ทุกเรือน ทุกรุ่น! ที่ต้องรู้จักในงาน Basel World 2018

In News, Watches & Jewelry by L'Officiel Mode

ลอฟฟีเซียล ชวนคนรักเรือนเวลามาอัพเดทนาฬิกาไฮไลต์เด่น รุ่นใหม่จากผู้ผลิตชั้นนำที่เรียงรายมาจัดแสดง พร้อมเปิดตัวในงาน Basel World 2018 มหกรรมงานแสดงนาฬิกาสุดยิ่งใหญ่ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์


สำหรับบาเซิลด์เวิลด์ปีนี้ ลองมาดูอะไรใหม่ๆกันบ้าง อย่างแบรนด์น้องใหม่ Yunik ซึ่งหมายความถึง unique หรือ  Why unique? นั่นแหละ เพราะความที่ตัวเรือนและหน้าปัดผลิตจากแก้วมูราโนอันโด่งดังของเมืองเวนิซซึ่งไมีใครเหมือน มีทั้งรุ่นตัวเรือนกลมลวดลายเหมือนที่ทับกระดาษและแอ็บสแตร็กต์ และรุ่นตัวเรือนทรงเหลี่ยมมนๆทั้งแบบที่ทำงานด้วยเครื่องควอตซ์และออโต ทางแบรนด์เล่าว่าเริ่มจากตอนที่ทำสร้อยจี้แก้วมูราโนตกพื้นแต่ไม่แตก เลยปิ๊งไอเดียเอามาผลิตเป็นหน้าปัดเสียเลย

นอกจากข่าวเปิดตัว เจย์ โชว นักร้องดังเจ้าของฉายา King of Pop ของแดนมังกรเป็นแอมบาสเดอร์คนใหม่ ตามหลังเลดี้ กาก้า และเดวิด เบ็กแฮม ในงานบาเซิลเวิลด์ล่าสุด Tudor ยังได้เปิดตัวนาฬิกาใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สาวใส่ได้สบาย อย่างคอลเลกชั่นใหม่ในชื่อ 1926 (ภาพนาฬิกาที่วางอยู่บนโต๊ะ) ดีไซน์คลาสสิกแบบที่พี่เจย์ใส่ในแอดโฆษณา ก็มีทั้งไซส์ 39, 36, และ 28 มิลลิเมตร ผลิตจากสตีล หน้าปัดขาวหรือดำให้เลือก เช่นเดียวกับรุ่น Black Bay (ภาพนาฬิกาบนข้อมือ) ที่ปีนี้ผลิตไซส์ 32 มิลลิเมตรออกมา และยังมีรุ่นที่ใช้สายผ้าที่ดูเท่ไปอีกแบบ

เราขอแนะนำให้รู้จักกับแบรนด์นาฬิกาจากประเทศฝรั่งเศสกันบ้าง Michel Herbelin ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1947 เน้นผลิตนาฬิกาคุณภาพ ดีไซน์สวยงาม ในราคาที่เอื้อมถึง อย่างคอลเลกชั่น Antares ซึ่งมีทั้งรุ่นตัวเรือนเหลี่ยม และตัวเรือนกลม และที่สำคัญสามารถถอดเปลี่ยนสายได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ (ง่ายจริงเพราะเราลองมาแล้ว) แถมสายหนังยังมีให้เลือกหลากสี ซึ่งจะลองจับคู่สายบนล่างในเฉดสีที่แตกต่างกันก็เก๋มิใช่น้อย ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกใจบริจิตต์ มาครง สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส

นอกจากเทรนด์นาฬิกาสีน้ำเงินที่มาแรง แต่เราว่านาฬิกาสีเขียวก็น่าจับตามองไม่น้อยอย่าง คอลเลกชั่น Sixties จาก Glashutte Original ซึ่งไม่ได้ผลิตจำนวนจำกัด แต่ผลิตเฉพาะสำหรับปีนี้ ดีไซน์เรียบเท่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากยุค ’60s หน้าปัดสีเขียวไล่เฉดเล่นเท็กซ์เจอร์ด้วยเทคนิคพิเศษของแบรนด์ มีทั้งรุ่นแบบสองเข็ม และรุ่นที่มีหน้าต่างวันที่ ออกแบบให้ใส่ได้ทั้งชายและหญิง แต่ถ้าจะซื้อมาใส่เป็นนาฬิกาคู่กันกับแฟนก็ดีไม่น้อยเลยล่ะ

คอลเลกชั่น Presage คือไลน์นาฬิกาคลาสสิกของ Seiko และมีผลงานเด่นอย่างรุ่น Presage Cocktail Time ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากค็อกเทลจากสตาร์บาร์ที่กินซ่า โตเกียว และปีนี้ Seiko ก็ได้เปิดตัวรุ่นสำหรับผู้หญิงสามรุ่น ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติแบบรุ่นผู้ชาย แต่ขนาดตัวเรือนสเตนเลสตีลมีขนาดเล็กกว่า คือ 33.8 มิลลิเมตร

ใครชอบนาฬิกาเท่ๆ แต่ขนาดไม่ใหญ่ ลองดู Navitimer 1 Automatic 38 จาก Breitling รุ่นล่าสุดซึ่งทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ แม้จะตัดฟังก์ชั่นโครโนกราฟออกไป แต่ก็ยังเก็บ slide rule ที่ล้อมกรอบตัวเรือนเอาไว้ และขอบตัวเรือนดีไซน์เป็นเม็ดกลมๆแฝงกลิ่นอายเฟมินีนนิดๆ มีทั้งรุ่นตัวเรือนสตีลและสตีลกับทอง หน้าปัดเฉดสีน้ำเงิน ซิลเวอร์ และดำ

พอดีกับช่วงฤดูใบไม้ผลิยามนี้ แบรนด์นาฬิกาอิสระ Schwarz Etienne ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองชา โชซ์ เดอ ฟงด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่น Ode au Printemps หรือ Ode To Spring ซึ่งยังคงความสลับซับซ้อน หน้าปัดชั่วโมงและนาทีแบบเยื้องศูนย์ เข็มวินทีแบบเรโทรเกรด มีจักรกลทูร์บิญง และมองเห็นไมโครโรเตอร์อยู่ด้านบนหน้าปัดซึ่งถือเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากนี้ ยังดีไซน์อย่างสวยงามด้วยการเล่นเฉดสีและลวดลายดอกไม้สามแบบและผึ้ง สัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิบนไมโครโรเตอร์ และด้านหลังยังสลักวาทะของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ว่า “If the bee disappeared off the face of the Earth, man would only have four years left to live.”

นอกจากคอลเลกชั่นนาฬิกาและจิวเวลรี่ที่เพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนเฉดสีใหม่แล้ว ทาง Swarovski ยังได้ออกแบบนาฬิกาคอลเลกชั่นใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าองค์ประกอบเด่นคือคริสตัลซึ่งเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ มาพร้อมคอลเลกชั่น Eternal ซึ่งมีลูกเล่นอยู่ที่การประดับคริสตัลบนขอบตัวเรือนไล่ไปตามขาตัวเรือนคนละข้าง และความลงตัวยังเกิดจากการเฉดสีคริสตัลกับตัวเรือน สำหรับคอลเลกชั่น Cosmic Rock นั้นเน้นดีไซน์หน้าปัดเรียบง่ายสุดๆ แต่ให้สายรัดข้อมือเปล่งประกายด้วยคริสตัลเจียระไนหลากแบบและประดับแบบไร้แพทเทิร์น ทำให้เปล่งประกายสวยงามไปอีกแบบ

ชื่อของนาฬิกา Tetra Petit Four ของ Nomos Glashutte น่าจะให้คุณนึกถึงขนมอบของฝรั่งเศส แถมด้วยหน้าปัดสีสันใหม่ที่เข้ากับฤดูกาลนี้โดยเฉพาะ ทั้ง Matcha, Azure, Pearl และ Grenadine ทำงานด้วยกลไกไขลานที่แบรนด์พัฒนาขึ้นเอง มีทั้งรุ่นที่ฝาหลังโชว์กลไก และรุ่นฝาหลังปิดสนิทซึ่งสามารถสลักข้อความได้ อย่างเช่น คำบอกรัก…ที่อยากบอกให้คนพิเศษได้รู้ความในใจ โดยในปีนี้  Nomos Glashutte  ยังดึงความดีงามนาฬิการุ่น Tangente Neomatik 41 ด้วยการแสดงวันที่โดยไม่ต้องมีช่องหน้าต่างเหมือนนาฬิาวันที่ทั่วไป เพราะตัวเลขอยู่รอบวหน้าปัด เมื่อเส้นสีแดงเลื่อนไปขนาบตัวเลขใด ก็คือวันที่ปัจจุบันนั่นเอง และถึงจะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มิลลิเมตร แต่ก็ยังคงความบางจึงไม่ใหญ่เกินข้อมือของสาวๆที่ชื่นชอบสไตล์มินิมัลเป็นชีวิตจิตใจ

หากจะบอกว่า หนึ่งในเทรนด์แฟชั่นฤดูกาลนี้คือ transparency แต่แบรนด์ Hublot นั้นเชี่ยวชาญการผลิตนาฬิกชั้นสูงตัวเรือนโปร่งใสมาได้สักพักแล้ว และปีนี้ได้เปิดตัวาฬิกาตัวเรือนคริสตัลแซฟไฟร์หลากรุ่นซึ่งน้อยแบรนด์นักจะทำได้เนื่องจากความยากในการหล่อขึ้นรูป เพราะเป็นวัสดุที่ทั้งแข็งและเปราะในคราวเดียว  อย่างเข่นรุ่น Big Bng Tourbiloin Sapphire โชว์กลไกสเกเลตันและจักรกลทูร์บิญง หรือรุ่น One-Click Sapphire Rainbow ประดับอัญมณีหลากสีรอบขอบแถมยังถอดเปลี่ยนสายง่ายเพียงกดตัวล็อกข้างตัวเรือนแค่คลิ้กเดียว ผลิตเพียง 50 เรือนเท่านั้น

Hublot ทำงานร่วมกับศิลปินอยู่เป็นประจำ อย่างล่าสุด Ricahrd Orlinski ประติมากรร่วมสมัย (โด่งดังจากผลงาน WILD KONG) ได้มาดีไซน์ตัวเรือนของ Classic Fusion ซึ่งปกติจะเป็นตัวเรือนกลมเรียบๆให้ยิ่งไม่ธรรมดาด้วยเหลี่ยมมุมที่ได้แรงบันดาลใจจากงานศิลป์ของเขา และเวอร์ชั่นล่าสุดยังประดับเพชรเพิ่มประกายวาววับ กลายเป็นงานศิลป์สวยๆบนข้อมือ

ทุกอย่างไร้ขีดจำกัดสำหรับ Hublot หลังจากเคยผลิตนาฬิกา Million Dollar ให้คนทึ่งกันแล้ว ล่าสุดยังได้เปิดตัว Big Bang Tourbillon Croco High Jewellery  ประดับเพชรบาแก็ตต์ 380 เม็ด รวม 13.5 กะรัต พร้อมจักรกลทูร์บิญง เข้าคู่กับแจ๊กเก็ตหนังจระเข้สุดหรูที่คัดสสรรมาเป็นพิเศษ ออกแบบโดย Karmaloog แถมภายในยังบุด้านในด้วยผ้าเทคโนโลยีทำให้กันกระสุนได้! ส่วนช่วงแขนแจ๊กเก็ตยังมีซิปให้สอดสายนาฬิกาเข้าไปได้อีกด้วย ขอยกให้เป็นผลงานเอ็กซ์คลูซีฟที่สุดของที่สุด

คอลเลกชั่นนาฬิกาสำหรับผู้หญิงจาก Breguet ที่สาวๆน่าจะรู้จักกันดีก็คือ Reine de Naples นาฬิกาตัวเรือนรูปไข่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก คาโรลีน มูราต์ ราชินีแห่งเนเปิ้ลส์ (พระขนิษฐาของนโปเเลียน) ปีนี้ทางแบรนด์ได้แปลงโฉมให้นาฬิการุ่นนี้ใหม่ด้วยตัวเรือนโรสโกลด์ประดับเพชรและเปลือกหอยมุกตาฮิติ และยังมีคอมพลิเคชั่นมูฯเฟสและเข็มบอกปริมาณกำลังงานสำรองซึ่งดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงามลงตัว

นอกจากรุ่น Happy Sport ซึ่งจะเป็นไฮไลต์ของปีนี้เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปี คอลเลกชั่นนาฬิกาที่ผสมผสานศิลป์ชั้นสูงก็น่าประทับใจเช่นกับ Happy Palm ที่ปีนี้ผสมผสานเอกลักษณ์ของเพชรกลิ้งที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระกลางหน้าปัด เฉดสีเยลโลว์โกลด์ทั้งเรือน และเมื่อพลิกดูด้านหลังกลไกยังแกะสลักเป็นรูปใบปาล์มอย่างงดงามด้วย


L’Heuere du Diamant คอลเลกชั่นของ Chopard. ที่ที่แปลได้ว่า ชั่วโมงแห่งเพชร แต่นอกจากขอบตัวเรือนจะประดับเพชรให้ลอยเด่นแล้ว กลางหน้าปัดยังเลือกใช้โอปอล อัญมณีที่มีเฉดสีชวนพิศวง มีทั้งรุ่นตัวเรือนกลมและตัวเรือนทรงรี

เป็นคอลเลกชั่นที่ออกแบบพิเศษสำหรับทุกปี L.U.C XP Esprit de Fleurier Peony จาก Chopard นั้นหลอมรวมศิลปะการแกะสลักลวดลายเฟลอริซานน์ ซึ่งเป็นเทคนิคโเฉพาะของเมืองเฟลอริเยร์ และลวดลายดอกพีโฮนีที่ได้รับการตีความใหม่ในทุกๆปี อย่างปีนี้ ถ้ามองแวบแรกจะคิดว่าเป็นเทคนิคเปเปอร์คัตจ แต่ที่จริงเป็นฝีมือการแกะสลักที่ได้แรงบันดาลใจจากเปเปอร์คัตก่อนนำไปชุบโรเดียม

หลังจาก Patek Philippe เคยนำเสนอเฉดสีดำ น้ำตาล และขาวมาแล้ว ปีนี้ก็ถึงคาาวของ Aquanaut Luce “Misty Blue” Ref. 5067A-025 เฉดสีใหม่สำหรับนาฬิกาสไตล์ Sport Chic และขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลประดับเพชร โดยในปีนี้ Patek Philippe โชว์ทักษะหัตถศิลป์ไว้ในนาฬิกาตระกูล Rare Hancraft มากถึง 51 เรือน ซึ่งมีทั้งนาฬฺกาข้อมือ นาฬิกาพก และนาฬิกาตั้งโต๊ะ โดยเฉพาะศิลปะการลงยาซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ อย่างรุ่น Calatrava “Tropical Plants” ซึ่งใช้เทคนิคการลงยาแบบคลัวซอนเน่ซึ่งต้องเดินเส้นทองเป็นลวดลายก่อนจะลงยา 24 เฉดสี และนำไปอบในเตาด้วยความร้อนสูงถึง 9 ครั้ง เช่นเดียวกับรุ่น Italian Scenes ที่ใช้เทคนิคการลงยาแบบคลัวซอนเน่ผสมกับเทคนิคการเพนต์สีขนาดเล็กและการสลักลายกิโยเช่

แฟชั่นเฮ้าส์ แบรนด์ดังอย่างกุชชี่ ซึ่งในปีนี้ อเลสซานโดร มิเคเล ยังคงเข้าคุมบังเหียนทิศทาง งานออกแบบเรือนเวลาทุกรุ่น ให้ดูโดดเด่นด้วยลูกเล่นจากอดีตวันวาน เห็นได้ตั้งแต่รุ่นเด่นจากตระกูลรันเวย์ ที่ปีนี้กลับมาพร้อมดีไซน์ให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบกำไลข้อมือหนังทรงแม่กุญแจแสนเก๋ หรือแบบแบงเกิล ที่มาพร้อมดีเทลประดับคริสตัลและหมุดก็ดูสวยต่างเข้าที  หรือจะเป็นกระแสโลโก้มาเนียก็ถูกหยิบยกมาแต่งเติมให้นาฬิกาข้อมือของกุชชี่ ดูสนุกขึ้นกว่าก่อน แต่หากชื่นชอบดีไซน์เลียนแบบจิวเวอรี Gucci Timepieces ก็มีนาฬิกาหลากดีไซน์ผลิตด้วยทอง ประดับเพชรมาให้เลือกลองอย่างจุใจ

ขณะที่หนุ่มๆทั้งหลายกำลังคลั่ง GMT-Master ซึ่งทาง Rolex เตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ในปีนี้ มาดู(ข้อมือ)สาวๆ กันซิว่าในงานมหกรรมเรือนเวลาที่ Basel World 2018 ทางแบรนด์จึงเตรียมเฉลิมฉลองตระกูล Datejust ซึ่งมาพร้อมตัวเรือนให้เลือก2 ไซส์กับขนาด  36 กับ 31 มม.  โดดเด่นด้วยพื้นหน้าปัดมาเธอร์ออฟเพิร์ลประดับเพชร ร้อยเรียงไปถึงขอบตัวเรือนและมาร์กเกอร์เสริมให้ดูคลาสสิก หรือถ้าชอบแบบมีกิมมิกลูกเล่น ลองดูหน้าปัดมาลาไคต์ตัดกับตัวเรือนและสายเยลโลว์โกลด์ หรือลายผีเสื้อมาเเธอร์ออฟเพิร์ลพร้อมด้วยเพชรพาเว่วิบวับ

หากเอ่ยชื่อ Louis Moinet หลายคนอาจยังไม่ค่อยคุ้นหูในบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นชื่อของช่างนาฬิกาซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วง 1800s  ผู้ประดิษฐ์นาฬิกาโครโนกราฟ หรือนาฬิกาจับเวลาเป็นคนแรกของโลก ซึ่งหลังจากหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ จนกระทั่งฌอง-มารี แชลเลอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการนาฬิกา ได้ค้นพบชื่อนี้ในสมุดบันทึก และทำการคืนชีพให้กับแบรนด์กลับมาโลดแล่นใหม่อีกครั้งในปีค.ศ. 2003 ด้วยลูกเล่นหน้าปัดเฉดสี โดดเด่นดูน่าพิศวงซึ่งเมื่อถามว่าผลิตจากทำอะไร?

สมกับที่เป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องเพชรจริงๆ เมื่อเห็นนาฬิกาหลากสีเป็นประกายวิบวับจาก Harry Winston ดูแล้วชวนให้นึกถึงลูกอม กับนาฬิการุ่น Premier Winston Candy Automatic ที่ประดับแต่งด้วยเพชรและอัญมณีเฉดสีต่างๆรวม 322 เม็ด มาพร้อมคอมพลิเคชั่นแบบใหม่ ที่น่าจะถูกใจสาวๆนักช้อปให้เลือกลองกับ
มูนเฟส ซึ่งทาง Harry Winston นำมาใส่ในนาฬิการุ่น Premier Precious Moon Phase Automatic โดยจำลองท้องฟ้ามาไว้บนหน้าปัด ด้วยการเลือกใช้สีน้ำเงินจากห้วงท้องฟ้า  แต่ถ้าใครชอบเฉดสีในโทนสีขาว  เราคิดว่าสีฮาวาน่า บราวน์ ก็สวยไปอีกแบบคุณว่ามั้ยล่ะ

นี่เป็นผลงานออกแบบเรือนเวลาสุดเปรี้ยวผสมกลิ่นอายฮิปฮอป ซึ่งทางแบรนด์ Zenith เลือกออกแบบร่วมกับ Swiss Beatz ศิลปินและโปรดิวเซอร์เพลงชื่อดัง Defy El Primero 21 Swizz Beatz Editions ที่มีเพียงแบบละหนึ่งเรือน มาพร้อมเฉดสีส้มตัดกับหน้าปัดสีขาวบนตัวเรือนขนาด 44 มม.  พร้อมด้วยเพชรทรงกลมและทรงบาแก็ตต์ อีกทั้งสายยังประทับข้อความเท่ๆส่งทรงความหมายจากสวิส บีตส์อีกด้วย

Share this Post