COATS! Korea  นิทรรศการ “COATS!” การเดินทางสู่มรดกอันล้ำค่าของแม็กซ์ มาร่า ตั้งแต่วันนี้ จนถึง12 ธันวาคม 2560

In Fashion by L'Officiel Mode

นิทรรศการ COATS! ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ บนสถานที่จัดแสดงสุดล้ำอย่างดีดีพี ( DDP : Dongdaemun Design Plaza) ผลงานการออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) นับเป็นอีกหนึ่งการสดุดีแด่ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 60 ปีของแม็กซ์ มาร่า

 

หลังจากตระเวนไปทั่วหัวเมืองใหญ่ทั้งมอสโคว (2011), ปักกิ่ง (2009), โตเกียว (2007), และเบอร์ลิน (2006) นิทรรศการ COATS! กลับมาอีกครั้งโดยการออกแบบโดยสตูดิโอ มิกลิโอเร่ แอนด์ เซอร์เว็ตโต อาร์คิเท็ตติ อาซโซซิอาติ (Migliore+Servetto Architetti Associati) ภายในโดมสุดยิ่งใหญ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมแนวยูโทเปียของ เอเตียง-หลุยส์ บูลเล่ (Étienne-Louis Boullée) สถาปนิกยุคนีโอคลาสสิกชื่อดังชาวฝรั่งเศสเพื่อนำเสนอภาพรวมและมรดกของแม็กซ์ มาร่าในมุมมองที่สดใหม่

นิทรรรศการในครั้งนี้มาพร้อมกับไฮไลท์ที่แตกต่างจากทุกครั้งที่เคยมี ด้วยการจัดแสดงแบบพิเศษจากศิลปินรับเชิญชาวเกาหลีชื่อดัง คัง ยียุน (Yiyun Kang) และกำกับดูแลโดย ลี แดฮยุน (Daehyun Lee) ที่เนรมิตพื้นที่ภายในโดมขนาดใหญ่ จัดแสดงกระบวนการผลิตและรูปภาพต่างๆจากคลังของแม็กซ์ มาร่าให้กลายเป็นลวดลายที่สดใส มีชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่น่าสนใจตามแนวของลานจัดแสดง ทอดยาวสู่ห้องต่างๆที่สามารถเข้าชมได้ทั้งตามลำดับ ตามธีม หรือจะเปลี่ยนมาเดินตามเสียงเพลงและอารมณ์ สัมผัสบรรยากาศและสีสันของแต่ละห้องที่เปลี่ยนผ่านจากทศวรรศสู่ทศวรรศ จัดแสดงด้วยฉากและการนำเสนอที่ตระการตาพร้อมประวัติศาสตร์ในแต่ละแง่มุมของแบรนด์

หากย้อนกลับไปยียุน คัง เป็นทั้งศิลปิน นักวิจัยและวิทยากร เธอเกิดและเติบโตที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เธอจบปริญญาตรีสาขาวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) และปริญญาโทสาขาวิจิตรศิลป์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปทำงานที่ลอนดอน ในขณะเรียนปริญญาเอกที่สถาบันศิลปะและการออกแบบ (Royal College of Art) ในกรุงลอนดอน คังได้รับการยอมรับในระดับสากลจากงานด้านการฉายภาพของเธอ ผลงานของเธอยังได้นำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์หลายแห่งในแถบยุโรป เอเชีย และประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ศิลปะโซล (Seoul Museum of Art) พิพิธภัณท์ศิลปะร่วมสมัยไทเป (Taipei Museum of Contemporary Art) นิทรรศการแสดงงานทางสถาปัตยกรรมระดับสากลที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลีในปีค.ศ. 2014 (the Venice Architecture Biennale 2014) นิทรรศการศิลปะในเมืองฟลอเรนซ์ (Le Murate Progetti Arte Contemporane) และพิพิธภัณฑ์วิคตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต (Victoria and Albert) ในกรุงลอนดอน

ขอแนะนำ:  INSPIRE YOUR WANDERLUST อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงแต่ก็อย่าได้ลืมอดีตไปกับคอลเลกชั่นล่าสุดจาก MCM

งานของคังไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสร้างวัตถุ แต่เธอเลือกที่จะผสมผสานสิ่งแวดล้อมโดยรอบผ่านการฉายภาพผ่านโดม ซึ่งผลงานเหล่านี้เผยให้เห็นถึงแนวคิดทฤษฎีความขัดแย้ง เช่น ความจริงและภาพเสมือนจริง รูปธรรมและนามธรรม สิ่งที่จับต้องได้และสิ่งที่จับต้องไม่ได้ รวมถึงการค้นหาสิ่งที่ทับซ้อนกันระหว่างความคิดสุดขั้ว

และแน่นอนว่าในครั้งนี้ลอฟฟิเซียลไทยแลนด์ คือ สื่อเล่มเดียวในประเทศไทย ที่ได้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูสีฟกับ ยียุน คัง (Yiyun Kang) ศิลปินหลักที่เป็นคนจัดนิทรรศการในครั้งนี้

คุณเคยร่วมโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาก่อนหรือไม่ ?

“ฉันไม่เคยร่วมโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาก่อนเลย งานนี้จึงถือเป็นงานแรกของฉันกับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น”

คุณได้พบกับทีมแม็กซ์ มาร่าตอนไหน และคุณได้ทำอะไรบ้าง?

ขอแนะนำ:  A GRACEFUL NEXT STEP

“ครั้งแรกคือตอนที่ฉันไปเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ในเดือนพฤษภาคมปีที่่แล้ว แต่ก่อนที่ฉันจะไปเยี่ยมชมแหล่งกำเนิดและโรงงานแม็กซ์ มาร่าหลังจากที่ฉันได้ไปที่นั่น มันก็ช่วยให้ฉันเข้าใจถึงปรัชญาของแบรนด์มากขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้กับฉันเป็นอย่างมาก”

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับแฟชั่น?

“ตามความหมายทั่วไปแฟชั่นก็คือเทรนด์ ทั้งในส่วนของเสื้อผ้าและเครื่องประดับ และเป็นสิ่งที่จำเป็นในการแสดงออกทางสังคม แต่สำหรับฉันแล้วแฟชั่นไม่ใช่แค่เทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการแสดงออกถึงบุคลิกและความรู้สึกที่สะท้อนให้เห็นถึงการแต่งตัวในแต่ละโอกาส ฉันยังเชื่ออีกว่าแฟชั่นของแต่ละคนนั้นเกี่ยวข้องกับความเข้าใจพื้นฐานของร่างกายตัวเองอีกด้วย”

แน่นอนว่างานศิลปะนั้นส่งผลต่อแฟชั่น แล้วคุณคิดว่าแฟชั่นส่งผลต่องานศิลปะเช่นกันหรือไม่?

“อย่างที่ฉันเพิ่งบอกไป แฟชั่นก็คือเทรนด์ มันไม่เคยหยุดนิ่ง และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของแต่ละคน ฉันคิดว่าเทรนด์เกิดขึ้นจากความต้องการซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับงานศิลปะ ปัจจุบันฉันรู้สึกว่าแฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องของเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการใช้ชีวิตโดยรวมอีกด้วย อย่างเช่นแม็กซ์ มาร่า ที่พยายามสื่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไม่เพียงแต่ แฟชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นกำเนิด, พิพิธภัณฑ์ มารามอตติ คอลเลซิโอเน่ (Maramotti Collezione) และรางวัล Max Mara Art Prize for Women และด้วยวิธีนี้แฟชั่นและงานศิลปะจึงส่งผลและมีความเกี่ยวข้องกัน”

คุณคิดว่าแฟชั่นและงานศิลปะพบกันที่จุดไหน?

“ฉันมั่นใจว่าพวกคุณจะได้พบกับการรวมตัวของสองสิ่งนี้ได้ที่นิทรรศการนี้อย่างแน่นอน! นิทรรศการนี้คืองานที่รวบรวมองค์ประกอบทั้งหมดของแบรนด์แม็กซ์ มาร่าไว้ ที่ไม่ใช่แค่ประวัติของเสื้อผ้าและคอลเลคชั่นต่างๆเท่านั้น แต่ยังได้รวบรวมถึงเรื่องราวในอดีตและงานศิลปะที่มีความลึกซึ้งอีกด้วย ฉันเชื่อว่านิทรรศการครั้งนี้จะสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อผู้ชมกับแบรนด์แม็กซ์ มาร่าผ่านงานศิลปะร่วมสมัยได้อย่างแน่นอน”

อะไรคือความแตกต่างระหว่างการสร้างสรรค์งานศิลปะและแฟชั่น?

“ทั้งสองอย่างมีความคล้ายกันอยู่มาก การออกแบบทั้งงานศิลปะและแฟชั่นต้องอาศัยทั้งความพยายามและการทำงานร่วมกันในหลายระดับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากศิลปะไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อไว้ขายเท่านั้น แต่บางครั้งการสร้างสรรค์งานศิลปะก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฉันจึงคิดว่าวัตถุประสงค์ในการขายคือข้อแตกต่างสำคัญระหว่างงานศิลปะและแฟชั่น ฉันคิดว่างานศิลปะมีความเป็นอิสระมากกว่าแฟชั่นในหลายๆด้าน ทั้งในแง่ของการพัฒนาแนวคิด, การมองเห็นภาพ, และการสื่อสารกับผู้คน”

จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะของคุณคืออะไร?

“พื้นผิวและมิติเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับฉัน วัสดุผ้าและโครงสร้างของชุดที่อยู่บนร่างกาย เมื่อผสมผสานกับสุนทรียศาสตร์แล้วก็จะกลายเป็นแฟชั่น โดยแฟชั่นมีความใกล้เคียงอย่างมากกับความปรารถนา แฟชั่นเป็นเรื่องที่ละเอียดและลึกซึ้ง อย่างเช่นโดมที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พื้นผิว แต่มันคือสิ่งรอบตัวที่เกิดควบคู่กัน มีทั้งมิติและปริมาตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดหลักในงานนี้”

ความเชื่อมโยงระหว่างงานของคุณกับวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีคืออะไร และคุณคิดว่าวัฒนธรรมของเกาหลีมีอิทธิพลต่องานของคุณหรือไม่ ?

ขอแนะนำ:  HER OWN FAIRY TALE

“วัฒนธรรมของเกาหลีไม่ได้ส่งผลต่องานทั่วไปของฉันมากนัก แต่แน่นอนว่ามันค่อนข้างมีอิทธิพลต่องานของฉันในระดับที่ลึกซึ้งกว่านั้น งานศิลปะส่วนใหญ่ของฉันเป็นงานที่เฉพาะเจาะจง ดังนั้นฉันจึงสามารถปรับงานของฉัน ให้เข้ากับโจทย์ต่างๆและสามารถที่จะผสมผสานความเป็นตัวฉันให้เข้ากับโครงสร้างต่างๆที่มีอยู่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ ในทำนองเดียวกันวัฒนธรรมเกาหลีแบบร่วมสมัยมักเป็นงานที่ผสมผสานอะไรหลายๆอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่นศูนย์รวมงานออกแบบทงแดมุน (Dongdaemun Design Plaza) (DDP) ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการในครั้งนี้ ซึ่งคุณสามารถหาข้อมูลได้ภายในระยะเวลา 5 นาทีจากเว็บไซต์ทงแดมุน Dongdaemoon (aka Heunginjimun) ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของเกาหลีที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดทงแดมุน (Dongdaemoon) ย่านการค้าขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยตลาดแบบดั้งเดิม และศูนย์การค้ารวมถึง DDP ศูนย์รวมงานออกแบบที่ล้ำสมัย ซึ่งออกแบบโดยซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) และถึงแม้ว่าสถาปัตยกรรมของอาคารจะค่อนข้างขัดแย้งกับค่านิยมเดิมของคนเกาหลี แต่มันก็สามารถผสมผสานงานดีไซน์ให้เข้ากับวัฒนธรรมเกาหลีแบบร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน ข้อดีก็คือเรามีความสามารถในการผสมผสานงานต่างๆที่หลากหลายเพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ และฉันคิดว่าลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมเกาหลีนั้นส่งผลต่อการทำงานของฉันอย่างมาก”

เราทราบมาว่าพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับงานของคุณ และคุณคิดว่าองค์ประกอบของโดมส่งผลต่อกรอบความคิดสร้างสรรค์ของคุณหรือไม่?

“โดมถือเป็นงานศิลปะบนผ้าใบที่ท้าทายมากสำหรับฉัน โดยเฉพาะที่นี่ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร สำหรับฉันมันจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่วัตถุ สิ่งที่เราจะได้สัมผัสและการมีส่วนร่วมในงานนี้จึงมีความแตกต่างกับการมองผ่านภาพศิลปะแบบอื่น ฉันจึงจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างของโดมทั้งในส่วนของแนวคิดและในทางปฏิบัติ ดังนั้นฉันจึงสามารถสร้างวิดีโอที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างของโดมได้ และด้วยวิธีนี้การบอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของฉัน อาจจะมีการพัฒนามากขึ้นหลังจากการสร้างสรรค์โดมเสมือนจริงแห่งนี้”

คุณคาดหวังกับการมีส่วนร่วมของผู้ชมในงานนี้มากแค่ไหน?

“ทั้งทีมงานสถาปนิกและฉัน ต่างให้ความสำคัญในนิทรรศการนี้มาก มีทางเดินแบบเปิดกว้าง ผู้ชมสามารถเดินตามเส้นทางของตัวเองได้ภายในงาน นอกจากนั้นการฉายภาพผ่านโดมยังมีความสอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องของเส้นทางอีกด้วย การฉายภาพของฉันไม่ใช่การเล่าเรื่อง และไม่ได้มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดที่แน่นอน แต่มันเป็นอะไรที่คาบเกี่ยวระหว่างเรื่องของพื้นผิวของโดมกับสิ่งแวดล้อมโดยรวม ดังนั้นผู้ชมจึงสามารถใช้เวลาเดินชมรอบงานได้ตามที่พวกเขาต้องการ คุณอาจจะแค่แวะไปชมหรือจะอยู่ดูงานไปได้เรื่อยๆตามที่พวกคุณต้องการ ฉันจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเดินทางไประหว่างห้องสารภัณฑ์และพื้นที่ต่างๆภายในโดม ที่ได้รวบรวมไว้ทั้งวัตถุและสิ่งแวดล้อมต่างๆไว้ในหลากหลายแง่มุม

ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่นิทรรศการ COATS! เผยให้เราได้เห็นถึงการทำงานของตระกูล Maramotti ที่เคียงคู่มากับเมือง Reggio Emilia และโลกใบนี้ ทั้งยังคงสร้างแรงปราถนาให้กับผู้หญิงทั่วโลกตั้งแต่ปี 1951 ตราบจนทุกวันนี้…

 

 

Share this Post