Sunday, July 12, 2020

คุณถามจริง เราตอบตรงเรื่องมิชลินสตาร์ปีแรกของกรุงเทพฯ

เรื่องโดย :  จอมแก้ว

“ทำไมต้องให้ฝรั่งมังค่ามาบอกว่าร้านไหนดีไม่ดี”
“ทำไมมีแต่ร้านอาหารฝรั่งเข้าไปเสียเกินครึ่งลิสต์”
“ใครสนมิชลงมิชลินกัน ร้านข้างถนนเนี่ยแหล่ะ ถูกและอร่อย ไม่เห็นต้องได้ดาวก็กินได้”​


นานาคอมเมนท์เหล่านี้มาจากจากนักกินทั่วฟ้าเมืองไทยที่เราได้เห็นเมื่อได้ทราบผลรางวัลมิชลินสตาร์ประจำปีค.ศ. 2018 ซึ่งถือเป็นปีแรกของกรุงเทพฯ​ จะว่าไปก็ไม่แปลกอะไร เพราะสายกินกับการจัดอันดับร้านนี่เป็นของคู่กัน และการจัดอันดับร้านก็มีหลายสำนักเสียด้วย “มิชลินไกด์” ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ในแต่ละปีจะรวบรวมร้านอาหารแนะนำ และ “มอบดาว” ให้แก่ร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์ของเขาในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก

มิชลินไกด์ไม่เหมือนรีวิวเวอร์สำนักอื่นอย่างไร?
จากจุดเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ. 1889 ที่ไกด์บุ๊คปกแดงภาษาฝรั่งเศสนี้มีเพื่อกระตุ้นให้คนเดินทางด้วยรถกันมากขึ้น (เพื่อกระตุ้นยอดขายยางรถยนต์นั่นเอง) เวลาผ่านไปหนึ่งศตวรรษ มิชลินไกด์บุ๊คได้รับความเชื่อถือทั่วโลกด้วยขั้นตอนการรีวิวสุดโหดที่จะติดดาวให้ร้านที่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละปีหลังจากการไปเยือนโดยนักชิม หรือที่เรียกว่า inspector ที่ไม่เปิดเผยตัว และเป็นการสำรวจแบบไม่มีร้านไหนรู้ตัว (ใครไปจะรู้ว่าลูกค้าทั่วไปที่สั่ง กิน จ่าย แล้วก็เดินออกจากร้านไปนั้นอาจจะเป็นนักชิมจากมิชลินก็ได้!) และระทึกกว่านั้นที่ถ้าใครได้ดาวแล้ว ก็มีสิทธิโดนถอดออกได้เช่นกันในปีต่อมาถ้าไม่สามารถรักษาคุณภาพตามหลักเกณฑ์ของเขาได้ (ซึ่งการสำรวจก็ไม่ได้ต่างอะไรกับร้านอื่นๆ ที่ยังไม่เคยได้ดาวมาก่อน)

แล้วสำนัก “ฝรั่งมังค่า” ​อย่างมิชลินไกด์จะมารู้อะไรดีเกี่ยวกับอาหารในเมืองไทยจน “ให้ดาว”​ได้
จุ๊ๆๆ …บอกก่อนว่ามิชลินไกด์ไม่ได้เน้นที่อาหารประจำชาติของเมืองนั้นอย่างเดียว อย่างร้านอาหารในกรุงเทพฯ ที่ได้ดาวมิชลินนั้นก็มีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารเชิงนวัตกรรม อาหารประจำชาติต่างๆ ทั้งแบบร่วมสมัยและแบบดั้งเดิม ซึ่งเชื่อเถอะว่านักชิมของเขาก็ต้องสรรหาคนที่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารแต่ละประเภทอย่างดี และเขาก็มีวิธีการให้คะแนนอันประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่


– คุณภาพวัตถุดิบ
– เทคนิคขั้นสูงในการทำและการปรุง
– เอกลักษณ์ของเชฟที่เห็นได้จากอาหารแต่ละจาน
– ความคุ้มราคา
– ความสม่ำเสมอของสิ่งเหล่านั้นในแต่ละครั้งที่นักชิมไปสำรวจ

ซึ่งเมื่อรวมคะแนนออกมา เราก็จะได้รู้ว่าใครเหมาะสมกับ “มิชลินสตาร์” ตั้งแต่ 0 ถึง 3 ดาว โดยที่ไม่ได้เกี่ยงหรอกว่าจะต้องเป็นอาหารประจำชาติใด

กี่ดาวแปลว่าอะไร
เดาได้เลยว่า สามดาวย่อมศักดิ์สิทธิ์กว่าหนึ่งดาว แต่บริษัทยางอย่างมิชลินจะไม่บอกว่าอร่อยมากน้อย เขาจะอธิบายเก๋ๆ ว่า
1 ดาว = ร้านอาหารคุณภาพสูงที่ควรค่าแก่การหยุดแวะชิม
2 ดาว = ร้านอาหารยอดเยี่ยม ควรค่าแก่การขับรถออกนอกเส้นทางเพื่อแวะชิม
3 ดาว = สุดยอดร้านอาหาร ควรค่าแก่การเดินทางไกลเพื่อไปชิมสักครั้ง

แปลว่าเขาไม่สนใจการตกแต่งร้าน การจัดโต๊ะ และคุณภาพการบริการหรือ? พูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกเสียเลยทีเดียว เอาเป็นว่าดาวมิชลินนั้นเน้นที่อาหาร ส่วนองค์ประกอบอื่นในร้านนั้นเขามีตรา “ช้อนส้อมไขว้” มอบให้เป็นพิเศษสำหรับร้านที่ผ่านเกณฑ์ด้านความสบายและคุณภาพการบริการที่ลูกค้าสัมผัสได้

เห็นรายชื่อแล้วมีแต่ร้านฝรั่งราคาสูงๆ ของกินในกรุงเทพฯ ราคาถูกและอร่อยเยอะแยะไม่ได้ดาวเลยหรือ?
เกณฑ์ในการคัดเลือกร้านที่ได้มิชลินสตาร์ก็มีอยู่ห้าข้ออย่างที่บอกไว้ หากขาดแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งก็อาจจะทำให้พลาด “ดาว”​ ได้ในปีนี้ ซึ่งถ้าใครอยากลองอาหารคุณภาพร้านอื่นๆ ก็ขอให้เล็งหาตราใบหน้ามิชลินแมนที่ทุกคนจำได้ในหมวด Bib Gourmand เพื่อแนะนำร้านอาหารคุณภาพดีในราคาย่อมเยา หรือหมวด

แต่ถ้าใครอยากล่าดาว เชิญทางนี้ เพราะเราจะรวบตึงให้คุณเห็นภาพร้านอาหารติดดาวมิชลินสตาร์แบบเห็นภาพว่าที่ไหนเลยทีเดียว
หนึ่งดาวมิชลินสตาร์ จำนวน 14 ร้าน แบ่งออกเป็น ร้านอาหารไทย 5 ร้าน ได้แก่ BO.LAN, Chim by Siam Wisdom, Nahm, Paste และ เสน่ห์จันทน์

 

ร้านอาหารไทยร่วมสมัย 1 ร้าน ได้แก่ Sra Bua by Kiin Kiin

ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย 4 ร้านได้แก่ Elements, J’aime by Jean-Michel Lorain, L’Atelier de Joël Robuchon และ Savelberg

ร้านอาหารยุโรปร่วมสมัย 1 ร้าน ได้แก่ Sühring

ร้านอาหารญี่ปุ่นชนิดซูชิ 1 ร้าน ได้แก่ Ginza Sushi Ichi

ร้านอาหารเชิงนวัตกรรม 1 ร้าน ได้แก่ Upstairs Mikeller

ร้านอาหารสไตล์สตรีทฟู้ด 1ร้าน ได้แก่ เจ๊ไฝ

สองดาวมิชลินสตาร์ จำนวน 3 ร้าน แบ่งเป็นร้านอาหารเชิงนวัตกรรม 2 ร้าน ได้แก่ Gaggan, และ Mezzaluna

ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย 1 ร้าน ได้แก่ Le Normandie

Other Articles

กว่าจะเป็นผลงานโอต กูตูร์ อันลือเลื่อง จาก Chanel Haute Couture Autumn/Winter 2020

ภายใต้ความเผ็ดซ่าของ 'ลุคเจ้าหญิงสายพังก์ที่ออกมาจากไนต์คลับในเลอปาลาซ' อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นจะเป็นใจความสำคัญในผลงาน โอต กูตูร์ สำหรับชาเนล คือกระบวนการสร้างสรรค์ของช่างมากฝีมือหลากหลายแขนงในอเตลิเยร์หมายเลข 31 บนถนนรูกัมบง ซึ่งต่างระดมไอเดียจากทั้ง ช่างแพทเทิร์น ช่างตัดเย็บในห้องเสื้อ หลอมรวมกับเทคนิคชั้นครู จนกลายเป็นผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซ ที่เวอร์จินี วิยาร์ด นำเสนอสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงภายใต้รูปแบบ ดิจิตอล พรีเซเทชั่น  https://m.youtube.com/watch?v=uj1yRUUOvuA และเพื่อย้ำชัดในจุดยืนอันแน่วแน่ หลังจบการนำเสนอในครั้งนี้ ชาเนล จึงปล่อย แฟชั่นฟิล์มภาพขาวดำที่ถ่ายทอดเรื่องราว หลังม่านอเตลิเยร์ ให้ผู้ชมได้เห็นกระบวนการทำงานอันแสนละเอียด ของช่างมากฝีมือ ซึ่งต่างมองเห็นความหมายของผลงานโอ กูตูร์ เป็นมากกว่า เครื่องแต่งกายที่ใช้สวมใส่ หากแต่สิ่งที่ตั้งใจทำอยู่นี้เปรียบเสมือนกับหัวใจสำคัญของแบรนด์ ที่เวอร์จินี วิยาร์ดตั้งใจสานต่อจิตวิญญาณของชาเนลให้คงอยู่  https://m.youtube.com/watch?v=Xl1c_iKHTK8 โดยผลงานแฟชั่นฟิล์มดังกล่าว ได้ โลอิก พรีฌองต์ ผู้กำกับคู่บุญ ที่เคยสร้างสรรค์สารคดีถึงคาร์ลผู้ล่วงลับ ในKarlLagerfeld Sketches...

‘เลดี้ กาก้า’ พรีเซ็นเตอร์ Voce Viva น้ำหอมใหม่จากแบรนด์ Valentino ก.ย. นี้

เรียกว่าเป็นป๊อปสตาร์ตัวแม่ที่จัดจ้าน ทั้งงานเพลง แฟชั่น และภาพลักษณ์ด้านความสวยความงาม สำหรับนักร้องสาววัย 34 ปี 'เลดี้ กาก้า' หลังเปิดตัวแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองในชื่อ Haus Laboratories เมื่อปี 2019 ตามต่อด้วยการคัมแบ็คในอัลบั้มชุดที่ 6 'Chromatica' ที่มีงานเพลงสุดเซอร์ไพรส์ร่วมกับสาว BLACKPINK เกิร์ลกรุ๊ปมาแรงจากเกาหลี ในชื่อเพลง 'Sour...

เรื่องเล่าจากแฟชั่น วีคของ PUMA ROSE BUCK

ฟัง พูมา โรส บัก เล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์นางแบบ ช่วงแฟชั่นวีกแรกในชีวิตของเธอเป็นอย่างไร ? คุณเคยย้อมผมแดงเพื่อเป็นเกียรติแก่สไตล์ของแม่คุณในยุค 1990s ใช่ไหม “ฉันอยากบอกว่าก็เคยคิดแบบนั้นนะ...