Monday, May 20, 2024

สายป่าน-อภิญญา หญิงเก่งผู้มุ่งมั่นกับการก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของตัวเอง

ถึงเวลาก้าวข้ามทุกขีดจำกัด และเดินหน้าต่อในเส้นทางที่ตัวเองเลือก! พบกับ สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญ หญิงแกร่งผู้ที่เราคุ้นเคยจากผลงานการแสดง สู่การเป็นครูสอนดำน้ำ อีกหนึ่งเส้นทางที่เธอทุ่มเทด้วยแพสชั่นทั้งหมดที่มี สมกับที่เป็น #TEAMPROSPEX

“ป่านชอบตัวเองในช่วงวัย 30 เป็นต้นมา มันเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด นิ่งที่สุด ทุกอย่างเลย ทั้งอารมณ์ หน้าที่การงาน การจัดการและเรียงลำดับความสำคัญในชีวิต ด้วยบริบททั้งหมดและตัวเราเองด้วยที่ทำให้เป็นแบบนี้” สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข นักแสดงสาวนัยน์ตากลมโตวัย 33 เล่า “เคยได้ยินคนอื่นพูดนะว่าโตขึ้นจะแบบนั้นแบบนี้ ได้มารู้ตอนที่ได้สัมผัสเองว่า อ๋อ โตเป็นผู้ใหญ่มันเป็นแบบนี้เอง ไม่ได้หมายความว่าป่านจะเหมือนผู้ใหญ่คนอื่นๆ นะ แต่พอใจที่โตมาในรูปแบบนี้”

หลายคนอาจจะรู้จักเธอผ่านบทบาทการเป็นพิธีกรตั้งแต่อายุ 14 รวมถึงบทบาทการแสดงในภาพยนตร์และละครที่ลิสต์รายชื่อออกมาได้ยาวเป็นหางว่าว หรือบางคนอาจจดจำเธอจากภาพความเป็นสาวมั่นผู้ไม่หวั่นไหว และไม่ยอมที่จะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปไม่ว่าจะอย่างไร แน่นอนว่า ในวันนี้หญิงสาววัย 33 ปีที่ดูเฟี้ยวขึ้นด้วยลุคผมสั้นเกือบจะสกินเฮดก็ยังคงเป็นเช่นนั้น “ป่านยังอยากผจญภัยในอายุที่มากขึ้น มันมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นกับตัวเอง และเราชอบมันจัง ก็เลยยิ่งอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าต่อไปเราจะเป็นยังไง” 

-เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ชอบคำว่า ติสต์ เท่าไร

“เพราะมันเป็นคำที่คนอื่นนิยาม ป่านไม่ชอบที่คนตัดสินเราจากรูปลักษณ์ภายนอก และเราค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวเอง และเราก็ไม่คิดว่าเรา ‘ติสต์’ แต่เราแค่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง ไม่ได้แกล้งเป็นแบบนั้นแบบนี้ มันไม่ได้ผิดอะไรที่เราจะเป็นตัวเองโดยที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แล้วคำว่า ‘ติสต์’ มันอาจจะสื่อถึงภายนอกที่คนมองมา เพราะคนเขาตีกรอบว่าผู้หญิงต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ป่านน่าจะมาก่อนกาลแหละ (หัวเราะ) ถ้าวันนี้ป่านอายุ 14 และเป็นตัวเองในแบบตอนนั้น ก็คงไม่มีใครคิดว่าเราติสต์มั้งคะ” 

-แล้วป่านว่าตัวเองเหมาะกับคำว่าอะไร 

“เป็นคนคาแร็กเตอร์ชัดมากเลย มันนึกคำไม่ออกนะ แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ออกจากบ้านมาแล้วไม่ชัดเจน ตอนนั้นโลกของเราอยู่แค่ในโรงเรียนกับกองถ่าย กองถ่ายคือโลกที่ใหญ่ที่สุดแล้วตอนนั้น เราก็ไม่ได้สนใจความเห็นของใครเพราะคนในกองเอ็นดูเรา แล้วเพื่อนๆ ก็เป็นแนวเดียวกัน แล้วที่บ้านก็รู้จักเราที่สุด เลยไม่ได้อะไร แต่ก็ไม่เชิงว่าไม่แคร์นะ เพราะยังไงเราก็แคร์ครอบครัวเราอยู่ดี ไม่อยากให้กระทบถึงเขา พ่อกับแม่เลี้ยงป่านมาได้ดีมากๆ ป่านถึงมีอิสระในชีวิตและเป็นตัวของตัวเองได้ขนาดนี้”

-ตลอดเวลาที่อยู่ในวงการ เรายังมีความสุขกับมันอยู่ไหม

“ก็ยังจอยกับมันมากอยู่นะ เพราะเป็นอาชีพแรกที่ป่านทำ มันไม่ค่อยมีอะไรให้เด็กอายุ 14 ทำได้มาก ณ ตอนนั้น ก็เลยถือเป็นอาชีพแรกที่ป่านได้ทำ ทำให้เรารู้จักการทำงานแลกเงิน ดูแลตัวเองได้ และมีเกียรติในทุกวันนี้ ทำให้รู้จักคุณค่าของคำว่าอาชีพ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าหาเงินได้แล้วแปลว่าโตแล้วไม่ต้องพึ่งใครแล้วแบบนั้นนะ ตอนนั้นหาเงินมาก็ให้ที่บ้านเก็บ แต่มันอาจจะทำให้เราได้ใช้เยอะกว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน อย่างซื้อรถ เราตัดสินใจได้ว่าจะใช้รถอะไร เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ขับให้เรานั่งเพราะเราขับเองไม่ได้ มันเหมือนเราโตเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อนๆ นิดนึง”

-เรียนรู้อะไรจากวงการนี้ในฐานะนักแสดงและมนุษย์คนหนึ่ง

“ป่านรู้ว่าทุกอย่างมันมีเกิดและมีดับ ป่านเห็นทุกอย่างและทุกกระแส เห็นความนิยมที่มาและไป เห็นเทรนด์ต่างๆ มียุคลูกครึ่ง ยุคคาวาอี้ ยุคเกาหลี เห็นการเปลี่ยนเจเนอเรชั่น มันทำให้เรามีประสบการณ์และนิ่งขึ้นด้วย เคยเห็นกระทู้ที่เขียนถึงเราว่าทำไมไม่ดังเปรี้ยงปร้าง ทำไมไม่แสดงละครช่อง ทำไมถึงอยู่แต่ในวงการหนังอินดี้ มันมีกระทู้เยอะมาก ดีนะที่เรามีสติ ก็ปล่อยให้คนสงสัยกันไป เราไม่ได้อะไรกับมันเลย เราพอใจกับชั่วโมงบินของเรา และแฮปปี้กับตัวเองที่ไม่ต้องหวือหวา แต่อยู่นิ่งๆ อยู่นานๆ เวลาเห็นใครขึ้นไปสูงสุด เราก็ดีใจด้วย แต่เวลาเขาต้องลงมา เราก็อยากจะบอกว่าไม่เป็นไรนะ มันเป็นสัจธรรมของวงการบันเทิง มีช่วงหนึ่งที่คนรู้จักป่านมากๆ แต่รุ่นหลังๆ อาจจะไม่ทันแล้ว แต่เราก็ไม่เคยหายไป และเราก็พยายามรักษามาตรฐานของเราเอาไว้ ทุกครั้งที่ออกมาทำงาน ป่านทำด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าคนที่จ้างเราได้งานคุ้มกับที่เขาจ่ายเรามาแน่นอน แล้วผลงานเราก็ถูกตัดสินด้วยคนดู”

-อะไรคือความสำเร็จในมุมของป่าน

“ป่านไม่เคยท้อกับอะไรเลย แค่ทำให้ดีที่สุด ไม่เคยมีความโลภ ไม่ได้อยากโกย ไม่เคยอิจฉาใคร ไม่ได้กดดันตัวเอง แค่ทำทุกวันของเราให้ดีที่สุด ผลลัพธ์มันจะออกมาดี แต่ถ้าวันนี้เรายังไม่พอใจก็ไม่เคยกล่าวโทษตัวเองนะ แค่บอกว่าไม่เป็นไร วันนี้ดีที่สุดแล้ว นอนซะ พรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ แต่ไม่ใช่ว่าใช้ชีวิตชุ่ยๆ นะ ต้องรู้ตัวว่าทำอะไร และลืมตาตื่นมาก็มีความสุขให้มากที่สุด”

-ความชอบท้าทายตัวเองอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก หรือมันเกิดขึ้นตอนไหนในชีวิต 

“มันมีมาตั้งแต่เด็กโดยที่ตัวป่านเองก็ไม่รู้ตัว แปลกมากเลยค่ะ ป่านชอบทำอะไรที่มันใหม่สำหรับตัวเอง อยากลองอะไรใหม่ๆ ทุกวัน ไม่กลัวที่จะทำ อยากทำให้มันดีถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในชีวิต เช่น อยากว่ายน้ำเป็น อยากลองขี่เจ็ตสกี อยากขี่จักรยาน ตกปลา อยากเล่นดนตรี ขี่ม้า ยิงปืน เทควันโด ต่อยมวย อะไรที่มันเป็นโอกาสใหม่ในชีวิต เราตอบรับหมดเลย ขอเราได้ลองก่อน เรารับทุกความท้าทายในชีวิต และทุกอย่าง เราอยากทำให้มันดี แต่ถ้าลองแล้วไม่ไหวหรือจะไปต่อไหมก็ค่อยว่ากัน”

-แสดงว่าที่บ้านไม่ห้ามทำเพราะมันอันตรายเลย     

“พ่อแม่ไม่ตีกรอบหรือคิดแทนเลย พ่อแม่ให้อิสระกับป่าน ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ คุณแม่มีห่วงบ้าง แต่คุณพ่อคือหัวเราะอย่างเดียว และถ้าเกิดความผิดพลาดในชีวิต ที่บ้านไม่ติหรือซ้ำเติม มีแต่หัวเราะและให้กำลังใจ ตราบใดที่เรายังไม่ตายหรือไม่ยอมแพ้ มันก็ไม่เป็นไร คือเราทำอะไรสุ่มเสี่ยง เอาชีวิตไปอยู่ในจุดที่ 50-50 ตลอดเวลาเลย อย่างปีนเขา ดำน้ำ โหนสลิงซิปไลน์ เขาน่าจะห่วงจนน่าจะเริ่มชินกันแล้วมั้ง มันไม่น่าเซอร์ไพรส์สำหรับเขาแล้ว” 

-อย่างการเรียนดำน้ำ อะไรทำให้ป่านจริงจังกับมันขนาดนี้จนถึงขั้นมาเป็นครู มันเริ่มมาได้อย่างไร 

“ป่านชอบทะเลมานานแล้ว ชอบกีฬาทางน้ำ คือล้มยังไงมันก็ไม่เจ็บ กระโดดไม่เจ็บถ้ามันลึกพอ มันเริ่มจากการชอบเล่นน้ำ แล้วก็มารู้ว่ามันมีกีฬาทางน้ำหลายอย่าง ซึ่งไม่นับกิจกรรมทางน้ำนะคะ อย่าง scuba ถือเป็นกิจกรรม แต่ free dive ถือเป็นกีฬา มีการแข่งขัน มันมีชาเลนจ์ มีสิ่งที่ต้องทำเพื่อชัยชนะ มันเลยตรงจริตเรา แต่ก่อนที่จะมาดำแบบ free dive ก็ไม่ได้ดำน้ำมาก่อนค่ะ และไม่ได้ว่ายน้ำเก่งหรือว่ายท่าสวยอะไร แต่เรารู้ตัวว่าเราไม่ตายในน้ำแน่นอน และเราไม่กลัว”

-เพราะอย่างนั้นก็เลยไปเรียนให้รู้ไปเลย

“ใช่ค่ะ ตัดสินใจไปเรียนจริงจังเลย ไม่เอาแบบงูๆ ปลาๆ เราอยากเรียนรู้อย่างถูกต้องเพื่อความปลอดภัย ป่านใส่ใจเรื่องนี้เพราะเรามีค่อนข้างเราอีกเยอะ เราทำงานมาแต่เด็ก ดูแลครอบครัวเรา แต่กีฬาเสี่ยงๆ แบบนี้มันก็เป็นความสุขเราที่เขาห้ามไม่ได้ เลยไปเรียนจริงจัง และโชคดีที่ป่านเจอวุฒิ (วุฒิ-นันทวุฒิ สามีของเธอ) ซึ่งเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และชอบกีฬาเหมือนกัน ก็กลายมาเป็นบัดดี้ที่ส่งเสริมกัน เลยไปดำน้ำด้วยกัน ตอนนี้ก็ประมาณ 6 ปีได้แล้ว”

-ครั้งแรกที่ได้ลงไป free dive รู้สึกอย่างไรบ้าง 

“มันฟินที่สุด พอเราทำได้ ลงไปใต้น้ำได้ มันคือที่สุดเลยค่ะ ครั้งที่ไปโอเพนวอเตอร์จริงๆ ต้องไป certify เลเวลหนึ่ง ลงทะเลแบบปลอดชูชีพครั้งแรก เราลงไปสิบเมตร คือมันรู้สึก..โอ มายก็อด! ทำได้แล้วโว้ยย! ป่านสอบรอบเดียวผ่านเลย เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้เลย นี่แหละคำตอบชีวิต มันเป็นกีฬาที่ใช้สมรรถนะทางร่างกายจริงๆ คนที่ลงไปได้ หนึ่งคือต้องมีเซนส์ สองคือต้องร่างกายแข็งแรง”

-ขอถามในมุมของคนที่ไม่เคยดำน้ำ คนที่ลงน้ำไป free dive เขาต้องการอะไร 

“เราต้องทรีตมันเป็นกีฬาก่อน แต่เราไม่ได้ต้องแข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง แข่งกับความกลัว ต้องก้าวผ่านกำแพงความกลัว โดยมีความลึก แรงดัน สภาวะจิตใจเป็นสิ่งกีดขวาง การ free dive นอกจากจะทำให้เห็นความสวยงามของโลกใต้น้ำแล้ว ยังเป็นการที่เราพยายามก้าวข้ามกำแพงตรงนี้ไป มันคือความท้าทายจริงๆ เราสนใจความลึกที่ลงไปได้ การกลั้นหายใจให้ได้นานกว่าเมื่อวาน แล้วแต่ว่าเราสนใจมันแง่มุมไหน ทุกวันนี้ป่านสามารถลงไปได้ทั้งวันเลยค่ะ เคยตื่นไปดำน้ำตั้งแต่ 6 โมงเช้า กลับที่พักตอน 5 โมงเย็น ตอนนี้ป่านดำได้ประมาณ 2 นาที 41 วินาที ที่ความลึกประมาณ 21 เมตร”

-ป่านเคยบอกว่าเสน่ห์ของโลกใต้นำ้คือความเงียบ  

“ป่านชอบที่โลกใต้น้ำมันเงียบเหลือเกิน มันมีทั้งความเย็น ความมืด และความเวิ้งว้าง คล้ายกับว่าเราลอยอยู่ในอวกาศเหมือนหนัง Gravity เพราะเราเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างอิสระ ป่านจอยกับความเงียบ อาจจะเพราะเราโตมากับกองถ่าย เราโตมากับเสียงอื้ออึง ขนาดหลับตาพัก หูก็ยังต้องคอยฟังทีมงานมาเรียก หรืออยู่บ้าน มันมีเสียงต่างๆ มากมาย ไม่มีความเงียบอยู่จริงยกเว้นในโลกใต้น้ำ ขนาดนั่งสมาธิหูยังได้ยินเลย แต่ในน้ำเงียบมากเหมือนใส่เอียร์ปลั๊ก มันเป็นความเงียบที่เราไม่ต้องหลับตานึก มันเลยว้าว ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตประจำวันของเรา แล้วก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้สัมผัสตรงนี้”

-เคยเจอเหตุการณ์อันตรายขณะดำน้ำไหม 

“ถ้าถามป่าน คิดว่าในโลกใต้น้ำอันตรายน้อยกว่าเวลาทำงานในกองถ่ายอีกนะ ซึ่งมีทั้งสลิงและอุปกรณ์อะไรเยอะแยะ แต่อาจจะเพราะเราไม่ได้กลัวอันตรายและมีสติด้วย เลยคิดว่าต่อให้เกิดอะไร เราเอาอยู่ แต่มีครั้งหนึ่งที่อันตรายมากๆ นะ ตอนไปดำน้ำแบบสคูบา ตอนนั้นเราเป็นไดเวอร์ธรรมดา ไม่ได้เป็นครูทางนี้ ระหว่างที่ดำอยู่ สายอุปกรณ์ที่ต่อกับถังอากาศมันแตก แต่ด้วยความที่เราดำ free dive ตลอด มันทำให้เรามีสติมากๆ ตอนนั้นป่านเป็นบัดดี้กับวุฒ และมีไดฟ์ลีดอยู่หน้าเราในระยะสายตา แล้วปกติจะใส่นาฬิกาก็จะรู้ว่าดำนานเท่าไหร่ และลึกเท่าไหร่ ตอนนั้นได้ยินเสียงดังปึ้ง คิดในใจว่าซวยแล้ว ก็ลองหายใจดู แต่มันหายใจติด จะเรียกใครมาช่วยก็ไม่ได้ แต่ด้วยความมีสติ ป่านก็ใช้ลมหายใจสุดท้ายว่ายไปหาไดฟ์ลีด แล้วเขาก็เอาท่ออากาศเข้าปากป่านพอดี แต่ถ้าคนที่ไม่มีสติก็จะตีขาว่ายขึ้นอย่างเร็ว ซึ่งมันเสี่ยงที่ปอดจะฉีกได้เลย แต่เพราะเรามีสติ มันทำให้เราแก้ปัญหาผ่านไปได้”  

-จากประสบการณ์เสี่ยงชีวิตในโลกใต้น้ำ นาฬิกาดำน้ำมันจำเป็นจริงๆ ไหม เพราะเชื่อว่าหลายคนที่มีนาฬิกาดำน้ำแต่ก็ไม่เคยได้ใช้มันจริงๆ

“มันจำเป็นมากกกกค่ะ เพราะทำให้เราประเมินทุกอย่างได้ถูก มันเกือบจะเป็นชีวิตเราเลยนะ การที่นาฬิกาเรืองแสงได้ก็มีผลเพราะในโลกใต้น้ำมืดมาก การที่เห็นมันเรืองแสงอ่านค่าได้ทำให้เรารู้ว่าเราดำมากี่นาที แล้วควรจะขึ้นจากน้ำตอนไหน มันคือชีวิตที่สองของเราจริงๆ แล้วถ้าดำลึกจริงๆ ป่านใส่ทั้งนาฬิกาดำน้ำจริงๆ และไดฟ์คอมที่เป็นดิจิตัลซึ่งมันผิดพลาดได้นะ เลยต้องสำรองไว้”

-แล้วการได้มาร่วมงานกับ Seiko ในฐานะ #Teamprospex เป็นอย่างไรบ้าง

“ป่านดีใจมากๆ เลยนะคะ เพราะป่านใช้ Seiko อยู่แล้ว อย่างรุ่น King Samurai สายเงิน ซื้อเมื่อปี 2016 ยังใส่มาตลอด เราชอบใส่นาฬิกาเรือนใหญ่อยู่แล้ว พอได้มาร่วมงานกับ Seiko Prospex ก็ดีใจมาก เพราะเราชอบอยู่แล้ว แล้วทีมที่ได้รับเลือกคือเก่งหมด เลยกลายเป็นเหมือนการรวมพลคนที่มีแพสชั่นและ beyond limit จริงๆ เราดีใจที่ได้เป็นหนึ่งในทีม แล้วป่านเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม ถือเป็นเกียรติมากๆ และรู้สึกดีจากการที่แบรนด์เลือกคนจากตัวตนข้างในที่ตรงกับคอนเซ็ปต์จริงๆ เพราะทางแบรนด์ส่งเสริมเรื่องการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองจริงๆ”

Makeup: Worramet Khamporn

Hair: Surachat Ainsuwan

Photographer Assistants: SIMILAN PRANGPRASERT, WATCHARA PANTHONG

Stylist Assistants: Siriwat Worawong, Maetavut Wangyo 

Videographer: Panlit Voravutvitayaruk

Producer: Akeera Sasungnern






Other Articles