Thursday, August 11, 2022

เยือนพิพิธภัณฑ์นาฬิกา ณ เมือง Le Locle สวิตเซอร์แลนด์

ห่างออกไปทางตะวันตก ไม่ถึงสิบกิโลเมตรจากเมืองลา โชซ์ เดอ ฟงด์ (La Chaux-de-Fonds)  คือที่ตั้งของเมืองเลอ ล็อกค์ (Le Locle) ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกที่ได้รับการคุ้มครองโดยองค์กรยูเนสโก ภาพคุ้นตาของเมืองนี้เมื่อรถไฟจอดที่สถานี Monts ก็คือป้ายชื่อแบรนด์นาฬิกามากมายที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาโรงงาน ทำให้รู้ว่าที่เลอ ล็อกค์ เป็นเมืองสำคัญสำหรับการผลิตนาฬิกาเมืองหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์  

จุดหมายของเราในครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเที่ยวชมเมืองแต่อย่างใด แต่ตั้งใจมายังพิพิธภัณฑ์นาฬิกา Musée d’horlogerie du Locle ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาสูง แต่ก็นับเป็นการเดินที่คุ้มค่าแม้จะต้องค่อยๆ เดินลัดเลาะจากสถานีรถไฟขึ้นไปตามถนนบนเนินเขา ผ่านบ้านเรือนต่างๆ 

บนเนินเขา คฤหาสน์  Château des Monts ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนสนามหญ้ากว้างขวาง ในอาณาบริเวณนั้นประดับประดาด้วยนาฬิกาแดด และประติมากรรมนาฬิกาเก่าแก่ เดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นสมบัติของ ฌาน-มารี ซานโดส-ฌองดร์และตกทอดไปถึงลูกสาว มารี-อองรีแอ็ตต์เมื่อปีค.ศ. 1778 ลูกสาวของเธอแต่งงานกับ ซามูเอล ดูบัวส์ ช่างนาฬิกาและตัดสินใจสร้างอาคารหลังงามนี้ขึ้นมาโดยว่าจ้างสถาปนิกชาวเมืองโลซานน์  กาเบรียล เดอ ลา กรองจ์ ชาวบ้านในละแวกต่างเรียกขานอาคารสไตล์หลุยส์ที่ 16 นี้ว่าปราสาท Château des Monts 

อาคารหลังนี้ตกทอดต่อกันในตระกูลช่างนาฬิกาดูบัวส์ จนเมื่อหมดผู้สืบทอด ก็ได้เปลี่ยนมือไปเรื่อย เอแลน นาร์แด็งเจ้าของคนสุดท้ายได้ขายปราสาทหลังนี้ให้กับเมืองเลอ ล็อกค์ซึ่งได้ตัดสินใจแปรเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์นาฬิกาประจำเมืองเลอ ล็อกค์ในปีค.ศ. 1959  ภายใน Musée d’horlogerie du Locle ยังคงเก็บรักษาการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิมเอาไว้โดยเฉพาะบริเวณชั้นหนึ่ง ภายในนี้ไม่ได้มีแต่ของเก่า แต่บางชิ้นยังทำงานได้อยู่เลย อย่างหีบเพลงในโถงต้อนรับที่ยังบรรเลงบทเพลงคลาสสิกได้จริง หรือนาฬิกาตั้งพื้นและแขวนผนังที่เข็มยังเดินอยู่ หรือนาฬิกาลูกตุ้มแขวนผนังสมัยหลุยส์ที่ 16

คอลเลกชั่นดาวเด่นของที่นี่ก็คือ  Maurice Yves Sandoz  ทายาทเจ้าของบริษัทยา เขาผู้นี้ไม่เพียงเป็นนักสะสมนาฬิกา แต่ยังเป็นนักดนตรี กวีและนักเขียนผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา และใช้ชีวิตอยู่ในปราสาทส่วนตัวริมทะเลสาบเลมอง เมื่อได้รู้ว่าเมืองเลอ ลอกค์ บ้านเกิดของเขา ต้องการปรับเปลี่ยน Château des Monts ให้เป็นพิพิธภัณฑ์นาฬิกา เขาได้บริจาคคอลเลกชั่นส่วนตัวให้กับที่นี่ซึ่งจัดแสดงบนชั้นสองภายในห้องที่ได้ชื่อตามเขา ในคอลเลกชั่นมีทั้งหุ่นออโตเมตอนเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 18-19 นาฬิกาโบราณ และจิวเวลรี่หลายชิ้น 

ต่อมาในปีค.ศ. 1974 มูลนิธิซานโดสยังได้สนับสนุนการจัดสร้างภาพยนตร์ An Invitation to Dream นำเสนอเรื่องราวของผลงานเด่นๆในคอลเลกชั่นเหล่านี้เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ใจ  อย่างหุ่นจักรกลออโตเมตอนที่ชวนพิศวงในสมัยศตวรรษที่ 18-19  รูปหญิงชราที่ขยับไปมาได้ หรือนกจักรกลในกรงบนเพดาน สร้างสรรค์โดยแบลส บงตองส์ (Blaise Bontems) ซึ่งต้องเข้าไปในป่าเพื่อศึกษาเสียงนกร้องและสร้างสรรคค์นกที่ดูเหมือนจริง ชั้นสองมีโต๊ะทำงานของช่างนาฬิกา ซึ่งในสมัยอดีตก็คือชาวนาที่ว่างเว้นจากการเพาะปลูกเก็บเกี่ยวพืชผลในช่วงหน้าหนาว และใช้เวลาไปกับการผลิตชิ้นส่วนกลไกเพื่อหารายได้เพิ่มเติม 

ใครที่ชื่นชอบนาฬิกาเก่าแก่ ที่นี่ยังจัดแสดงอยู่ท่ามกลางบรรกาศเก่าพร้อมเฟอร์นิเจอร์และภาพวาดคลาสสิก  อย่างเช่นคอลเลกชั่นของ อองรี ชานแมร์ ซึ่งเก็บสะสมนาฬิกาคล็อกสไตล์ Boulle สมัยศตวรรษที่ 18 คอลเลกชั่นของเฟรเดริก ซาวอยผู้หลงใหลในนาฬิกาคล็อกสวิสและฝรั่งเศส และอัลเฟรด อูกแน็ง ผู้เชี่ยวชาญการบูรณะนาฬิกาเก่าซึ่งได้มอบนาฬิกาคล็อกที่ผลิตในเมืองเนอชาแต็ลสมัยศตวรรษที่18 ใหด้จัดแสดงที่นีี่หลายสิบเรือน  

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีนิทรรศการถาวร โดยที่ชั้นหนึ่งยังมีห้องที่แสดงชิ้นส่วนของกลไกต่างๆว่ามีหน้าที่อะไร รวมไปถึงนาฬิกาคล็อกและนาฬิกาข้อมือรูปแบบต่างๆ ความแตกต่างจักรกลและควอตซ์  และชิ้นส่วนกลไกในแต่ละยุคสมัย ซึ่งมีแปลเป็นภาษาอังกฤษหากใครสนใจศึษาอย่างจริงจัง บนชั้นสามแสดงเรื่องราวของเวลาในหลากหลายแง่มุม ทั้งเวลาในมุมของวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ช่วงเวลาในชีวิต เครื่องไม้เครื่องเมืิองที่ใช้ผลิตนาฬิกา รวมถึงการวัดค่าเวลาในสมัยอียิปต์โบราณมาจนถึงปัจจุบัน 

สมัยนี้แค่ดูคอมพิวเตอร์ก็รู้เวลาของทุกไทม์โซนในโลกได้แล้ว แต่คุณลองนึกภาพนาฬิกาตั้งโต๊ะในสมัยหลุยส์ที่ 14 แต่สามารถแสดงเวลาของเมืองต่างๆในโลกได้ดูสิ อาจจะอยากที่จะจดรายละเอียดต่างๆของผลงานที่กำเนิดมาเป็นร้อยๆปี แต่การได้เดินชมของเก่าแก่และนึกภาพไปถึงผู้คนสมัยเก่า ก็ทำให้เราได้เข้าใจอะไรหลายๆอย่าง นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์แสดงเวลา แต่เป็นศิลปะให้ความรื่นรมย์ เป็นมรดกตกทอดในครอบครัว และยังสร้างความอัศจรรย์ใจ ต้องอาศัยความทุ่มเทสักเพียงไหนในการที่ใครสักคนที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ละเอียดซับซ้อนและงดงามขนาดนี้ขึ้นมาได้

ครั้งหนึ่ง แพทริเซีย ไฮสมิธ นักเขียนนวนิยายเคยบอกไว้ว่า “จินตนาการของฉันบรรเจิดไปไกลในตอนที่ฉันไม่ต้องพูดกับใคร” ถ้าคุณอยากให้จินตนาการโลคุณอยากได้เรียนรู้ความจริงด้วยล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้และกลับมาอีกเรื่อยๆก็แล้วกัน 

Musée d’horlogerie du Locle – Château des Monts ตั้งอยู่ที่ Route des Monts 65 – Case postale 292, 2400 LE LOCLE โทร. +41 (0) 32 933 89 80 สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดคือสถานี Monts 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mhl-monts.ch

Other Articles