การประกาศเลื่อนการจัดงาน MET Gala ที่ถือเป็นงานออสการ์ของฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกพูดถึงจากผลกระทบของวิกฤตการแพร่ระบาดไวรัสขณะนี้ ทั้งๆ ที่ปีนี้เป็นที่ The Metropolitan Museum of Art ของอเมริกาครบ 150 ปี ซึ่งสถาบันเครื่องแต่งกายของ The MET ที่มีคณะกรรมการที่เป็นหัวเรือใหญ่อย่างแอนนา วินทัวร์ ประกาศจัดนิทรรศการใหญ่ภายใต้ชื่อ About Time Fashion and Duration โดยทุกปีในการเปิดนิทรรศการจะมีงานใหญ่อย่าง MET Gala ซึ่งครั้งนี้มีผู้สนับสนุนหลักคือ Louis Vuitton ซึ่งมีการปูทางอย่างดงามจากแฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2020 ที่ปิดฉากปารีสแฟชั่นวีคที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่งดงาม

ซึ่งธีมของแฟชั่นนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการปะทะของเวลาและยุคสมัย ซึ่งเราจะเห็นว่าแฟชั่นจะเดินวนเป็นวงกลมก็จริงแต่ก็เป็นกงล้อที่หมุนไปข้างหน้าไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ ดังนั้นฉากหลังของแฟชั่นโชว์ที่จัดขึ้นที่ The Cour Carree du Louvre ภายใต้สถาปัตยกรรมแบบกล่องกระจกซึ่งเป็นการเช่ามาเพื่อการนี้ นอกจากนี้พื้นและที่นั่งทั้งหมดทำจากไม้ที่มาจากป่าที่ปลูกในป่าหมุนเวียนเพื่อการใช้งาน และไม้ทั้งหมดที่นำมาใช้ในงานนี้จะนำบริจาคให้กับหน่วยงานที่ต้องการใช้ไม้เหล่านี้ ไม่มีการทิ้งให้สูญเปล่า นี่คือหมุดหมายอันดีในการสร้างคำว่า Sustainable fashion ที่ไม่ได้เพียงแค่ตัวคอลเลกชั่น แต่ทุกๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือนำเสนอคอลเลกชั่นนี้


เมื่อโชว์เริ่ม พร้อมแสงไฟหรี่ดับลง ฉากผ้าสีดำถูกยกขึ้นช้าๆ พร้อมเสียงเพลงที่สร้างสรรค์จาก Woodkid และ Bryce Dessner โดยได้แรงบันดาลใจจากบทเพลงของนักออร์แกนชาวฝรั่งเศส Nicolas de Grigny ในยุคบาโร้กผู้ไม่เคยมีโอกาสแสดงผลงานเพลงของเขาในพระราชวังลูฟว์ แต่วันนี้คือการปะทะของยุคสมัยที่นำเอาเพลงของเขามารังสรรค์ใหม่และนำมาแสดงในสถานที่ที่เคยเป็นพระราชวังลูฟว์มาก่อน

เบื้องหลังม่านสีดำเผยให้เห็นคน 200 คน แต่งตัวจากยุคสมัยต่างๆ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 เรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ.1950 โดยแนวคิดจาก Milena Canonero ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์ของ Stanley Kubrick ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง A Clockwork Orange, Barry Lyndon และ The Shining ซึ่งชุดทั้งหมดยืมมาจากมิวเซียม โดยรันเวย์นี้สร้างสรรค์ขึ้นโดย Francisco Negrin นักออกแบบเวทีระดับมือรางวัลที่มีผลงานกับโอเปร่าระดับโลกหลายต่อหลายเรื่อง และการตกแต่งฉากโดย Es Devlin

จุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้คือการผสมผสานรายละเอียดของแฟชั่นแต่ละยุคสมัยเข้าด้วยกัน ระหว่างการชมแฟชั่นที่ไม่ได้รับทราบที่มาของคอลเลกชั่นมาก่อนก็ชวนให้นึกถึงการเดินทางของหลุยส์ วิตตอง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่มีบ้านเดิมแถบเทือกเขาจูรา และเดินเท้าเสี่ยงโชคมาถึงปารีสและทำอาชีพเป็นนักบรรจุหีบห่อสำหรับการเดินทาง ซึ่งการเดินทางในยุคสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่พอๆ กับการย้ายบ้าน ไหนจะชุดที่อยู่ด้านในไม่ว่าจะเป็นชุดจากผ้าลูกไม้ที่ละเอียดบอบบาง

โครงสุ่มที่ทำให้กระโปรงบานพองเข้ามาตรฐานความงามแฟชั่นศตวรรษที่ 19 เสื้อรัดทรงที่เสมือนเกราะบังคับร่างผู้สวมใส่ ยังไม่รวมถึงชิ้นนอกที่มีอีกหลายชิ้นรวมทั้งกระเป๋าและรองเท้าที่ขาดไม่ได้ก็คือหมวก อาชีพนักจัดเก็บข้าวของทำให้ต้องต่อหีบหรือกล่องได้เพื่อบรรจุของเหล่านี้และเป็นที่มาของการทำหีบเดินทางและพัฒนามาเป็นกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเดินทาง และกลายเป็นแบรนด์แฟชั่นในที่สุด

จริงๆ แล้วเอกสารที่อธิบายถึงคอลเลกชั่นที่ได้รับหลังโชว์จบลงก็ได้พูดถึงธีม Collisions of time นั่นแหละ แต่ตอนที่เราดูแฟชั่นโชว์โดยไม่ได้มีข้อมูลใดๆ เรากลับนึกถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับพระนางอูเฌนี มเหสีของพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ผู้หญิงที่สไตลิสต์ที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งหลุยส์ วิตตอง ถวายงานเป็นช่างบรรจุข้าวของเครื่องแต่งกายสำหรับพระนางยามเดินทาง ในสมัยนั้นการวางรางรถไฟเชื่อมยุโรปเข้าด้วยกันเพิ่งประสบความสำเร็จและเป็นการเดินทางยอดนิยม ซึ่งพระนางอูเฌนี โปรดปรานการท่องยุโรปด้วยรถไฟมาก ในคอลเลกชั่นก็มีชิ้นหลักๆ ที่ดัดแปลงมาจากโครงสุ่ม เสื้อรัดทรง ลวดลายปักแบบชาวพื้นเมืองในยุโรป หรือแม้แต่ชุดมาทาดอร์ของสเปนที่มาในรูปแบบไบค์เกอร์แจ็คเก็ตปักประดับอย่างวิจิตร นี่คือสิ่งที่โชว์ให้กับเรา และจินตนาการไปถึงการเดินทางผ่านรายละเอียดของแฟชั่นที่เห็นตรงหน้า

เมื่อถึงวัน Reesee อีกวันหนึ่งถัดมาอันเป็นธรรมเนียมของการจัดแสดงแฟชั่นที่เหล่าบรรดาสื่อมวลชนจะได้เข้าไปชมและสัมผัสคอลเลกชั่นอย่างจริงจัง โดยบรรยากาศการจัดแสดง Reesee ก็แวดล้อมไปด้วยภาพอิงค์เจ็ตของงานจิตรกรรมภาพเหมือนของบุคคคจากยุคต่างๆ ในกรอบแกะสลักวิจิตรสวยงาม โดยเก้าอี้ที่จัดวางเพื่อเป็นส่วนประกอบของการจัดแสดงคือเก้าอี้พนักหลังขั้นบันไดที่ออกแบบโดย Charles Rennie Mackintosh สถาปนิกชาวสก็อตในยุคปลายศตวรรษที่ 19

แน่นอนว่าชุดไฮไลท์ก็ต้องเป็นแจ็คเก็ตที่ปักประดับอย่างสุดวิจิตร ที่ทำให้เสื้อผ้าสำเร็จรูปใกล้เคียงกับโอ๊ตกูตูร์เข้าไปทุกทีและแน่นละว่าคงไม่มีการทำออกมาหลายไซส์ อาจจะมีแค่ตัวนี้ตัวเดียวเพราะใช้ทั้งฝีมือและเวลาในการประดิษฐ์ แต่ที่ต้องเข้าไปพินิจดูก็คือชุดกระโปรงที่เหมือนสุ่มสั้นๆ อยู่ทรงด้วยวัสดุและการจีบให้กระโปรงเป็นทรงบานผายออกโดยไม่มีโครงสุ่มใดๆ และมีน้ำหนักเบา แต่ที่มาคอนทราสต์กับความอ่อนหวานของทรงกระโปรงนี้คือแจ็คเก็ตที่ตกแต่งด้วยการตัดต่อวัสดุและสีของชิ้นวัสดุ โดยมีเสื้อตัวในที่ใครๆ ก็คงต้องมีในหน้าหนาวที่จะถึงนี้เพราะเป็นเบล๊าซ์แขนยาวคอปีนลายโมโนแกรมซึ่งเนื้อผ้าไม่ได้หนามาก สวมใส่บ้านเราได้สบายๆ แต่เก๋ที่เนื้อผ้ากึ่งรัดรูปและเข้าทรง บางตัวเป็นบอดี้สูทที่สวมแล้วจะเข้ารูป แต่การตกแต่งด้วยการเย็บจีบรอบคอทำให้เสื้อนี้ไม่เป็นบอดี้สูทที่รัดรูปร่างทั้งตัวแบบเดิมๆ

แต่กระเป๋าที่เด่นและจับตาใครต่อใครคือกระเป๋าทรงบาโร้กทำจากโลหะทั้งชิ้นแต่หุ้มด้วยหนัง ตกแต่งด้วยงานโลหะเหมือนเครื่องประดับ กระเป๋านี้เก๋แต่น้ำหนักค่อนข้างเยอะ อยากให้ลองสัมผัสเองก่อนค่อยตัดสินใจแต่ กระเป๋าที่นิโกลาส์นำลงไอจีของเขาก่อนดชว์จะเริ่มที่เป็นกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมสีดำตกแต่งด้วยการเดินขอบโซ่สีทองส่วนฝาปิดเป็นลายโมโนแกรมนั้นต้องเป็น it bag ของซีซั่นหน้าแน่แต่ส่วนตัวกลับชอบกระเป๋าโนเอ้นาโน(Noe nano)ที่บางคนเรียกว่าทรงขนมจีบ มาคราวนี้มีใบเล็กจิ๋วน่ารักมากๆ เหมาะจะสะพายเฉียงกับลำตัวที่สุด ไม่ต้องถามว่าจะใส่อะไรได้มากน้อยแค่ไหน ก็ชื่อก็บอกแล้วว่านาโน ถ้าจะตั้งใจซื้อใส่ของก็คงต้องเลือกรุ่นอื่น(มีกระเป๋าทรง tote มีหูหิ้วแต่มีสายสำหรับสะพายไหล่ซ่อนอยู่ด้านใน) แต่ความเก๋ไม่ได้มีแค่นี้เพราะโนเอ้นาโนรุ่นพิเศษที่ทำจากผ้าใบแจ็คการ์ดลายพิเศษ โมโนแกรม 1854 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งแบรนด์นี้ โดยกระเป๋าที่ว่าจะมีสายสะพายที่เป้นหนังและเป็นโซ่สีทองความยาวต่างกันเล็กน้อยสำหรับคล้องไหล่และสะพายเฉียงลำตัวในคราวเดียวกัน ซึ่งโนเอ้นาโนทั่วไปไม่มีโซ่ทองให้ นี่ก็คงเดาได้ไม่ยากว่ารุ่นไหนจะกลายเป็นของหายากของซีซั่นหน้า

จากการสังเกตคือการนำเอาความวินเทจมาทวิสต์ให้โมเดิร์น กระเป๋า Keepall ลายดมโนแกรมทำให้ดูเก่ามาจากเวิร์คช็อปมีสายผ้าทอแบบแจ็คการ์ดหรือสายโลหะที่เสมือนเครื่องประดับในตัวมาให้เลือก(ตามระดับราคา) เพราะสายกระเป๋าที่พาดเฉียงลำตัวกลายเป็นเครื่องประดับไปในตัวไม่ว่าชายหรือหญิง และตอนนี้เทร็นของกระเป๋าสะพายทรงคลาสสิกของสุภาพสตรีที่มีสายยาวพอจะสะพายพาดลำตัวได้กลายเป็นของที่หนุ่มๆ กำลังนิยม ไม่รู้ว่าเพราะต้องหิ้วกระเป๋าถือให้แฟนกันจนชินมาพักใหญ่ก็ไม่ทราบนะ
รองเท้านอกจากบู้ตที่คงต้องมีแน่ๆ สำหรับซีซั่นหน้า เพราะเท่มากๆ ก็มีรองเท้า kitty heel ที่ปกติจะทราบกันดีว่าไม่ใช่ทรงที่ครีเอทีฟฯ ของแบรนด์นี้โปรดเท่าไร แต่เขาก็ทำออกมาสำหรับสาวๆ ที่ชอบรองเท้าหัวแหลมสั้นไม่สูงมากนัก แต่เขาไม่ได้ทำให้รองเท้าสไตล์นี้สำหรับผู้หญิงที่ยั่วเพศหรือแฟมินีนเกินไป รองเท้าของเขาจึงมีการตกแต่งด้วยดลหะไม่ว่าจะที่ส้นรองเท้าหรือที่ปลายรองเท้า ความหัวแหลมของรองเท้ายังลามไปถึงรองเท้าผ้าใบที่สาวแกลมหรือสาวสปอร์ตก็ต้องชอบรองเท้าผ้าใบทรงนี้ และเคื่องประดับศีรษะที่ไม่มีไม่ได้เลยก็คือที่คาดผมลายดมโนแกรมที่มีเวลหรือผ้าโปร่งในตัว อันนี้เก๋จริงๆ รับรองว่าขึ้นอันดับของหายากของซีซั่นหน้าอย่างแน่นอน
แม้ว่าจะอยู่ในวิกฤติไวรัส แต่ชีวิตของเราก็ยังต้องดำเนินต่อไป ในธุรกิจแฟชั่นก็เช่นกัน จะเห็นว่าคอลเลกชั่น Fall/Winter 2020 ที่จะเข้าบูติกราวช่วงปลายปีนี้มีสวยๆเด่นๆ มากมายจนต้องยอมรับว่านี่คือคอลเลกชั่นที่สำคัญของปี อย่างคอลเลกชั่นของหลุยส์ วิตตองที่เราได้ไปชมนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น