Tuesday, September 21, 2021

‘แจนนีน ไวเกล’ กับความสุขบนเส้นทางที่ไม่ไกลเกินฝัน

จะบอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาเห็นมาแต่อ้อนแต่ออกก็คงไม่ผิด สำหรับสาวน้อยวัย 20 หน้าตาน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตา ‘พลอยชมพู – แจนนีน ไวเกล’ ที่เดินเข้าวงการตั้งแต่อายุสิบขวบ ทำงานมาแล้วหลายแขนง ทั้งงานโฆษณา ยูทูบเบอร์ นักแสดง นักร้อง จนปัจจุบันมีสถานะเป็นศิลปินเบอร์หนึ่งของ Red Records ค่ายเพลงสากลระดับโลก หลังเซ็นสัญญาเมื่อปลายปี 2562 เธอต้องบินเดี่ยวไปอยู่ประเทศมาเลเซียเพราะค่ายเบสอยู่ที่นั่น และคงจะไม่มีปัญหาถ้าไม่โดนวิกฤติไวรัสเล่นงานพานให้ต้องอยู่มาเลย์ยาวถึง 9 เดือน

“พอย้ายปุ๊บก็เจอโควิดระบาดพอดี เป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างเอ็กซ์ตรีมค่ะ ไม่คิดว่าการย้ายออกจากบ้านครั้งแรกจะเป็นแบบนี้ ก็มีความรู้สึกท้อ อยากกลับบ้านแต่ยังกลับไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้นอกจากโทรหาครอบครัวกับเพื่อนบ่อยๆ ทุกคนก็ให้กำลังใจเรา เพราะรู้ว่าเราอยู่ที่นั่นคนเดียว พอผ่านไป 2-3 เดือนก็เริ่มชิน ยอมรับว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพัก พอเริ่มเปิดเมืองมากขึ้นและสามารถออกไปข้างนอกได้แล้ว แต่เราต้องถ่ายเอ็มวีให้เสร็จก่อนถึงจะได้กลับบ้าน” พลอยชมพูเล่าด้วยแววตาที่สดใส เพราะวันนี้เธอบินกลับมาหาครอบครัวได้สมใจปรารถนา แถมยังหอบเอาซิงเกิลแรกมาเป็นของฝากทุกคนด้วย

สิ่งท้าทายและประสบการณ์ใหม่

“Passcode เป็นเพลงใหม่ที่ทำกับค่ายใหม่ Red Records ซึ่งได้ทอมมี บราวน์ มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ (คนเดียวกันกับที่โปรดิวซ์อาริอานา แกรนเด และแบล็กพิงก์) ตอนแรกตื่นเต้นนิดนึงเพราะไม่เคยทำงานกับคนระดับนี้มาก่อน แต่พอเจอตัวจริงและได้ทำงานกับทีมงานเขาก็รู้สึกประทับใจมาก เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เห็นว่าคนระดับนี้เขาทำงานกันแบบนี้นี่เอง เขาชิลล์ๆ และเป็นกันเอง

“ความท้าทายน่าจะเป็นในส่วนของการทำงานกับทีมใหม่มากกว่า เพราะเขาเป็นค่ายใหม่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างทีมงานหรือว่าศิลปินเองต่างเพิ่งเริ่มต้นทำงานด้วยกันก็ต้องมีการปรับจูนว่าอะไรที่เวิร์กหรือไม่เวิร์ก เชื่อว่ายิ่งทำงานกันไปเขาจะยิ่งรู้จักตัวตนเราไปด้วย เรียนรู้กันไปค่ะ

 “ซิงเกิลนี้เป็นเพลงป็อปที่มีกลิ่นอายฟังก์ อารมณ์เหมือนกับ The Weeknd หรือ Dua Lipa มีความเป็นฟังกี้นิดนึง ก็เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเราเพราะไม่เคยทำเพลงป็อปฟังก์มาก่อน แนวนี้กำลังอินเทรนด์กันก็เลยลองดูค่ะ ส่วนซิงเกิลที่สองจะปล่อยออกมาเร็วๆ นี้ ส่วนตัวอยากทำเพลงที่สนุกๆ ต่อไป และทำฮิปฮอปมากขึ้นเพราะชอบแนวนี้อยู่แล้ว”

บนเส้นทางความฝัน สิ่งสำคัญคือความสุข

“ตัวเราเองพยายามจะไม่กดดันหรือคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป เพราะรู้สึกว่าทำแบบนั้นมันเครียด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคือทำแล้วต้องมีความสุข จะดังหรือไม่ดัง สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ถ้ามีเงินร้อยล้านแล้วดังระดับเทย์เลอร์ สวิฟต์ แต่ทำแล้วไม่มีความสุข เราก็ไม่อยากเป็นแบบนั้น สู้ทำอะไรที่เป็นเบื้องหลังหรือว่าอินดี้ แต่มีความสุขกว่าการที่เราไปถึงจุดสูงสุดแต่ทำแล้วไม่แฮปปี้

“ตั้งแต่มีโควิดรู้สึกว่าชีวิตมีอะไรที่ไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ รู้สึกแอบกลัวที่จะคิดถึงห้าปีข้างหน้า เพราะนึกไม่ออกเหมือนกันว่าตัวเองจะอยู่ตรงไหน อาจจะไปอยู่ในที่ที่เราไม่คิดว่าจะไปอยู่ด้วยซ้ำ เลยอยากจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด ในอดีตมันก็มีหลายครั้งที่เราโฟกัสเป้าหมายมากเกินไปจนลืมที่จะสนุกกับ journey ของมัน ตอนนี้อยากจะโฟกัสที่โมเมนต์นี้ แล้วก็สนุกกับวันนี้ให้มากที่สุดค่ะ

“ในการทำงานเรามีสแตนดาร์ดของตัวเองว่าจะต้องรับผิดชอบเรื่องเวลา มีความสม่ำเสมอ และมีความพร้อม ไม่ว่าจะออกกองถ่ายละครหรือทำงานอะไรก็ตาม เราต้องมาก่อนเวลา การที่เรามาตรงเวลาคือการมาสาย มาถึงที่ทำงานแล้วต้องพร้อมทำงาน และรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ก่อนทำงานถ้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หรือรู้ล่วงหน้าแค่แป๊บเดียว เราจะหงุดหงิดนิดนึง คืออยากเตรียมให้พร้อมน่ะค่ะ”

เติบโตและเรียนรู้ผ่านช่วงวัย

“ถ้าถามเมื่อสิบปีที่แล้วก็คงไม่คิดว่าจะมาถึงจุดนี้ เพราะตอนเด็กจะอารมณ์แบบ outsider นิดๆ ด้วยความที่เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ทำให้เราค่อนข้างจะแตกต่างจากเด็กฝรั่งทั่วไป เราก็เป็นคนของเขาแหละแต่แค่ครึ่งเดียว เราอาจจะไม่ได้เข้าพวกเท่าไร รู้สึกว่าไม่ค่อย fit in อยากเป็นนักร้องแต่คิดว่าไม่น่าจะได้เป็นเพราะว่าเราเป็นแบบนี้ แต่พอโตขึ้นมันทำให้เรียนรู้ว่าการที่เราเป็นแบบนี้ การที่เราไม่เหมือนใครเท่าไร มันคือสิ่งที่ดี แล้วมันก็ทำให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น

“คนอื่นอาจมองว่าเราเหมือนดังข้ามคืน แต่เรารู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ เดินทาง เคยเป็นเอ็กซ์ตร้าตอนสิบขวบ แคสติ้งโฆษณาก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจากตัวรองเมนมาเป็นตัวเมน สิ่งที่คนอื่นไม่เห็นว่าเบื้องหลังเราทำอะไรมาบ้าง พยายามมาอย่างหนักแค่ไหน ลงแรงลงทรัพยากรต่างๆ ไปเยอะมาก ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ

 “สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดคือการที่เราได้มาถึงจุดนี้ และสามารถดูแลคนรอบข้างได้ในวัยเท่านี้ เราไม่ได้อยากจะทำงานหรือหาเงินเพื่อตัวเอง คือถ้าเราประสบความสำเร็จอะไรปุ๊บ เราอยากจะซัพพอร์ตครอบครัว รวมถึงคนที่ทำงานด้วยกัน เพราะเราจะรู้สึกภูมิใจที่สามารถทำให้คนรอบข้างสบายขึ้นไปด้วย ที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนมาตลอด ถ้าไม่มีเขาซัพพอร์ตก็คงไม่มาถึงจุดนี้ คุณพ่อคุณแม่ 90% เลยสำหรับเรานะ”

Photographer: Adison Rutsameeronchai / Stylist: Piphacha Vonpiankul / Special Thanks: Ratchakru Residence Tel. 08-9816-8677 Facebook: Ratchakru Residence

Other Articles