
Jil Sander
เมื่อเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่กักตัวอยู่บ้าน งานฝีมืออย่างแพตช์เวิร์ก โครเชต์ และมาคราเม่ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกแฟชั่น อันที่จริง ที่ผ่านมา คนรักแฟชั่นก็ชื่นชอบมนต์เสน่ห์ของเสื้อผ้าที่แฝงกลิ่นอายงานดีไอวายหรืองานฝีมือมาสักพัแล้ว แต่ช่วงที่บูมอย่างมากก็คือ ฤดูใบไม้ร่วง 2020 ที่หลายแบรนด์นำเสนอลุคที่ใช้เทคนิคงานคราฟต์ อย่างแจ๊กเก็ตแพตช์เวิร์กของ Celine กางเกงคาร์โกแนวดีไอวายของ Tom Ford จิวเวลรี่ฟางสานของ Simone Rocha และ Oscar de la Renta และล่าสุดในฤดูใบไม้ผลิ 2021 งานโ๕รเชต์ก็กลายมาเป็นดาวเด่นในคอลเลกชั่นของ Fendi, Salvatore Ferragamo และ Valentino
ในช่วงโควิดระบาดหนัก ลุที่ได้แรงบันดาลใจจากงานฝีมือไม่เพียงกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่ไฮแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงในป็อปคัลเจอร์ด้วย ดังจะเห็นได้จาก Instagram และ Tiktok ผู้คนหันกลับมาจับงานถักโครเชต์ นิตติ้ง และเย็บปักถักร้อยกันอีกครั้ง

Celine FW 2020 
Tom Ford FW 2020
ในแง่ของสัญลักษณ์ งานฝีมือจำพวกเย็บปักถักร้อยมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดเกี่ยวกับบ้านและเพศ ลึกนอกถึงสมัยที่งานถักทอแพรพรรณที่แต่ละครัวเรือนต้องผลิตเอง จึงถูกมองว่าเป็นงานของผู้หญิง และไม่ได้มีสถานะเป็นงานอาร์ต แต่เป็นงานคราฟต์หรืองานฝีมือ ในขณะที่ศิลปินซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชายมีอิสระในการสร้างสรรค์ศิลปะเพื่อการสร้างสรรค์ ช่างฝีมือซึ่งเป็นผู้หญิงจำเป็นต้องสร้างสรรค์สิ่งที่เน้นฟังก์ชั่นเป็นหลัก (ศิลปินร่วมสมัย จูลี ชิคาโก ซึ่งเคยร่วมงานกับแบรนด์ดิออร์ก็เคยนำประเด็นนี้มาสื่อสารไว้ในนิทรรศการศิลปะของเธอ)
ผ้าที่เป็นงานฝีมือนั้นมีบทบาทอย่างมากในการประท้วงผ่านศิลปะในช่วงกระแสเฟมินิสต์คลื่นลูกที่สองในช่วงยุค 1970s และผู้ที่เข้าร่วมประท้วงใน Women’s MArch เมื่อปี 2017 ก็เลือกที่จะสวมหมวกถักมือสีชมพูเพื่อระลึกถึงยุคสมัยก่อนนั้น ต้องบอธิบายว่าสมัยก่อน คนที่ทำงานคราฟต์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงผิวสีหรือคนที่ถูกจ้างมาเป็นแรงงานในบ้านของคนที่มีฐานะ ซึ่งแม้ในวันนี้ การผลิตงานคราฟต์เหล่านี้จะเข้าไปสู่ระบบโรงงานแล้ว โดยเฉพาะที่อินเดีย แต่ส่วนใหญ่แล้ว ความเป็นไปก็ไม่ต่างจากเดิม เพราะผู้ที่ทำงานโรงงานเหล่านี้ก็ยังต้องทนกับค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมอยู่ดี

“pink pussy” hat – 2017 Women’s March
สำหรับลุคที่เห็นบนรันเวย์ยามนี้. คุณอาจจะรู้สึกแปลกที่ที่ไฮแบรนด์สร้างสรรค์ชิ้นงานที่ดูเหมือนว่าเราทำเองที่บ้านได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผลงานเหล่านี้มีความพิเศษไม่ใช่เพราะความเอ็กซ์คลูซีฟ แต่เป็นเพราะการดูแลรักษาและเวลาที่ใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้น เมื่อมีการเย็บปักหรือถักทอด้วยมือ นั่นหมายถึงแรงกายแรงใจ และทักษะความเชี่ยวชาญที่ใส่ลงไปในผลงานเหล่านั้น และเมื่อผลงานเหล่านั้นขึ้นโชว์บนรันเวย์ นั่นถือเป็นการเชิดชูมรดกแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เคยได้รับการยกย่องในสมัยอดีต และยังแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของการประยุกต์เอาเทคนิคงานคราฟต์มาประยุกต์ใช้ให้ดูร่วมสมัย และในบางคอลเลกชั่นยังดูแปลกใหม่ไปจากเดิมด้วย ยกตัวอย่างเช่น คอลเลกชั่นเสื้อผ้าผู้ชาย Pre-Fall 2021 ของ Dior ซึ่งให้ช่างปัก seed embroidery ของจีนมาสร้างสรรค์ลวดลายบนเสื้อผ้าอย่างประณีตบรรจงราวกับงานศิลปะที่สวมใส่ได้เลยทีเดียว
และนอกจาก Dior ที่นำเทคนิคงานฝีมือจำพวก domestic crafts มาใช้อย่างต่อเนื่องแล้ว แบรนด์อื่นๆก็ร่วมด้วย เช่น Gabriela Hearst, Salvatore Ferragamo และ Bottega Veneta ที่นำเทคนิคการถักโครเชต์มาใช้ ส่วน Balenciaga, Rick Owens และ Hermès ก็นำเทคนิคการถักและการทอมาใช้เช่นกัน โดยผสมผสานออกมาจนดูเรียบง่าย เข้ากับชีวิตคนยุคใหม่

Gabriela Hearst 
Salvatore Ferragamo 
Bottega Veneta 
Valentino















