Sunday, May 16, 2021

จูเน่ นักแสดงสาวที่น่าจับตากับทัศนคติที่เติบโต

ลอฟฟีเซียล พลัส (L’Officiel +) คอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ประจำเดือน เมษายนนี้ พบกับ จูเน่ เพลินพิชญา โกมลารชุน สาวเก๋มีสไตล์ซึ่งได้มาถ่ายแบบแฟชั่นขึ้นปกดิจิตัลกับแบรนด์นาฬิกาสวิส Longines ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์คลาสสิกไร้กาลเวลา

ไม่เพียงเท่านั้น หญิงสาววัย 21 ซึ่งมุ่งมั่นกับเส้นทางการแสดงยังพร้อมเปิดใจแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต ทั้งช่วงเวลาที่มีความหมาย ความรักในงานที่ทำ และความสุขที่ค้นพบได้ในจิตใจของตัวเอง และที่สำคัญ เธอยังได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นว่าความสง่างามนั้นไม่เกี่ยวกับอายุแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องของทัศนคติล้วนๆ

ในฐานะผู้หญิงอายุ 21 คิดอย่างไรกับคำว่า elegance 

“มันสื่อถึงความสวยงาม ความสง่างาม คือเวลาใช้คำนี้ มันต้องรู้สึกได้ถึงความสง่างามที่มันออกมาจากข้างใน เน่คิดว่าคำว่า elegance ใช้ได้กับทุกคน แม้จะไม่ได้พบได้ทั่วไป แต่คิดว่ามันจะอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของผู้หญิงทุกคน”

แล้วมันคือโมเมนต์แบบไหน 

“คือโมเมนต์ที่เรามั่นใจ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความธรรมชาติ และในบางโอกาสก็คือตอนที่เราได้แต่งตัวสวยงามกว่าทุกวัน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเรา นั่นล่ะค่ะคือความ elegance”

ปกติ สไตล์ของเน่เป็นแบบไหน

“จริงๆ นิยามยากมากค่ะ เพราะคิดว่ามีหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ เน่เน้นความสบายค่ะ ในแง่ของการใช้งานได้จริง ก็จะความบอยอยู่ในตัว ชอบใส่กางเกง เสื้อวอร์ม หรือชุดตัวโคร่งๆ แต่ในขณะเดียวก็เป็นความสบายทางจิตใจด้วยค่ะ เช่น รู้สึกสบายใจกับรูปร่างของเรา  ซึ่งในบางครั้งก็ทำให้เราอยากจะแต่งตัวที่มีความเป็นเฟมินีนขึ้นมา เสริมสร้างความมั่นใจ ความเป็นผู้หญิง”

เห็นเน่เป็นคนชอบใส่เครื่องประดับ แล้วนาฬิกาล่ะคะ 

“จริงๆ เน่เพิ่งมาอินใส่เครื่องประดับและนาฬิกาเมื่อไม่นานมานี้ คิดว่ามันช่วยขับผิวและทำให้เรารู้สึกมีเสน่ห์เพิ่มมากขึ้น และสำหรับเน่ นาฬิกาก็ไม่ได้มีไว้แค่บอกเวลา แต่มันสวยงาม มีเสน่ห์ และดึงดูดใจ อย่างรุ่นหน้าปัดสี่เหลี่ยมที่ได้ใส่วันนี้ (Longines Dolce Vita) เป็นทั้งสตีลสีเงินและทองในเรือนเดียว เมื่อก่อนเน่เชื่อเรื่อง personal color คิดว่าตัวเองเหมาะกับเครื่องประดับสีเงิน แต่ก็ได้ค้นพบว่ามันไม่จำเป็นต้องจำกัดขนาดนั้นค่ะ สีทองก็สร้างไวบ์อีกแบบได้เหมือนกัน ซึ่งเรือนนี้มันรวมไว้ทั้งความสง่า คลาสสิก และดูโก้ มันดูเป็นเรา แล้วก็ชอบลายบนหน้าปัดด้วย”

ถ้าพูดถึงช่วงเวลาที่มีความหมายกับเน่ที่สุด มันคือช่วงเวลาไหน 

“จริงๆ เน่แฮปปี้กับช่วงเวลาปัจจุบันนี้มากค่ะ ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น พูดแล้วดูโลกสวยมาก แต่เป็นคนไม่ค่อยเก็บเรื่องแย่ๆ มาคิดเท่าไหร่ เพราะคิดว่าในทุกการตัดสินใจของเรา ถ้าเราปรับมุมมอง มันก็จะดีเสมอ ถ้าพูดถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงนี้ที่เราแฮปปี้กับปัจจุบัน  แฮปปี้กับอดีต และไม่ได้กังวลถึงอนาคตมาก ถ้าถามว่าแฮปปี้กับเรื่องไหนบ้าง ในทุกๆ เรื่องเลยค่ะ ทั้งการงาน ครอบครัว ความรัก สุขภาพ ความรักตัวเอง ความั่นใจในตัวเอง  มุมมองในเรื่องต่างๆ การที่เราแฮปปี้ก็เพราะ mindset ที่ทำให้เราโพสิทีฟกับทุกๆ เรื่อง ก็เลยแฮปปี้กับทุกอย่างที่ทำให้เราเติบโต หล่อหลอมให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้”

mindset นี้เป็นเพราะครอบครัวปลูกฝังมาหรือเปล่า

“หลายอย่างเลยค่ะ คุณพ่อคุณแม่เน่ก็เป็นคนโพสิทีฟ แต่ตอนเด็กๆ หนูก็อาจจะยังมองไม่เห็น แต่พอเราโตขึ้นมา แล้วก็เริ่มรู้ว่าเราใช้ชีวิตไปเพื่ออะไร เราควรให้คุณค่ากับอะไรบ้าง พอเริ่มเรียนรู้มากขึ้น เราก็เริ่มกลับไปมองเห็นว่าความคิดบวก กำลังใจนั้น พ่อแม่ได้ให้เรามาตั้งนานแล้ว แล้วก็ได้เรียนรู้จากคนรอบข้างด้วย  คือเหรียญมีสองด้านเสมอ อยู่ที่ตัวเราว่าจะเอาตัวเราไปไว้ที่จุดไหน และกว่าที่เราจะเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ เราก็ต้องผ่านสิ่งแย่ๆ มาในระดับหนึ่ง หนูก็เลยรู้สึกแฮปปี้ และขอบคุณทุกคนที่เจอ เราได้มีโอกาสเจอคนที่โพสิทีฟมากๆ เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นคนๆ นั้นมากกว่ามาเครียดกับชีวิต ถ้ามัวแต่เครียดแล้วเกิดอะไรขึ้น คงรู้สึกแย่ที่วันนี้ยังไม่ได้ทำอะไรดีๆ เลย”

วงการบันเทิงล่ะ เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็กเลยไหม  

“หนูชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ พ่อแม่จะเห็นว่าเราจะมีความอาร์ทิสติกอยู่ในตัว ทั้งการวาดรูป การแสดง การเพอร์ฟอร์ม ชอบเต้น ชอบร้อง ทำกิจกรรมโรงเรียน แล้วเน่ก็เป็นคนเซนสิทีฟมาก get emotional ง่ายมากเวลาดูทีวี ทำให้เราเชื่อมโยงกับพวกสื่อต่างๆ เราก็ซึมซับมาโดยตลอด แล้วยิ่งพอได้มาลองแสดงจริงๆ มันให้อะไรมากกว่าที่เราพยายามเพอร์ฟอร์ม มันเหมือนเราได้เข้าใจคนมากขึ้น เป็นคาแร็กเตอร์ต่างๆ ทำให้เราค้นพบว่ามันเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ และมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นด้วย เพราะเราได้มีโอกาสเปิดใจ เปิดโลกผ่านการแสดงเป็นคนอื่น เป็นส่วนหนึ่งที่เราฝันเอาไว้และดีใจที่เราทำสำเร็จ”

ทราบมาว่าส่วนหนึ่งที่เลือก ‘จบการศึกษา’ จากการเป็นสมาชิกวง BNK48 เพราะอยากมาโฟกัสกับงานแสดง

“ใช่ค่ะ คือหนูก็ชอบร้องชอบเต้น แต่สิ่งที่นำมาเลยคือการแสดง หลังจากที่เราได้มีโอกาสได้ลอง แล้ววงที่เราเคยอยู่มันก็อาจจะมีสไตล์ของมัน พอเราโตขึ้น มันเหมือนเราลองผิดลองถูกไปเรื่อย อันนี้ได้ทำแล้ว พอเราเกิดความฝันที่ชัดเจนมากขึ้น เราก็จะเริ่มตัดออพชั่นอื่นๆ อย่างหนู มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากๆ คืออยากเป็นนักแสดง อยากลองเล่นซีรีส์ที่เกาหลีหรือจีน”

ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นตั้งแต่แสดงครั้งแรกเลยเหรอ 

“ใช่ค่ะ ตั้งแต่ตอนมีผลงานเรื่องแรกชื่อ ‘One Year 365 วัน บ้านฉัน บ้านเธอ’… ทำให้เราได้รู้ว่าเราแฮปปี้ เราเป็นคนเต็มที่ ถ้าเราชอบเราก็จะพุ่งไปเลย อาจจะดูสุดโต่ง แต่อย่างน้อยเราก็ได้ทำเต็มที่ ได้ลองให้มันรู้ไป…”

แล้วผลงานใหม่ตอนนี้ล่ะ 

“หลังจบจากซีรีส์เรื่อง ‘ฉลาดเกมโกง’ ซึ่งก็เป็นอีกผลงานที่เราภูมิใจ ตอนนี้หนูก็เพิ่งมีเพลงออกมาค่ะ ชื่อว่า ‘แปะหัวใจ’ ตอนนั้น เจ้านาย (จินเจษฎ์ วรรธนะสิน)โทรมาชวนเพราะเราเคยเล่นซีรีส์ด้วยกันมาแล้ว เขาบอกว่าได้คุยกับคุณพ่อ (เจ-เจตริน วรรธนะสิน) มันตรงกับเทศกาลวาเลนไทน์ ก็ลองทำเพลงเกี่ยวกับความรัก ซึ่งได้ไอเดียมาจากการแปะสติ๊กเกอร์หัวใจ พอเริ่มปล่อยเพลงนี้ออกมา ก็ค้นพบว่ากระแสก็ดีเหมือนกันเนอะ ต้องบอกก่อนว่าso^ไม่ได้มั่นใจในเสียงร้องของตัวเองเลย แต่ก็ดีใจ เพราะเป็นเพลงสบายๆ เนื้อหาที่คนเข้าถึงได้ ก็เริ่มมีคนมาชวน ทำให้เรามั่นใจขึ้นนิดนึงว่าเราอาจจะร้องเพลงได้ระดับนึง ก็อาจจะมีผลงานเพลงต่อไป อาจจะลองหาทางทำ แต่การแสดงก็ไม่ทิ้งค่ะ เพราะเป็นความฝัน เราอยากไปถึงจุดนั้น เราก็พยายามทำสิ่งต่างๆ เสพซีรีส์เกาหลี เรียนภาษาเกาหลี ดูแลตัวเอง ยังมองหางานแสดงคุณภาพที่จะได้ร่วมต่อไปในอนาคต”

ทำไมต้องเป็นเกาหลี

“หนูอินมาก ดูเยอะมากกกก เขามีศาสตร์การแสดงที่ไม่เหมือนใคร เขาเก่งมากเรื่องโปรดักชั่น มันดูเยอะจนเราอิน จนรู้สึกว่าสักหครั้งหนึ่ง สุดท้าย เราอาจจะไม่ได้เหมาะกับฟีลตรงนั้นก็ได้ แต่อยากเข้าศาสตร์การแสดงของเขา”

พูดถึงการเรียนบ้าง เห็นเรียนทางด้านสถาปัตย์ 

“เพราะชอบทางด้านศิลปะอยู่แล้วค่ะ เลยตัดสินใจเรียน communication design ตอนแรกจะเรียนแฟชั่นแล้ว คิดว่าเราชอบมันมากๆ เราไม่ต้องเรียนก็ได้ และเราไม่ได้อยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ขนาดนั้น ส่วนนิเทศ เราคิดว่าเราคิดว่าอยากทำงานในวงการอยู่แล้ว ก็ได้เรียนรู้จักคนที่ได้ร่วมงาน เรียนรู้จากชีวิตจริง คือเราโชคดีด้วยแหละที่เป็นแบบนี้ คือมีความชอบหลายอย่าง แต่ก็เป็นคนที่มีความชัดเจน นั่นคือการแสดงและศิลปะค่ะ คิดว่าเด็กหลายคนก็มีคำถามว่าแล้วฉันจะทำอาชีพอะไร แต่เน่ไม่ได้เริ่มจากว่าเราจะทำอาชีพอะไร แต่เราชอบอะไร เมื่อเรารู้ความชอบของเรา เราก็จะพุ่งไปทางนั้นค่ะ เพราะฉะนั้นการเรียนอาร์ตของเราก็เพื่อเสริมทักษะที่เราอยากพัฒนาจริงๆ ไม่ได้เรียนเพราะอยากทำอาชีพฮิตฮ็อตกัน หรือเพราะได้เงินดี เน่เป็นคนที่เชื่อในจิตวิญญาณของตัวเองมาก เชื่อในสัญชาตญาณมาก หนูชัดเจนและทำด้วยใจ เพราะถ้าไม่มีใจก็จะทำไม่ได้ กับอาร์ตก็อยู่ในจิตวิญญาณเรา  ทำด้วยความรู้สึก ไม่ได้ถูกบังคับ”

ตอนที่ถ่ายวิดีโอที่เน่สเก็ตช์รูปให้เราจริงๆ เมื่อสักครู่นี้ แล้วเน่บอกว่าจริงๆ แล้วชอบศิลปะ expressionism

“จริงๆ ก็ไม่ได้นิยามขนาดนั้นค่ะ คือหลังก็มาทาง abstract มาขึ้น เราไม่ใช่สาย realism ถ้าฝึกก็คงได้ เราชอบสีสัน คู่สีสวยๆ ฟรีฟอร์ม อะไรที่คาดไม่ถึง หนูเชื่อว่า everything is art เรามองเป็นเรื่องสนุก ไม่ได้มีทฤษฎี”

แล้วความชอบด้านศิลปะมันส่งผลต่อการแสดงไหม

“มากเลยค่ะ หนูว่ามันมาจากรากเดียวกัน การแสดงต้องใช้จินตนาการค่อนข้างมาก ความคิดสร้างสรรค์ และต้องเปิดกว้างให้ความคิดโลดแล่นไปทางไหนก็ได้ บางทีได้โจทย์มาแค่คำสั้นๆ เราก็มีอิสรภาพที่จะตีความหมาย แก้โจทย์ด้วยตัวเราเอง แล้วมันไม่มีถูกหรือผิด แต่เราได้ explore ซึ่งการทำแบบนี้มันช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณให้เราค่ะ”

อะไรคือความสุขที่ได้จากการแสดง ในแบบที่สิ่งอื่นก็ให้เราไม่ได้

“หนูรู้สึกว่าการแสดงทำให้เราได้ไปเป็นหลายคาแร็กเตอร์ ก็นึกไม่ออกว่าจะมีอาชีพอะไรที่ทำให้เราได้สวมบทบาทขนาดนี้…. มันให้อะไรเหรอ?…. เป็นคำถามที่ดีที่หนูจะถามตัวเอง… คือตอนนี้มันกว้างมาก พอเล่นบทนี้มันก็ให้เราในเรื่องดีเทลบางอย่าง แต่มันเอ็ฟเฟ็กต์อะไรกับเราเหรอ… แน่ๆ อย่างหนึ่งคือมันเติมเต็มจิตวิญญาณของเน่ ทำให้เปิดใจกว้างมากขึ้นกับชีวิต คนอื่นอาจจะมีวิธีอื่นก็ได้ เช่นปฏิบัติธรรม แต่เราคือการแสดง แล้วมันก็ทำให้เราได้ explore การเป็นมนุษย์ มันเติมพลังจิตใจให้หนู เน่ว่ามันเป็นเฟืองที่มันเข้าล็อกกันกับเน่ มันขับเคลื่อนให้เรามี motivation มีแรงที่จะ explore the world ต่อไป  มันใช้พลังและความเปิดใจกว้างมากค่ะในการแสดง คือตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนั้น เพราะเราทุกคนก็มีคอมฟอร์ตโซน แต่ถ้าวันหนึ่งเราค่อยๆ unlock มันไปเรื่อยๆ สนุกกับชีวิต ผ่านเรื่องแย่ เข้าใจจิตใจคน…มันเติมเต็มพลังชีวิต”

วันว่างเน่ชอบทำอะไรบ้าง

“ขอไม่เรียกว่าออกกำลังกาย ขอใช้คำว่าเล่นกีฬาดีกว่า อย่างแบดมินตัน เซิร์ฟสเก็ต ล่าสุดไปลองปั่นจักรยานในร่ม หรือไม่งั้นก็ดูหนัง ดูเน็ตฟลิกซ์ และเจอเพื่อน เจอคน รู้สึกว่าเราได้รับพลังจากการพบเจอคนค่ะ”

เป็น extrovert เหรอ

“จริงๆ ค่อนมาทาง extrovert ค่ะ แต่คิดว่าแล้วแต่ช่วงชีวิตด้วยค่ะ ถ้าปัจจุบัน อยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ แล้วก็ไม่ได้ขี้อายเหมือนเมื่อก่อน คือคำว่า ‘ทำอะไรดีๆ’ หรือ ‘ใช้ชีวิตให้คุ้ม’ มันอยู่ในหัวตลอดเลย แล้วบางทีก็เห็นพ่อแม่ซึ่งเขามีปัญหาหนักใจ ทำให้เราคิดว่าเรื่องของเรามันเล็กไปเลย”  

คำสอนของคุณพ่อคุณแม่ที่จำขึ้นใจค่ะ 

“คุณแม่สอนว่า see good in all things สิ่งไหนเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ… ไม่ว่าจะเกิดอะไร มันมีเหตุผลของมัน แล้วมันจะเป็นบทเรียนทีดีสำหรับชีวิตเรา ส่วนคุณพ่อก็จะเป็นสายธรรมะค่ะ ก็สอนให้เราเข้าใจความเป็นจริง เหมือนอย่างที่หนูสัก จริงๆ มันคือ ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป’ แต่หนูสักว่า ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไฟ’ ให้มันตลกนิดนึง เหมือนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ปิดไฟนอน” 

ที่บ้านให้อิสระขนาดไหนคะ

“มากเลยค่ะ อาจจะเพราะพ่อแม่เรียนที่อเมริกาทั้งคู่ แต่คุณพ่อจะมีความคอนเซอร์เวทีฟกว่าในช่วงหนึ่งของชีวิต เพราะมีลูกสาวสามคน แต่คุณแม่จะคอยดูอยู่ห่างๆ  ตีกรอบแต่เป็นกรอบแบบหลวมๆ เป็นคุณแม่ที่สมัยใหม่ อย่างช่วงที่เน่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัสเซีย คิดว่าเน่เหมือนคุณแม่ตรงความ independent พึ่งพาตัวเองได้ แม่ก็เลยจะเชื่อใจเรามาก เรามีงานทำ แม่ไม่ติดตามงานเน่นะ แม่เพิ่งได้ฟังเพลง เพิ่งได้ดูซีรีส์ก็เพราะเพื่อนแม่บอก แล้วเขาก็เป็นคนปากแข็ง เราก็อาจจะไม่ได้คุยกันมากเพราะเราเป็นคนประเภทเดียวกัน เป็นคนแข็งทั้งคู่ 

“แต่พอเน่เริ่มโตมาแล้ว ได้ผ่านอะไรมา ได้สวมบทบาทตัวละครใน ‘ฉลาดเกมโกง’  มันก็ทำให้เราเข้าใจและอยากทำดีกับที่บ้านให้มากๆ มันทำให้เกิดความคิดว่าถ้าเราไม่ดีกับครอบครัววันนี้เราจะดีวันไหน ทำให้เราเริ่มกล้าที่จะอ่อนลงบ้าง เพราะแบ็กกราวด์ของตัวละครมันคล้ายกับครอบครัวเน่มาก มันทำให้เราได้ experience โมเมนต์ตรงนั้น อย่างในเรื่อง พ่อจะคอนเซอร์เวทีฟ ดุที่เราใส่เสื้อกล้าม ในเรื่องพ่อแม่แยกกัน ซึ่งชีวิตจริงพ่อแม่เราก็แยกกัน มันทำให้เราได้ experience ว่าเราทำอะไรแย่ๆ กับเขาไป แล้วเราทำเขาเสียใจมากๆ แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราไม่ไค่อยได้คุยกับคุณพ่อคุณแม่ ทำให้เราอยากไปดีกับเขา เริ่มต้นใหม่ ให้อภัยตัวเอง ให้อภัยเขา และขอให้เขาให้อภัยเรา 

“ถึงบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เน่แฮปปี้มากๆ เพราะว่าเราได้พยายาม ได้กล้าข้ามผ่านความไม่กล้าของเรามาแล้ว และความสัมพันธ์ในครอบครัวดีมากๆ มันก็เลย…มันแฮปปี้ค่ะ แล้วพอเราแฮปปี้กับที่บ้าน ที่บ้านก็ผลักดันให้เราทำในสิ่งที่เรารัก สิ่งที่เรารักก็ทำให้เราทำมุกอย่างเต็มที่ ได้เจอคนมากมาย มีคนชื่นชม แล้วก็ยิ่งทำให้เราอยากทำดีกับคนอื่น…. มันเชื่อมโยงกันหมดเลยค่ะ”

เน่ดูโตกว่าอายุ 21 มากเลยนะ

“จริงเหรอคะ เน่ผ่านชีวิตมาประมาณหนึ่ง แล้วก็อาจเป็นคนแก่แดดมั้งคะ (หัวเราะ)  ชอบอยู่กับคนที่โตกว่า เรามีความอยากโต แต่ความอยากโตบางทีก็ suffer นะ บางทีก็ถามตัวเองทำไมถึงต้องอยากโต  เคยเจออาอุ๋ม อาภาสิริ เน่ก็งงว่าทำไมเขาถึงมีความกันเอง มีความวัยรุ่น มีความชิลล์ได้ขนาดนี้ แต่หนูก็คิดเองนะว่าเขาน่าจะผ่านประสบการณ์ชีวิตมาประมาณหนึ่งแล้ว จนทำให้รู้ว่าชีวิตเรามันก็มีแค่นี้ ก็แค่ enjoy the moment งั้นเราจะรีบโตไปทำไม”

มีอะไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม

“หนังค่ะ อยากเป็นนางเอกหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่หนูก็เชื่อว่า “the right things come at the right time ก็เลยไม่ได้จะต้องมาเร่ง…. แล้วก็อยากไปเที่ยวค่ะ” 

ปี 2021 ตั้งใจไว้ว่าอย่างไร 

ถ้าทางอารมณ์ความคิด ก็อยากรักษาให้มั่นคงแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ความคิดที่จะใช้ชีวิตให้เต็มที่ เราก็ยังมีหลายๆ คนที่เราชื่นชมท่ีเขาเป็นผู้ให้ พอคนที่เขามีความสุข เขาก็จะเริ่มคิดถึงผู้อื่น หนูก็อยากเป็นแบบนั้นให้ได้…ส่วนเป้าหมายอื่น ก็อยากแข็งแรงขึ้น อยากจะลดน้ำหนักให้เหลือ 45 (ตอนนี้ 50) แล้วก็ทำสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้เราไปถึงความฝัน อย่างการเรียนภาษา การแสดง ดูแลตัวเอง…แต่ไม่ได้เร่งว่าจะต้องให้เกิดในปีนี้นะคะ ก็รอดูว่าโอกาสอะไรมันจะเข้ามา แล้วก็เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ที่สุด ดีที่สุด เพราะสุดทายแล้วโลกนี้ เราไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ ค่ะ เราต้องพึ่งคนอื่น เราต้องพึ่งโอกาส พึ่งความใจดีของคนอื่น” 

#LonginesThailand

#EleganceIsAnAttitude

Photographer: Adison Rutsameeronchai 

Fashion Editor: Watcharachai Nun-ngam

Writer: Pimpilai Boonjong

Stylist Assistant: Thitaree Trisiritanyagorn

Photographer Assistants: Nitipong KaKaoPiriyapong Prommounwai 

Other Articles

spot_img

Pyer Moss สร้างประวัติศาสตร์ เป็นดีไซเนอร์แอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่จะได้โชว์ในโอตกูตูร์แฟชั่นวีค

0
Kerby Jean-Raymond เรียกว่าเป็นอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิตดีไซเนอร์เลยล่ะหากได้แสดงผลงานในโอตกูตูร์แฟชั่นวีค หรือสัปดาห์แสดงคอลเลกชั่นแฟชั่นชั้นสูง เพราะในโลกแฟชั่นที่สุดแสนจะเอ็กซ์คลูซีฟนั้น มีกฎข้อบังคับมากมายกับการที่สักแบรนด์หนึ่งจะเรียกได้ว่าเป็น “Haute Couture” แต่ล่าสุดก็ถึงคราว Kerby...

‘โฮเทลมิวส์ แบงค็อก’ โรงแรมที่ผสานทุกความทันสมัย เพื่อให้ทุกคนกลับมาเยือน

หากนึกถึงโรงแรมใจกลางเมืองที่มีความทันสมัย ขณะเดียวกันก็มีเรื่องราวความพิเศษให้น่าค้นหา ‘โฮเทลมิวส์ แบงค็อก’ (Hotel Muse Bangkok) คงเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของยุคทองแห่งการเดินทางในช่วง...

ย้อนเวลาไปกับ Katy Perry และ Pikachu ในเอ็มวีเพลง ‘Electric’ ที่แสนจะน่ารัก

หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า ศิลปินซูเปอร์สตาร์อย่าง เคที เพอร์รี (Katy Perry) หลงใหลและชื่นชอบการ์ตูนโปเกมอนเป็นอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการที่เธอได้เล่นวิดีโอเกมสมัยที่ยังเป็นเด็กนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=ojpTpT5i-PI ล่าสุดเธอได้ปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุด Electric...

“มีน” ผู้กำกับ ชวนลุ้นความสัมพันธ์ “เต๋-โอ้เอ๋ว”

0
แฟนๆ ซีรีส์ “แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2” (I Promised You the Moon)  คงได้เห็นเทรลเลอร์ที่ปล่อยออกมาให้ชมเมื่อวานนี้กันแล้ว นอกจากเรื่องราวการเติบโต ความฝัน...

Hermès Arceau Space Derby หน้าปัดแห่งจินตนาการ

0
เมื่อปี 1978 อองรี ดอริญี (Henri d’Origny) ได้ออกแบบนาฬิกาตัวเรือนทรงกลมพร้อมด้วยข้อต่อตัวเรือนอสมมาตรในรูปทรงของโกลนซึ่งได้กลายมาเป็นนาฬิกาไอคอนิกของ Hermès และรู้จักกันในชื่อคอลเลกชั่น อาร์โซ...