเราสิ เรามีชีวิตเดียวนะ”

-การเป็นตัวของตัวเองหรือความกล้าแสดงออก กับการอยู่ในกฏเกณฑ์ของสังคม เราบาลานซ์ยังไง 

“จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเราบาลนซ์ยังไงต่ะ แต่อาจจะเพราะว่าเราเติบโตในสังคมนี้ เราก็เลยรู้วิธีมั้งค่ะว่าอยู่กับผู้ใหญ่เราจะปฏิบัติตัวแบบนี้ จะวางตัวอย่างไงในสถานการณ์ต่างๆ แล้วการกล้าแสดงออกก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน”

-ด้าเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงมากมาย แล้วมีผู้หญิงคนไหนที่ด้าชื่นชมไหมคะ 

“ชอบจาซินดา อาร์เดน นายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ เป็นนายกที่เก่งมาก เขาสามารถควบคุมโควิดในประเทศเขาได้ และต้องดูแลลูกและครอบครัวด้วย เขาจัดสรรเวลาได้ ถึงแม้ว่าในโลกนี้เราจะเรียกร้องให้มีความเท่าเทียมของทุกเพศ แต่ในตำแหน่งใหญ่ๆ ก็จะมีผู้ชายอยู่ในตำแหน่งเยอะกว่า แต่การที่มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในตำแหน่ง ทำงานได้ดี มันเป็นตัวอย่างให้กับเด็กๆ ที่กำลังเติบโตขึ้นมา ทำให้เด็กๆ ผู้หญิงรู้ว่าผู้หญิงก็เป็นผู้นำได้นะ และจัดการบริหารประเทศไดด้วย เขาเป็นผู้หญิงเก่งจริงๆ” 

-เวลาพูดถึงผู้หญิงเก่งก็จะนึกถึงผู้หญิงทำงาน มีตำแหน่งในหน้าที่กำาร เป็นเจ้าของธุรกิจ สำหรับด้านิยามของผู้หญิงยุคใหม่คืออะไรกันแน่คะ 

“จริงๆ แล้วแต่นะ คิดว่าการประสบความสำเร็จหรือความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ บางคนคิดว่าการได้แต่งงานมีลูก สร้างครอบครัวคือความสำเร็จและความสุข แต่บางคนก็คิดว่างานคือความสุขของเขา ไม่สามารถพูดได้ว่าผู้หญิงยุคใหม่ควรเป็นแบบไหน เราต้องกลับมาถามตัวเราเองว่าความสุขของเราคืออะไร”

-ด้าให้ความสำคัญกับ achievement ไหม มีตั้งเป้าหมายอะไรไหมคะ

“ก็ไม่ได้ตั้งเป้าหมายนะคะ แค่คิดว่าทำอย่างดีที่สุด แต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปถึงนั่นไปถึงโน่น แค่ใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข และทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด อันนั้นคิดว่าสำคัญที่สุด” 

-ถ้าเปรียบตัวเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่หญิง คิดว่าตัวเองเหมือนใคร

“ด้าไม่ค่อยดูหนังซูเปอร์ฮีโร่เลยอ่ะ ขอเป็นนางเงือกได้ไหมคะ (หัวเราะ) เพราะด้าโตมากับทะเล คือเราอยู่ตรงนั้นแล้วมันมีความสุขอ่ะ เป็นนางเงือกอยู่กับความเงียบสงบ แต่งตัวเป็นแอเรียล (หัวเราะ)”

-ชีวิตมาถึงจุดนี้ อยากขอบคุณอะไรบ้าง

“เพิ่งพูดเรื่องนี้ไปเมื่อช่วงวันเกิด คือรู้สึกว่าเราโชคดีที่มีคนรอบตัวที่ดีขนาดนี้ เพื่อน ครอบครัว ทีมงานเบื้องหลังที่เข้ามาในชีวิตด้า ก็อยากขอบคุณเขาที่สู้ไปด้วยกัน ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจ คนอาจจะคิดว่าการเป็นนางงาม เป็นผู้หญิงคนดียวบนเวที แต่เบื้องหลังมีคนที่ทำงานกันหนักมาก จนตอนนี้กลายเป็นครอบครัว แล้วก็ขอบคุณตัวเองด้วยที่ไม่หยุดพยายาม”

-ชีวิตหลังจากประกวดจะเป็นอย่างไรต่อไปคะ

“หลังจากนี้ก็จะสานต่อโครงการ Have You Listened ซึ่งเป็นกรบอกเสียงในเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ก็อาจจะร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ส่วนวงการบันเทิงก็ต้องรอผู้ใหญ่คุยกันก่อนว่าจะแพลนไปทางไหนดี”

-ไหนๆ ก็พูดถึงโครงการ Have You Listened อยากทราบว่าอะไรทำให้ด้าสนใจเรื่องปัญหาสุขภาพจิต

“มันเริ่มจากตัวด้าเอง คือตอนสมัยเรียนมหา’ลัย เคยเป็นโรคคลั่งผอม ซึ่งมันถือเป็นปัญหาสุขภาพจิตชนิดหนึ่ง เรารับรู้ได้ถึงความทรมาน เหมือนเรารู้สึกว่าเราไม่ไหวแล้ว แต่มันคือ mind set ที่เราต้องเปลี่ยน มันไม่มียาที่เรากินได้ แล้วมันใช้เวลามาก ตอนนั้นที่เราไม่ไหว เราเรียกร้องหาความช่วยเหรอ แต่สังคมไม่เข้าใจ คนคิดว่าเราไดเอทหรือเปล่า เรารู้สึกเหมือนว่าเสียงของเรากำลังถูกปฏิเสธ ไม่มีใครฟังเราทั้งที่เราต้องการความช่วยเหลือ พอเราผ่านจุดนั้นมาได้ เราก็เลยคิดว่าสังคมน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็มีคนในครอบครัวเราที่มีภาวะซึมเศ้ราเหมือนกัน เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่คนไม่ให้ความสำคัญแล้วยังมองว่าว่าเข้าคือคนบ้า ทั้งที่มันก็คือโรคอย่างหนึ่ง ด้าเลยอยากเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เราอยากให้คนรู้สึกว่ามีคนรับฟังเสียงเขาอยู่นะ ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าเสียงของเขาไม่มีค่าพอ”

-แล้วตั้งใจจะทำอะไรต่อไปกับโครงการนี้คะ

“ก็คิดว่าอาจจะร่วมกับมูลนิธิกระจกเงาเหมือนก่อนหน้านี้ค่ะ เพราะสิ่งที่มูลนิธทำก็ได้ประสิทธิภาพ  แล้วก็อาจจะร่วมกับ Samaritans เพื่อนพูดคุยทางโทรศัพท์โดยมีความตั้งใจหลักเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย เพราะทุกคนมีความเครียด มีภาวะซึมเศร้ามากขึ้น แล้วก็ในอนาคตอาจจะมีเวิร์กช็อปสำหรับการเป็นผู้รับฟังที่ดี คือการได้ยินกับการรับฟังมันไม่เหมือนกันจริงๆ ค่ะ”

-มาเรื่องบันเทิงบ้าง ก่อนหน้านี้ด้าก็เคยแสดงละครมาสี่เรื่อง การแสดงเป็นหนึ่งในความสุขของด้าหรือเปล่า

“ช่วงที่แสดงละคร ตอนนั้นเราเป็นเด็กใหม่ ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ต้องไปสวมบทเป็นตัวละคร ตอนแรกมันยากมากเลยค่ะ แต่พอได้ทำไปเรื่อยๆ ได้มีประสบการณ์ มันก็เริ่มเป็นความสนุก ไก้เปลี่ยนคาแร็กเตอร์ ได้เปลี่ยนตัวเอง ตอนนี้ก็รอโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามา”

-มีบทอะไรที่ออยากแสดงไหมคะ

“เคยดูเรื่อง ชัตเตอร์ ตอนเด็กๆ เลยคิดว่าถ้าได้แสดงเป็นผีน่าจะสนุกเนอะ (หัวเราะ) แต่ก็ไม่มายด์ บทอะไรก็ได้ เพราะมันก็มีความท้าทายในตัวเอง”

-แล้วถ้ามีโอกาสอื่นเข้ามาอย่างร้องเพลง

“โห เสียงเพี้ยนมากแม่ (หัวเราะ) ร้องได้ แต่ไม่น่าจะไปรอดค่ะ (หัวเราะ) คาราโอเกะได้ ถ้าไม่ซีเรียสก็พอจะร้องได้”

-มาเข้าเรื่องความรักบ้างดีกว่า อยากรู้ในมุมมองด้า ความรักสำคัญกับชีวิตอย่างไร

“มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันสำคัญแต่เราก็ไม่ถึงกับมอว่ามันคือทุกอย่าง มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทำใหห้เรามีความสุขนอกจากเรื่องงาน เรื่องอื่นๆ ในชีวิต”

-เป็นคนที่โหยหาความรักไหมคะ 

“ไม่ค่ะ ติดเพื่อนค่ะ (หัวเราะ) เราไม่ได้ตามหา ถ้ามันจะเกิดขึ้น มันจะมาเอง ถ้าเราไปฝัน มันจะไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน”

-เชื่อในรักแรกพบไหม หรือต้องอาศัยเวลา

“ก็ไม่เท่าไหร่ สำหรับด้าต้องเรียนรู้นะ ปิ๊งใครได้เลยไหม คือคนเราเกิดมาก็ชอบความสวยความงาม เวลาเจอใครที่หน้าตาถูกชะตา มันก็จะถูกใจ แต่เราก็ไม่รู้หรอก ถ้าพูดคุยแล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ สิ่งสำคัญคือการทำความรู้จัก การได้คุยกัน นิสัยเป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะอยู่ไปตลอด มันเป็นการหาคู่ชีวิต” 

-หลังกลับมาจากประกวดทุกคนก็จับตามองด้าเรื่องความรักกับแฟนหนุ่มชาวอังกฤษ เล่าได้ไหมว่าความรักตอนนี้เป็นอย่างไร

“ก็เป็นเพื่อนของเพื่อนที่ได้มีโอกาสมาเจอกัน ก็คบกันนานแล้วนะ เรารู้จักเขาแล้วรู้สึกว่านิสัยของเราไปด้วยกันได้” 

-เขาเป็นแรงบันดาลใจให้ด้าในด้านไหนบ้างไหมคะ

“เรื่องความขยัน เพราะเขามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นคนเดียว  แล้วเขาสามารถสร้างความสำเร็จให้กับตัวเองได้ เราเลยชื่นชมความเก่ง และความพึ่งพาตัวเองได้ของเขา” 

-ความพิเศษที่เขาทำให้ด้า

“ไม่ถึงกับมีอะไรพิเศษนะ แต่ทุกอย่างมันคงที่อ่ะ มันไม่มีขึ้นลง เขาไมได้เซอร์ไพรส์หรือทำให้เราเสียใจ แล้วในชีวิต ไม่ว่าด้าจะทำอะไร เขาจะคอยซัพพอร์ตตลอด” 

-เคยวาดภาพในใจถึงเวลาถูกขอแต่งงานไหม

“ไม่เคยนะคะ แต่จริงๆ ไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่อะไร แค่ meaningful ค่ะ แล้วเรารู้ได้ว่าเขาพยายาม”

-สมมติว่าวันหนึ่งได้เป็นเจ้าสาว วันนั้นจะเป็นอย่างไร 

“ขอใส่ชุดที่ใส่ง่าย วันแต่งงานมันควรจะเป็นวันที่เรามีความสุขที่สุด เราควรจะได้เอ็นจอยกับเพื่อนและครอบครัว เพราะโอกาสที่ทุกคนจะมารวมตัวกันอย่างนี้มันมีน้อยมาก เราก็อยากใช้เวลาตรงนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ชุดที่เราสามารถเต้นได้ แล้วยิ่งพอมาเจอโควิด มีเพื่อนของด้าคนหนึ่งแต่งงานที่ภูเก็ต ทำให้ลดจำนวนคนเหลือแต่เฉพาะคนที่สนิทจริงๆ  แต่มันเป็นงานแต่งงานที่เราจดจำจนถึงทุกวันนี้ เพราะมีแต่คนสนิท มันเลยมีความหมายพิเศษ”

-ความรักมีพลังพลังพิเศษอย่างไร

“มันเป็นสิ่งหนึ่งที่ส่งมอบความสุขให้เรา มันคือกำลังใจด้วย” 

Model: Amanda Chalisa Obdam

Photographer: Napat Gunkham

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Makeup: Vorapol Phimtacha

Hair: Alexandul

Photographer Assistants: Khanin Nuankham, Nutpong Thanavibul, Similan Prangprasert, 

Nuntanut Akarapongkarn 

Stylist Assistant: Thitaree Trisiritanyagorn

Other Articles