Wednesday, July 15, 2020

เรียนรู้คุณค่างานฝีมือบนผืนผ้า สู่นวัตกรรมเรือนเวลาที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น 

หนึ่งวันกับการเรียนรู้และชื่นชมงานฝีมือที่มีต้นกำเนิดจากศตวรรษที่ 19 จากสองซีกโลก

หากมองย้อนถึงภูมิปัญญาที่บ่มเพาะอัตลักษณ์ชาวไทยจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นเอกของชาติ หนึ่งในนั้นย่อมมี ‘เรื่องราวของผืนผ้าและเครื่องนุ่งห่มของไทย’ ซึ่งถูกสืบต่อองค์ความรู้งานช่างจากอดีตเรื่อยมาจนปัจจุบันนับร้อยปี ไม่ต่างไปจากนวัตกรรมนาฬิกาของ ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) ที่บรรจงสรรสร้างกลไกเรือนเวลาจนมีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วม 180 ปี กลายเป็นที่มาให้ลอฟฟีเซียล ไทยแลนด์ จับมือร่วมกับ PMT The Hour Glass คิดจัดงาน L’Officiel Thailand x PMT The Hour Glass Present «Weaving Art Through Time » by Patek Philippe เพื่อบอกเล่าถึงศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีจากแบรนด์ที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่งจากสวิสเซอร์แลนด์ ร้อยเรียงเกร็ดความรู้จากผ้าภูษาในราชสำนัก ที่เชื่อมโยงถึงปรัชญา ‘งานศิลปะอันทรงคุณค่า สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น’


ท่ามกลางความโออ่าของสถาปัตยกรรมยุโรปร่วมสมัยสไตล์นีโอคลาสสิค เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ณ บ้านเลขที่ 1 ซอยกัปตันบุช คือสถานที่จัดงานในครั้งนี้ ซึ่งเราตั้งใจเลือกให้แขกคนสำคัญได้มาเรียนรู้และชื่นชมประวัติศาสตร์งานฝีมือจากสองซีกโลก ที่พร้อมเปิดต้อนรับให้คนรัก Patek Philippe ได้มาเรียนรู้ถึงต้นกำเนิดเรือนเวลาตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่17


เรื่อยมาจนถึงยุคทองในช่วงก่อนศตวรรษที่ 19 ซึ่งทางแบรนด์เริ่มหันมาพัฒนากลไกนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีให้ซับซ้อนกว่าเคย  จนในปีค.ศ. 1916 Patek Philippeได้เปิดตัว Repeating Wristwatch นาฬิกาข้อมือสำหรับสุภาพสตรีที่มีหน้าปัดสีขาว ตัวเรือนทำจากแพลตินั่ม สายทอห่วง ที่พลิกความเชื่อว่านาฬิกาคอมพลิเคชั่นเป็นสิ่งที่บุรุษพึงครอบครองแต่ผู้เดียว

และจนถึงทุกวันนี้ Patek Philippe ยังคงตั้งใจพัฒนากลไกนาฬิกาคอมพลิเคชั่นสำหรับสุภาพสตรี เพื่อมาตอบโจทย์นักสะสมทั้งในด้านฟังก์ชั่นและดีไซน์ ที่ซ่อนด้วยรายละเอียดจากกลไกสุดอัศจรรย์ ทั้งแบบ Annual Calendar, Perpetual Calendar Chronograph, World Time ไปจนถึง Minute Repeater โดยไม่ลืมแต่งแต้มสีสันด้วยวัสดุชั้นเลิศ อัญมณีน้ำงาม เข้ากับดีไซน์ชั้นเลิศ ที่นำเสนอความงดงามบนสรีระข้อมือของหญิงสาว ซึ่งล้วนรังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือประหนึ่งงานศิลปะอันทรงคุณค่า จนกลายเป็นที่ปรารถนาของสุภาพสตรีทั่วโลก


สอดคล้องกับปรัญชา แนวคิดอนุรักษ์ของอาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เครื่องนุ่งห่มผ้าไทย ที่นำ‘ผ้าภูษาผ้าทรงในราชสำนักสยาม’มาบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการเครื่องนุ่งห่ม รวมถึงความปราณีตของผ้าที่มีอายุยืนยาวนับร้อยปี  เพื่อสะท้อนสถานะของผู้สวมใส่ความงามทั้งสองแขนงนี้ถูกนำมาผนวกเข้าด้วยกันภายในงาน เพื่อเชิดชูงานศิลปะที่เดินทางก้าวผ่านกาลเวลาจากรุ่นสู่รุ่น

 

Other Articles

คาร์ดิแกนของ Harry Styles กลายเป็นเทรนด์ใน TikTok

นอกจากดนตรีที่มีสไตล์แล้ว คนยังชอบติดตามเทรนด์แฟชั่นจากนักร้องหนุ่มแฮร์รี่ สไตล์ (Harry Styles)  นับตั้งแต่ฉายเดี่ยว ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มสวมฮู้ดดี้ก็จางหายไป กลายมาเป็นหนุ่มแฟชั่นผู้นิยมสไตล์ยุค ’70s โดยเฉพาะลุค Gucci และลุคอื่นๆที่เขาเลือกใส่จนกลายเป็นเทรนด์ใน Instagram และล่าสุดคือในแอพ TikTok

ถอดความ 39 ลุค! อุ่นเครื่องต้อนรับซัมเมอร์ กับ Loewe Spring/Summer 2021 precollection

แม้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดโควิด-19 จะส่งผลกระทบในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งต้องปรับตัวสู่วิถีชีวิต นิว นอร์มอล เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากโลกแฟชั่น หนึ่งในอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนผู้คนด้วยความสวยงามจากเครื่องแต่งกาย ที่เริ่มปรับตัวนำเสนอผลงานการออกแบบผ่านระบบดิจิตอล และโซเชียล มีเดีย จนเกิดเป็นสัปดาห์แฟชั่น วีค ออนไลน์ ทั้งจากคอลเลกชั่นกูตูร์อันแสนหรูหรา ไล่เรื่อยมาถึงเมนส์แวร์ ที่ต่างงัดไอเดียการนำเสนอหลากรูปแบบมาประชันกันอย่างถ้วนหน้า

สำรวจความสัมพันธ์แสนชวนหัวของผู้คนแห่งมหานครนิวยอร์กในภาพยนตร์ Manhattan

Writer: Peerachai Pasutan “แล้วคนรุ่นหลังจะพูดถึงเรายังไง” นี่เป็นประโยคที่ตัวละครไอแซค (วูดดี้ อัลเลน) ได้เอ่ยถามต่อ เยล (ไมเคิล เมอร์ฟี่) ถึงความสัมพันธ์อันแสนซับซ้อนและท้าทายกรอบระหว่างตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Manhattan(1979) ผลงานการกำกับ, ร่วมเขียนบท และนำแสดงของนักทำหนังชั้นครูชาวนิวยอร์กอย่างอัลเลน ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประโยคดังกล่าวก็ตั้งคำถาม – อย่างจงใจหรือเปล่าไม่อาจทราบได้ – ให้ผู้ชมขบคิดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ชวนหัวเช่นนี้ในหนังมากว่าสี่ทศวรรษ