Thursday, June 13, 2024

VANUS COUTURE X BE@RBRICK ความประณีตขั้นสุดของชุดแต่งงานตุ๊กตา

เป็นท็อปซีเคร็ตที่เก็บงำอยู่ในใจมาเกือบปี สำหรับวนัชกูตูร์ (Vanus Couture) แบรนด์ชุดแต่งงานที่ยืนหนึ่งมาโดยตลอด หลังจากสองผู้บริหาร ดร.สรรค์ สุดเกตุ และคุณณภัทร์ นิยมแย้ม ได้รับเทียบเชิญจาก BE@RBRICK ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโปรเจ็กต์ระดับสากล BE@RBRICK WORLD WIDE TOUR 3 in Bangkok นิทรรศการที่เหล่าดีไซเนอร์และศิลปินชื่อดังจากทั่วโลกต่างโชว์ศักยภาพที่ตนถนัดผ่านงานออกแบบอันเป็นอัตลักษณ์ โดยใช้แบร์บริคขนาด 1000% ความสูง 70 เซนติเมตร 

ลอฟฟีเซียลพาคุณมาชมความประณีตวิจิตรและเบื้องหลังการทำงานระดับคุณภาพของห้องเสื้อวนัชกูตูร์ พร้อมพูดคุยกับสองผู้บริหารที่คลุกคลีกับโปรเจ็กต์นี้มานับตั้งแต่เดย์วัน

ที่มาของโปรเจ็กต์เริ่มต้นยังไงคะ

ดร.สรรค์: “เมื่อต้นปี BE@RBRICK เมืองไทยติดต่อมาว่าอยากให้วนัชกูตูร์เข้าร่วมงานนี้ด้วย เขาคัดเลือกมา 5 แบรนด์ โดยให้ทำเป็นไอคอนิกแบร์บริคของไทย ก่อนเริ่มงานให้เราช่วยส่งพอร์ตไปเพื่อเขาจะได้นำเสนอกับทางญี่ปุ่น”

ณภัทร์: “ต่อมาทางบริษัทแม่ในญี่ปุ่นชื่อว่า Medicom Toy ก็ตอบตกลงว่าจะให้เราทำในพาร์ตของ Thai Wedding Dress แล้วเขาก็ส่ง MOU มาให้ ในนั้นจะระบุชัดเจนว่าขอให้เราเก็บเป็นความลับ รวมถึงมีข้อห้ามอะไรบ้าง”

ดร.สรรค์: “ภาพลักษณ์ของวนัชกูตูร์แบรนด์มีความชัดเจนเรื่องชุดไทยอยู่แล้ว ดาราหรือเซเลบต่างนิยมมาใช้บริการกับเรา ทีนี้มันมีคอนดิชั่นว่าถ้าจะนำเสนอไปทั่วโลก และต้องตั้งโชว์พร้อมกับอีกร้อยกว่าตัว เราจะพรีเซนต์ยังไงให้ชุดดูโดดเด่น ไม่ดร็อปหรือน้อยเกินไป ในที่สุดก็สรุปกันว่าเราจะทำชุดไทยสำหรับพิธีหมั้นของคู่บ่าวสาว” 

ณภัทร์: “การร่วมงานกันทางแบร์บริคเปิดกว้างให้ดีไซเนอร์มากเลยครับ ตอนแรกให้ทำส่งไปสามแบบ เราออกแบบชุดศิวาลัยไปด้วย ส่วนอันนี้เป็นหนึ่งในสาม คือชุดไทยจักรพรรดิ พอประชุมกันเสร็จเขาก็เลือกแบบนี้ ด้วยเหตุผลว่าเป็นภาพจำที่ต่างชาติมองแล้วรู้เลยว่านี่คือชุดไทย”

ดร.สรรค์: “เราเลยย้อนกลับไปชุดแรกที่ทำให้แบรนด์วนัชมีชื่อเสียง ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของเรา ตอนคุณแต้วถ่ายแบบ ผมเป็นคนไทยแรกๆ ที่ทำชุดไทยสีชมพูไล่สีแบบออมเบร เราเลยจำลองธีมย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น แต่มีการประยุกต์โดยใช้ผ้าไหมไทยทั้งหมดจากโคราช เป็นผ้าไหมสี่เส้น เพราะต้องการพูดอย่างเต็มปากว่าเราใช้ทรัพยาการจากผลงานชาวบ้านจริงๆ”

ณภัทร์: “ส่วนเครื่องประดับทุกชิ้นเป็นงานทองเหลืองครับ สัดส่วนน้องเขาเหมือนเด็กอายุสองขวบกว่าๆ พอมาใส่เครื่องประดับผู้ใหญ่มันจะดูไม่ใช่ เราเลยต้องจำลองออกมาให้สมมาตร เลยต้องขอให้ครูช่างศิลปาชีพย่อไซส์ลงมา ตัวพินที่ติดเสื้อกับสไบประดับเพชรของจริง และใช้ชื่อของวนัชเป็นภาษาไทยครับ”

สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดในความเป็นแบรนด์วนัชกูตูร์ในแบร์บริคคู่นี้คืออะไร

ดร.สรรค์: “คือลวดลายที่มีความหวาน และสีที่มีความเป็นผู้หญิง วนัชกูตูร์จะมีความหวานแฝงอยู่ทุกชุด ไม่ได้จี๊ดจ๊าดมาก ดู timeless เป็นผู้หญิงที่มองได้นานๆ อย่างลวดลายของสไบที่ปักเป็นลายดอกบัว มาจากชื่อวนัช ซึ่งแปลว่าดอกบัว ตอนเลือกของประดับเราจะใช้ของสูงทั้งหมด อย่างเครื่องประดับเป็นฝีมือช่างศิลปาชีพ งานผ้าไหมก็เป็นผ้าไหมแท้ทอมือ สะท้อนความเป็นวนัชกูตูร์ว่าทุกอย่างต้องใช้ของดีที่สุด”

ณภัทร์: “สิ่งที่ทำให้มีความซอฟต์น่ารักก็คือ เราเลือกสีผิวของตุ๊กตาเป็นโทนขาวชมพู ซึ่งเป็นสีผิวของเจ้าสาวบ้านเรายุคนี้ และอยากให้ดูกลืนไปกับชุดด้วย ผมเป็นสีดำ ตรงแก้มเราก็เลือกบลัชสีโทนส้ม ติดขนตาด้วย เพราะเจ้าสาวของวนัชต้องติดขนตา (หัวเราะ)”

ทราบว่าทุกขั้นตอนรายละเอียดเหมือนกับตัดชุดให้บ่าวสาวจริงๆ 

ดร.สรรค์: “ใช่ครับ มีการขึ้นโครงด้วยผ้าดิบก่อน ความยากคือเนื่องจากตัวน้องเขาเป็นเหลี่ยม สัดส่วนไม่ใช่มนุษย์เลย หน้าอกไม่มี มีแต่พุง (หัวเราะ) เอาไงดีล่ะ ให้เจ้าสาวใส่ออกมาแล้วดูมีทรวดทรง ไม่ตุ้ยนุ้ยเกิน อันนี้ต้องชมช่างแพตเทิร์นเราที่มีความสามารถ ต้องใช้เทคนิคมูราจเข้ามาช่วย ก็คือเอาผ้าไปดราฟต์บนตัวของหุ่นแล้วก็ค่อยๆ จัดแต่งให้เข้ารูปเข้าทรง

“แต่ละชุดใช้ผ้าประมาณสามชิ้นขึ้นไป เราต้องมาเลือกว่าข้างในใช้สีอะไร แล้วทำยังไงให้รู้สึกว่าบาลานซ์กันทั้งสองชุด แต่ก็ไม่ได้หลุดความเป็นมงคล เพราะคอนเซ็ปต์คือชุดเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวต้องเป็นมู้ดความรัก เราก็ใช้สีชมพูนี่แหละแทนความรักของทั้งคู่”

ระหว่างเจ้าสาวกับเจ้าบ่าว ชุดของน้องแบร์บริคตัวไหนซับซ้อนกว่ากัน 

ดร.สรรค์: “ชุดผู้หญิงจะชับซ้อนในเรื่องของงานปัก และมีเทคนิคที่ยากขึ้นมานิดนึงก็คือการส่งย้อมสีใหม่ ใช้เทคนิคของชาวบ้าน จากผ้าสีพื้นชมพูอ่อนๆ ต้องย้อมแบบจุ่มสี ไล่เป็นออมเบร ชุดผู้ชายเป็นสีชมพูที่เจือสีน้ำตาลลงไปนิดหน่อย ให้มีความหนักแน่น ไม่หวานไป เราอยากพูดอย่างเต็มปากว่างานของเราเป็นไทยซิลค์ ถ้ามียอดออเดอร์เข้ามา เราจะได้ร่วมกันอนุรักษ์ด้วย แล้วคนที่ได้รับจะรู้สึกภูมิใจว่านี่คืองานเมดอินไทยแลนด์จริงๆ”

ทาง BE@RBRICK มีข้อจำกัดอะไรบ้างไหมคะ

ณภัทร์: “ในการผลิตชุดเขาห้ามเราทำลายหุ่น ห้ามเจาะ ห้ามปัก ดังนั้นยากอีกแล้ว ชุดเลยต้องทำมาเป็นพิเศษ บางส่วนต้องทำเป็นตีนตุ๊กแก ทุกอย่างจะไม่เพอร์มาเนนต์เลยครับ สามารถถอดเปลี่ยนได้ เหมือนเล่นตุ๊กตา อันนี้คือยากนะครับ ตุ้มหูเป็นเทปชนิดพิเศษ สามารถถอดออกได้”

ความสนุกหรือสิ่งท้าทายที่แบรนด์ค้นพบจากการคอลแลบครั้งนี้

ดร.สรรค์: “ค้นพบว่าชุดไทยใส่กับอะไรก็สวย ไม่ว่าจะใส่กับอะไรก็ให้อัตลักษณ์ความเป็นไทย ต่อให้เป็นการ์ตูนหรือรูปแบบไหนก็ตาม เราสามารถจะโมดิฟายด์ได้หมด เห็นแล้วอยากเข้าไปกอด อยากสัมผัสว่าน่ารักจัง เราอยากให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าอยากซื้อมาเก็บสะสม อันนั้นคือจุดหมายปลายทางที่เราร่วมกับแบร์บริคมากกว่า การดีไซน์ของเราไม่ใช่แค่สนองว่าเราคนเดียวที่มองว่าน่ารัก แต่รวมถึงคนอื่นๆ ที่เห็นแล้วอยากประมูลด้วย

“ผมภูมิใจที่เราเป็นหนึ่งในคนไทยที่เขาเลือก ซึ่งต้องบอกเลยว่าระดับห้องเสื้อก็น้อยมากที่จะได้รับโอกาสแบบนี้ เพราะเขาเลือกแบรนด์โกลบอลหมดเลย เราได้เป็นตัวแทนในการนำเสนอชุดแต่งงานที่เป็นอัตลักษณ์ไทยให้ทั่วโลกได้เห็น เพราะเขาจะเวียนไปโชว์แต่ละประเทศ ทั้งภูมิใจทั้งตื่นเต้นด้วยว่าฟีดแบ็กจะเป็นยังไง ต่างชาติอยากสะสมของเราไหม”

ณภัทร์: “ตอนแรกที่เขาติดต่อมาทางไอจีของแบรนด์ แล้วถามคำถามแรกว่ารู้จัก BE@RBRICK ไหม ผมบอกว่ารู้จักสิครับ แล้วเขาก็เล่าถึงโปรเจ็กต์นี้ให้ฟังว่าเขาจะเลือกเซเลบริตี้ และดีไซเนอร์ที่เขาอยากร่วมงานด้วย ณ โมเมนต์แรกคือดีใจ เขาถามว่าสนใจมั้ย โอ้โห! ไม่สนใจได้ไงล่ะ ถ้าปล่อยให้หลุดมือนี่คือไม่ได้แล้ว”

BE@RBRICK WORLD WIDE TOUR 3 in Bangkok เปิดให้ชมเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม จนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน ณ ชั้น 74 คิง เพาเวอร์ มหานคร ทุกวัน เวลา 10.00-24.00 น. 

Photographers: Ponpisut Pejaroen, Pathomporn Phueakphud

Other Articles