Sunday, April 11, 2021

อร BNK48 กับบทบาทใหม่และความฝันในใจ

ปี 2021 นี้ถือเป็นปีที่น่าสนใจสำหรับ อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือที่แฟนๆ เรียกว่า อรอุ๋ง ศิลปินสาวที่เราคุ้นหน้าค่าตากันดีในฐานะสมาชิกวงไอดอลหญิง BNK48 นอกจากเพลง Warota People ในอัลบัมที่สามที่ทำร่วมกับวงจะเพิ่งปล่อยออกมา ล่าสุด เธอกำลังจะมีผลงานการแสดงเรื่อง Let’s Fight Ghost ร่วมกับนักแสดงหนุ่ม เซ้นต์-ศุภพงษ์ ซีรีส์เรื่องใหม่นี้ดัดแปลงมาจากซีรีส์เกาหลี รับประกันโปรดักชั่นคุณภาพโดยค่าย True CJ และฝีมือการกำกับของ โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ

ในซีรีส์เรื่องนี้ อรรับบทเป็นผี (ชื่อจีน) ซึ่งไม่ไกลจากตัวตนของเธอสักเท่าไหร่ “จีนมีความเอ๊ะอ๊ะ มีความ extrovert สูงมากกกกก มีความแอ็กทีฟสูง มีความโอเวอร์ ถ้าเทียบกับบทอื่นๆ ที่เคยได้มา จีนจะค่อนข้างสดใสกว่า ไม่ค่อยคิดอะไร มีความเป็นเด็กสูงมาก พี่โขมก็บอกว่าไม่ไกลจากตัวอรเลย สิ่งที่ยากคือการทำความเข้าใจกับบท อินไปกับบท เข้าใจและตีความตัวละคร ถ้าเกิดสถานการณ์หนึ่งจีนจะตัดสินใจอย่างไร ตอนแรกเขาจะไกด์ให้ แต่ตอนหลังเขาจะปล่อยให้เราเล่นเอง”

ซีรีส์เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำและโปรดักชั่นนานหนึ่งปี และยังเรียกได้ว่าครบรส ทั้งความสนุก ซาบซึ้ง รวมทั้งเรื่องผีๆ แถมยังใช้ซีจีจัดเต็ม และนักแสดงได้โชว์ฝีมือในการบู๊ “แต่ความที่เราเรียนเทควันโดมาตั้งแต่เด็กก็เลยได้ถือโอกาสเอามาใช้ด้วย” นักแสดงสาววัย 24 บอก “และในบทจีน เราต้องรู้สึกใหม่อยู่ตลอดเวลาค่ะ ปกติชีวิตจริงเราก็กินชาบู กินข้าว กินหมูกระทะ แต่บทนี้เราต้องแสดงให้รู้สึกว่าไม่เคยกินมาก่อน ทุกซีนต้องเล่นให้รู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราได้กิน ต้องขุดพลังออกมา เหมือนชีวิตต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา”

แสดงมาหลายเรื่องแล้ว มั่นใจในสกิลของตัวเองขนาดไหน

“หนูไม่อยากจะบอกว่ามั่นใจค่ะ อยากเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลามากกว่า อย่างเวิร์กช็อปเรื่องใหม่ก็ต้องปรับตัวใหม่เหมือนกัน คือในแต่ละบทบาทหนูอยากจะบอกว่าตัวเองเต็มที่กับมัน มากกว่าจะมาบอกว่าเก่งหรือไม่เก่งค่ะ”

แล้วนอกจากเรื่องนี้ จะมีผลงานอะไรอีกไหม 

“ก็จะมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ เล่นเป็นซุปตาร์แบบชอนซงอี แล้วก็จะมีโปรเจ็กต์มาเรื่อยๆ แล้วก็โฟกัสกับโปรเจ็กต์ของวง BNK48 ด้วยค่ะ ตอนนี้จะครบ 5 ปีแล้ว”

ทำงานกับเพื่อนในวงมานาน เรามองอนาคตอย่างไร

“BNK48 เป็นเหมือนโรงเรียนค่ะ ถ้านึกภาพตาม เหมือนเราเรียนม.​ 6 รอเวลาที่จะไปต่อมหา’ลัย ที่นี่ผู้ใหญ่ให้โอกาสเยอะมาก อย่างตอนนี้ที่อยู่ในวง แล้วก็ได้ทำโปรเจ็กต์ต่างๆ ด้วย เราก็ต้องบาลานซ์ให้ดี ก็อาจจะมีแฟนคลับที่ตามเราเพราะร้องเพลง และตามเราเพราะการแสดง ก็เป็นผลดีกับทางค่ายและกลุ่มด้วย”

เคยคิดไหมว่าถ้าถึงตอนอายุ 30 ตัวเองจะทำอะไรอยู่ 

“คิดว่าคงกำลังทำธุรกิจ ความฝันของหนูคืออยากเป็นเศรษฐีนี (หัวเราะ) เป็นความฝันวัยเด็ก บางคนอาจจะอยากมีครอบครัว แต่หนูคือเป็นเศรษฐีนี คืออีกไม่กี่ปีก็จะ 30 แล้ว ก็ต้องคิดว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง สร้างความมั่นคง หนูเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุน้อยๆ คือที่บ้านก็มีธรรมเนียมว่าถ้าสามารถทำงานหาเงินได้เอง เขาจะไม่ส่งเงินให้แล้ว ซึ่งเขาก็เด็ดขาดมาก ตั้งแต่อยู่ BNK48 มา ก็เรียกได้ว่ายืนด้วยลำแข้งตัวเอง แล้วหนูก็ชอบทำงาน เป็น working woman เป็นคนชอบทำงานมาก อยากสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง ก็คิดว่ายังคงทำงานในวงการบันเทิงต่อไปแล้วทำธุรกิจควบคู่ไปด้วย ไม่อยากทำงานอย่างเดียว เป้าหมายเศรษฐีนีอยู่ไม่ไกล (หัวเราะ)”

แสดงว่าที่บ้านฝึกให้เป็นคนสตรอง

“หนูอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ม.​2 อย่างที่บอก ถ้าพลาดคือพลาดเลย ถ้าดีคือดีเลย ก็เลยได้ตัดสินใจเองตั้งแต่เด็ก ด้วยตัวเราเอง ไม่ได้จะบอกว่าหนูสตรอง เพราะจริงๆ เป็นคนอ่อนไหวง่าย เป็นคนอีโมชั่นนอลมากๆ หนูเลือกสิ่งที่รับเข้ามา ไม่ใช่ว่าเราไม่เคยตัดสินใจผิดพลาดเลย แต่หนูว่ามันอยู่ที่แอดติจูดของเรา ก็เลยเป็นเด็กที่สามารถเอาตัวรอดได้ เป็นเหมือนน้ำที่ปรับตัวตามภาชนะค่ะ”

คิดว่าตัวเองโตกว่าอายุไหม 

“คิดว่าค่ะ อาจเพราะเราคุยกับผู้ใหญ่ได้ง่ายกว่าคุยกับคนรุ่นเดียวกัน มาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้อยากจะโตกว่าอายุ แต่มันก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะเราโตมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ให้รับผิดชอบตัวเอง ไปโรงเรียน ตอนแรกดีใจมากได้อยู่คนเดียวมาตั้งแต่เด็ก  ก็อยากกินข้าวกับครอบครัว มีคนไปรับส่ง แต่โตมาแบบนี้ก็ดี เพราะเรามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเรา มองย้อนกับไปก็รู้สึกขอบคุณนะ”

การที่ทุกคนยกให้เราเป็นไอดอล รู้สึกอย่างไร 

“มันจะเหมือนได้รับการยกย่องบูชา แต่ก็อย่างที่บอกไปว่าเราก็เป็นคน หนูไม่สามารถดีได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเลวร้อยเปอร์เซ็นต์  มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะมองจุดไหนของเรา และถึงแม้ว่าเราจะเป็นบุคคลสาธารณะก็จริง เราก็ไม่สมควรมาโดนด่าแบบสาธารณะ คือเราก็เป็นคนที่ทำงานอยู่ตรงนี้ อยู่ในแสงสว่าง แต่ข้อที่ยากก็คือ เวลาคนยกเราขึ้นสูง เราก็ยิ่งวางตัวยากเหมือนกัน อย่างที่บอกเราไม่ได้ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่ได้เก่ง เราไม่ได้เป๊ะเต็มร้อย มันก็เลยจะมีความกดดันว่าทุกคนจะมาคาดหวัง หนูก็เลยจะบอกแฟนคลับว่าเราเป็นอร เป็นอรพัศชนันท์ พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ยอมรับในสิ่งที่เราทำพลาด”

เห็นเขียนไว้ในหนังสือ Orn The Way ว่าในช่วงที่ได้เดินทางไปต่างประเทศทำให้เหมือนได้กลับไปเป็นคนธรรมดา 

“ก็อย่างที่บอกว่าเรามาอยู่ในจุดนี้ ความเป็นไอดอลมันจะดูยิ่งกว่าศิลปินดาราปกติ ยิ่งเรามีกฎ มันก็จะดูจับต้องยาก ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของโมเดลธุรกิจ แต่ในชีวิตของเรา บางทีก็อยากมีช่วงคนไม่หันมามองหรือแอบถ่ายรูป เหมือนกัน มันสนุกดีกับการได้กลับไปเป็นคนธรรมดา ซึ่งทุกวันนี้หนูก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดานะ แต่ด้วยสภาพแวดล้อม… แต่มันก็ขึ้นอยู่กับแอดติจูดเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต้องรอให้ day off แล้วค่อยฮีลจิตใจ หนูว่ามันไม่ กลับมาบ้านเราฮีลตัวเองด้วย” 

ทำไมถึงอยากเขียน ทำไมถึงอย่าง express ตัวเองในด้านนี้ 

“หนูไม่ได้อยาก express มันเป็นการระบาย และมันเป็นการฮีลจิตใจที่ดีอย่างหนึ่งเวลาได้กลับมาอ่าน แล้วเราเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง (เหรอออ??) คือหนูหมายถึงพูดในสิ่งที่มันมีประโยชน์ คนอื่นพูดแล้วมันสร้างอิมแพ็กต์ ซึ่งเราพูดแบบนั้นไม่ได้ แต่เราถ่ายทอดออกมาทางด้านการเขียนได้ ตามที่หลายคนบอก เราก็เลือกที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซนในช่วงนั้นแล้วหันมาเขียน การเขียนมันเรียบเรียงได้ด้วย มันไตร่ตรองได้ การพูดมันน่ากลัวนะ คำพูดพอมันพูดออกไปแล้วไม่สามารถแก้ได้ ตอนนี้ก็กะว่าจะมีเล่มต่อไป แล้วก็กำลังเขียนความเรียง กำลังกลั่นกรอง กลั่นมาสองปีแล้วยังไม่เสร็จ”

เอาเวลาว่างจากไหนไปทำงานเขียนก่อนนนน

“หนูเขียนผ่านมือถือนะ แล้วเขียนใส่ใน doc ในเล่มใหม่หนูเปรียบตัวเองเป็นพระจันทร์ค่ะ ชื่อว่า A Person Who Love The Moon คือบางครั้งเราเห็นพระจันทร์เป็นสีสว่าง แต่อีกด้านหนึ่งมันมีความไม่สมบูรณ์แบบ ก็เหมือนกับคนเรา มันไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เราก็เลยอย่างจะสื่อความรู้สึก ความอ่อนแอตรงนี้ แต่สุดท้ายพระจันทร์ก็ยังสว่างได้แม้ว่ากลางคืนมันจะมืดมิด ก็มีความเอาเรื่องต่างๆ ที่ได้ฟังแล้วชอบก็เอามาเรียบเรียงมา อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเขาพร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราว หนูก็พร้อมที่จะเขียนให้” 

ได้เห็นคอลเลกชั่นเสื้อผ้า Crush Orn You กับทาง Atmos Bangkok และอรยังเรียนจบจากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้อรสนใจแฟชั่นคืออะไร

“มันมาตั้งแต่เด็กเลย ตอนเด็ก หนูชอบโขมยเครื่องสำอางของหม่าม๊ามาแต่งหน้านะ เอามาใส่กระเป๋าคิตตี้ของหนู หม่าม๊าก็ต้องมาเอาคืน คือหนูชอบความสวยความงามตั้งแต่เด็ก อย่างเสื้อของหม่าม๊า ถ้าสวย เราก็จะจองว่า ‘นี่ของแคทเธอรีน ห้ามนะ’ มีความสนใจด้านนี้มาตั้งแต่เด็กเลย เราก็เลยเข้าวงการด้วยการถ่ายแบบในนิตยสารแฟชั่นญี่ปุ่น มันเป็นความชอบเรา”

แล้วมีอะไรที่ยังอยากลองทำในวงการนี้

“อืมม ที่จริงก็อยากลองทำพิธีกร หรือดีเจเหมือนกันค่ะ แต่ถ้าในงานแสดง ก็อยากจะเล่นหนังปังๆ อยากท้าทายความสามารถ อยากเล่นโปรเจ็กต์ต่างชาติ”

เรื่องแฮปปี้ที่สุดที่ได้เจอเมื่อเร็วๆ นี้ 

“นี่ไงค่ะ ได้มาถ่ายงานกับลอฟฟีเซียล หนูชอบถ่ายแบบ ชอบแฟชั่น มันก็ฉีกแนวไป ก็อยากจะลองเติบโตในเวย์ของอรดูบ้าง อยากลองทำอะไรใหม่ๆ นี่เฝ้ารอวันนี้ นี่หนูมาสก์หน้า กินสลัดรอเลย”

แล้วเรื่องที่เศร้าที่เจอเร็วๆ นี้ล่ะ

“จริงๆ ไม่ค่อยมีเรื่องเศร้า มีแต่เรื่องรบกวนใจ อย่างคดีความ (หลังมีคนส่งข้อความมาคุกคาม) ถ้าเศร้าคงเศร้าใจแทนเมมเบอร์มากกว่า หนูยังรู้สึกสะเทือนเลย น้องๆ ที่อายุน้อยน่าจะสะเทือนยิ่งกว่า และสิ่งที่ยากลำบากยิ่งกว่าคือเรากลัวจะมองหน้าแฟนคลับไม่ติด เราไม่อยากระแวง เราเชื่อว่าแฟนคลับของเราน่ารักแน่นอน แต่เราไม่รู้ว่ามีใครแอบแฝงมาบ้าง แต่ครั้งนี้คือเทคแอกชั่นแทนเมมเบอร์ แต่ก็ปรึกษาทางผู้ใหญ่ด้วย ต้องจัดการเพื่อเป็น case study ไม่ใช่แค่กับวง BNK48 นะคะ กับดาราหญิงหลายคนก็คงเคยเจอข้อความที่คุกคามแบบนี้ มันเป็น girl power เราจะไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งแบบนี้ เราไม่ควรจะชินกับการที่มีคนมารุกล้ำเส้นของเรา”

ต้องเจออะไรหลายๆ อย่างในชีวิต ได้พลังบวกมาจากไหน 

“เมื่อก่อนจะทน ขาดความมั่นใจ คิดว่าคนอื่นจะยังไง เราทำดีหรือเปล่า แต่อย่างที่บอกว่ามันขึ้นอยู่กับแอดติจูดหรือความคิด เราต้องรักตัวเองก่อน ถ้าเปรียบเป็นความรัก เรารักตัวเองให้เต็มก่อน เพื่อที่เราจะเติมเต็มความรักให้กับทุกคน การรักตัวเองมันอาจเป็นคำสิ้นเปลือง แต่มันเป็นสิ่งที่ฮีลจิตใจได้ในวันที่เราไม่เหลือใครจริงๆ หันไปมีแมว แมวยังรักเราเลย รักตัวเองก่อน หนูเชื่อคำนี้ เมื่อความรู้สึกเต็มอิ่ม มันจะออกมาเอง”

ถ้ามีพลังในการเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกใบนี้

“หนูไม่อยากมีพลังเลย หรือถ้ามีหนูก็คงไม่ใช้ เพราะการเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้มาจากคนคนเดียว ต้องมาจากหลายคน มันเหมือนทฤษฎีมดกินช้าง อย่าง global warming ถ้าอยากเปลี่ยนแปลง เริ่มเริมจากตัวเรา แต่เราคนเดียวไม่ได้ มันเหมือนมดตัวเดียวกินช้าง แต่จริงๆ มันควรเป็นมดทั้งฝูงช่วยกัน การมีพลังมันไม่จำเป็นสำหรับหนู แต่ถ้าพลังขำ ขอล่องหนดีกว่า เวลาไปไหนจะได้มีคนเห็น”

ก่อนจะสัมภาษณ์วันนี้ พี่คิดว่าจะถามว่าอรเป็น Introvert หรือ extrovert  แต่จากที่ได้คุย คงไม่ต้องถามแล้ว

“จริงๆ หนูเป็น ambivert ค่อนไปทาง extrovert นะ (หัวเราะ) เป็นคนที่ได้รับพลังจากการอยู่คนเดียว”

คิดว่าตัวเองเป็นคนยุคไหน 

“ยุค ’80s ชอบ City Pop (ชอบเพลง Stay With Me และ Plastic Love ของ Friday Night Plan) เป็นช่วงที่ป๊าม๊าวัยรุ่น และถ้าเป็นไปได้อยากเกิดในยุคกลาง หนูเพิ่งดู Bridgerton ใน Netflix มา อยากอยู่ยุคนั้นมาก อยากใส่ชุดแบบนั้น แต่ข้อเสียคือผู้หญิงไม่เป็นใหญ่ แต่ชอบเสื้อผ้า สถาปัตยกรรม แต่อยู่ยากแน่ๆ เพราะผู้หญิงต้องมีคู่ครอง ส่วนเราจะแบบ ทำงานก่อนไหม อยู่ไม่ได้ในยุคนั้น เลยมาแก้ตัวในยุคนี้ มุ่งสู่การเป็นเศรษฐีนี”

หนังสือที่มีอิทธิพลต่อชีวิตตัวเอง

“ไบเบิล เพราะคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็หนังสือแนวจิตวิทยา ที่เพิ่งซื้อล่าสุดเลยคือ Stop Overacting  เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไรให้อารมณ์กลับมาคงที่ เนื่องจากเราเจอคนเยอะ ไม่มีใครทำอะไรถูกใจเราได้ตลอด เราจะแสดงออกอย่างไรที่ไม่ทำร้ายจิตใจ จัดการกับตัวเอง”

ถ้าวันหนึ่งเกิดถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งจะทำอะไร

“หนูจะเริ่มจากไปแจ้งความว่าลอตเตอรี่นี้เป็นของเรา แล้วไปขึ้นเงินแบบเงียบๆ แล้วเป็นเศรษฐีนีแบบเงียบๆ (หัวเราะ)”

ซีรีส์ Let’s Fght Ghost ออกอากาศทาง True4U ช่อง 24 ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เริ่ม 3 มีนาคมนี้ เวลา 22:15 และมีกำหนดลง NETFLIX ในภายหลัง

Photographer: Chatchanan Chantajinda 

Stylist: Piphacha Vonpiankul

Writer: Pimpilai Boonjong

Photographer Assistant: Chudchpong Aumponrat

Stylist Assistant: Napat Roongruang

Makeup: Thanachok Siriveephan

Hair: Phatrchanon Arntong

Other Articles