Wednesday, May 22, 2024

เยี่ยมพื้นที่ความคิดของ SUNTUR ศิลปินที่มีเรื่องเล่าผ่านภาพวาดที่เล่าเรื่อง

ยอมรับว่าไม่ได้เห็นบ่อยจนชินเหมือนดารานักแสดงของฟ้าเมืองไทย เพราะศิลปินเท่ๆ หน้าตาดีงามเทียบเคียงผลงานแทบจะนับคนได้ หลายเสียงเอ่ยปากถึงเขา SUNTUR หรือ ยศนันท์ วุฒิกรสมบัติกุล ศิลปินหนุ่มที่ใช้เวลาอย่างรอบคอบฟูมฟักการทำงานจนมีชื่อเสียง ตัวตนของความเป็นคนครีเอทีฟ ช่างคิด ชอบวาด ตกผลึกเป็นผลงานที่ซันเต๋อบอกว่าทุกๆ ภาพของผมจะมีสเปซกว้างๆ แต่องค์ประกอบในภาพไม่ได้ตายตัวแค่ช่วงที่ผ่านมาเท่านั้นที่เขาอินกับท้องฟ้า น้ำ พื้น เพราะต้องทำภาพขายใน NFT เกือบเก้าพันรูป!

ผลงาน NFT 8,760 ภาพ ที่ปิดการขายไปเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นมาอย่างไรถึงทำภาพเยอะขนาดนั้น

พอดีปีหน้าผมจะมีนิทรรศการ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลาในชีวิต เลยหยิบคอนเซ็ปต์เวลามาใช้กับงาน NFT โปรเจ็กต์นี้ เหมือนปูเรื่องไปสู่นิทรรศการด้วย คอลเลกชั่น 8760 hoursเป็น generated art (การนำ AI มาช่วยทำงาน) มีทั้งหมด 8,760 ภาพ แต่ละภาพจะแทนหนึ่งชั่วโมงในหนึ่งปี ผมเริ่มขายช่วงมกราคม พอมีนาคมผมเบิร์นงานที่เหลือทิ้ง เพราะว่าด้วยคอนเซ็ปต์จำนวนงานมันค่อนข้างเยอะ การขายให้หมดไม่ใช่เรื่องง่าย ในความเป็นจริงพันกว่ารูปที่ขายไปมันก็เยอะกว่าที่ผมคิดแล้ว ที่เบิร์นทิ้งเพราะอยากให้คนถืองานรู้สึกว่าเขาได้อะไรจากการถืองานด้วย คือทำให้งานมีความ rare ขึ้น

เพราะอะไรถึงสนใจตลาดนี้

ผมเห็นการขายมานานมากแล้ว แต่ไม่ได้ลองศึกษาจริงจัง คิดว่าควรจะทำเพราะว่าเราวาดรูปได้อยู่แล้ว และเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้ หรือเผยแพร่งานให้คนเห็นเยอะขึ้น เหมือนได้ลองมีเดียใหม่ๆ ด้วย คือเราเห็นแต่ประโยชน์ของมัน แล้วพอดีเป็นจังหวะที่มีคนมาชวน ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่า ส่วนตัวผมชอบเพนต์ เพราะว่าเป็นคนชอบทำงานคนเดียว รู้สึกว่าสนุกเวลาผสมสีที่อยากได้แล้วมันได้ หรือวาดรูปเสร็จแต่ละรูป หรือมีคนซื้องานไป ทั้งหมดเป็นอะไรที่เติมความภูมิใจให้ผมทีละนิดๆ ซึ่ง NFT ก็เติมเต็มเราเหมือนกัน การซื้อขายจะง่าย ไม่ต้องเสียค่าขนย้าย คลิกเดียวจบ แต่ว่าการผลิตงาน ผมชอบแบบเพนต์มากกว่าทำในคอมพ์ แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าคนให้ค่ากับสิ่งนั้นไหม ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครให้ค่ากับ NFT มันก็จะไม่ได้สร้างมูลค่า แต่เวลานี้ทุกคนให้ความสนใจมันเลยไปได้ ซึ่งชิ้นงานจริงก็เหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครอยากได้รูปผม งานก็ขายไม่ได้

เล่าย้อนให้ฟังหน่อย ตอนไหนที่ตัดสินใจว่าจะวาดรูปเป็นอาชีพ

ผมเป็นคนที่ใช้ชีวิตแบบไม่กล้าเสี่ยง หรือถ้าเสี่ยงมากก็ต้องรู้ว่าไม่เจ็บ ไม่ใช่คนที่จะทุบหม้อข้าวแบบ ‘กูไปลุยแล้ว! ช่างแม่ง เป็นอะไรก็เป็น’ ก่อนทำงานภาพประกอบเต็มตัว ผมมีอาชีพหลักที่มีเงินเดือน กว่าจะตัดสินใจลาออกเราต้องทำงานภาพประกอบมาสักพักหนึ่งจนรู้สึกว่าถ้าออกไปแล้วยังอยู่ได้ รวมถึงนิวยอร์กก็เก็บเงินไปเองให้ครอบคลุมในการใช้ชีวิต ระหว่างอยู่ที่นั่นก็ต้องทำงานหาเงินด้วย ตอนเริ่มทำเป็นชิ้นงานขาย มันก็คือการทดลอง พอได้ทดลองแล้วรู้สึกอยากทำอีก เห็นโอกาสว่าไปต่อได้ เลยค่อยๆ เฟดจากงานคอมเมอร์เชียล ซึ่งก็รับนะครับ แต่เลือกที่เราอยากทำมากขึ้น เมื่อก่อนจะรับหมดเพราะจำเป็นต้องทำเพื่อให้งานออกไปเยอะที่สุด แต่ว่าพอโตขึ้นก็ไม่ไหว มันเหนื่อยไป

พอทำงานแล้วคนว้าว เราภูมิใจความเจ๋งของตัวเองไหม แล้วกดดันกับการทำงานชิ้นถัดไปหรือเปล่า

ภูมิใจทุกครั้งครับ แต่การภูมิใจไม่ได้อยู่นาน เหมือนว่าพอผมจัดนิทรรศการ คนมาดูเยอะก็รู้สึกภูมิใจ พอผ่านไปสองเดือนนิทรรศการจบ เราจะลืมความภูมิใจนั้นไปแล้ว เพราะมันมีความคิดว่าเราจะทำอะไรกับอันใหม่ เพื่อที่จะไปภูมิใจอีกสักสองวีค แล้วเดี๋ยวมันก็จะหมดตรงนั้นไป เราก็หาอะไรทำใหม่ เพื่อให้เราภูมิใจไปเรื่อยๆ

นิทรรศการครั้งที่แล้ว (A Little Letter from Someone Somewhere (2020)) ผมถือว่าประสบความสำเร็จ มันเลยกดดันว่าครั้งต่อไปจะทำอะไรให้แตกต่างขึ้น สำหรับนิทรรศการปีหน้า ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงคิดงาน ยังมีเวลาอีกเกือบปี แต่ว่ามีคอนเซ็ปต์หลักแล้วว่าอยากทำเรื่องเวลา

เคยตีบตันหรือคิดงานไม่ออกไหม แล้วทำอย่างไร

มีตลอด ถ้าเป็นงานคอมเมอร์เชียล ทุกครั้งเวลาได้รับบรีฟ หัวมันคิดเองเสร็จว่าจะเป็นไอเดียนี้ๆ แต่ผมจะใช้เวลาคิดอีกว่ามันจะมีอะไรที่ดีกว่าไอเดียนั้นไหม ถ้าไม่มี ผมจะกลับไปไอเดียแรกที่ผมปิ๊งขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้ครับ แต่ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ ผมจะใช้วิธีคุยกับเพื่อน บางทีเพื่อนพูดคีย์เวิร์ดบางอย่างออกมา เราก็สามารถเอาไปทำงานต่อได้ การหาไอเดียในอินเทอร์เน็ตช่วยได้เหมือนกัน หรือบางทีเราไปดูหนัง ดูรูป ฟังเพลง อะไรที่ไม่ได้เกี่ยวกับงาน บางทีเราดึงเอามาใช้โดยไม่รู้ตัวเหมือนกัน อีกอย่างคือการไปเที่ยว ออกไปข้างนอก

สไตล์ของซันเต๋อเงียบ เหงา มินิมัลอย่างที่เขาพูดกันหรือเปล่า

ผมว่าเป็นการเล่าเรื่องมากกว่า ส่วนใหญ่จะมีสตอรี่ว่าใครทำอะไร ที่ไหน คิดอะไร เพราะว่าเราเคยอยากเป็นผู้กำกับด้วยมั้ง ตอนเด็กๆ ชอบดูหนังแล้วอยากเป็นผู้กำกับหนัง เราอาจจะเอาตรงนั้นมาบวกกับการที่เราเคยทำงานโฆษณาแบบคิดเรื่องมาตลอด คิดพล็อตโฆษณา มันเลยมาอยู่ในภาพ เพราะฉะนั้นภาพมันเลยทำหน้าที่กับคนที่มาดูงาน อาจทำให้ดูงานนานขึ้น อาจจะคิดไปกับตัวละครที่เราสร้างขึ้น

ส่วนแรงบันดาลใจมาจากรอบตัว บางทีดูหนังปุ๊บเราก็ได้ไอเดีย บางทีนอนกำลังจะหลับก็มีภาพหนึ่งขึ้นมาว่าอยากวาดภาพนี้ มันมาแบบไม่มีแพตเทิร์นว่าทำแบบนี้แล้วจะได้แรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจมาจากลูกค้าก็มี อย่างบางครั้งผมรับงานคอมมิสชั่นเพนติ้ง ลูกค้าจะเล่าเรื่องชีวิตของเขาว่าเป็นอย่างนี้ๆ อยากให้เราวาดรูปที่พูดถึงชีวิตเขา บางทีแรงบันดาลใจมันมาจากตอนนั้นก็ได้

อุปสรรคในอาชีพนี้คืออะไร

คนด่างานครับ มันทำให้ความภูมิใจของศิลปินน้อยลง มันจะมีคำถามกับตัวเอง เวลามีคนมาว่างานเราไม่ดี หรือไม่สวย หรือคำด่าอะไรก็ตาม ผมอาจจะไม่ได้เจอเยอะ แต่เคยเจอ ผมต้องดูว่างานนั้นมีแต่คนด่าหรือเปล่า มีใครชมบ้างหรือเปล่า ถ้ายังมีคนชมอยู่ เราจะรู้สึกว่าโอเค ไม่แปลก เพราะมันมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แล้วเราก็จะเอาแรงแค้นที่เขาด่างานเรามาพัฒนาให้มันดีในชิ้นต่อไป ให้คนที่ด่าเราเห็นว่าเขาด่าผิดคน แต่ว่าถ้างานไหนไม่มีคนชมเลย มีแต่คนด่าก็ต้องมาพิจารณาตัวเองว่าเกิดจากอะไร

มีงานชิ้นไหนที่ทำแล้วชอบมากๆ จนไม่อยากขายหรือเปล่า

ไม่มีครับ ผมมีงานที่ชอบเยอะอยู่แล้ว แต่ยิ่งชอบยิ่งอยากขาย ก็เป็นเหมือนลูก อยากให้เขาแต่งงานกับคนดี ดูแลลูกเราดีๆ

อะไรเป็นตัวผลักดันการทำงานของเราได้บ้าง

น่าจะเป็นการเห็นงานคนที่อยู่ในสายอาชีพเรา เหมือนคนเก่งๆ เยอะมาก แล้วเขาก็จะทำงานดีๆ ออกมาให้เราเห็น พอเห็นคนที่เขาทำงานออกมาได้ดี เราจะรู้สึกว่าเราจะยังทำแบบเดิมไม่ได้ เราไม่ได้คิดว่าจะไปชนะเขานะ แต่คิดแค่ว่าเราน่าจะขึ้นไปได้ใกล้เขามากกว่านี้ การที่ได้เห็นงานคนที่ทำอาชีพเดียวกันหรือวัยเดียวกัน เขาทำอะไรได้แบบนั้น มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปเหมือนกัน แล้วก็ต้องทำงานออกมาดีๆ

คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงหรือยัง ตอนนี้

คิดว่ามี แต่ว่าผมอยากไปไกลกว่านั้น คือชื่อเสียงของผม ผมไม่รู้ว่ามันมาจากอะไรเหมือนกัน บางทีผมมีความคิดว่าเราไม่เก่ง ซึ่งคิดว่าหลายคนก็เป็นเหมือนกัน บางทีคนอื่นมองว่าเก่งแล้ว แต่เรากลับรู้สึกว่าไม่เก่ง มันน่าจะเก่งกว่านี้อีก ผมเลยมองว่าชื่อเสียงมันก็มีในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ผมอยากได้มากกว่านี้ยังมีอีก ทุกวันนี้ก็มีเป้าหมายที่เราอยากจะไป ก็ค่อยๆ ทำไปให้ถึง (บอกได้ไหม?) ยังบอกไม่ได้ กลัวบอกไปแล้วทำไม่ได้

Photographer: Ponpisut Pejaroen

Writer: Angkana Wongwisetpaiboon

Other Articles