Wednesday, July 15, 2020

iPhone X หรือ iPhone 8 รุ่นไหน คือ สมาร์ทโฟนเครื่องถัดไปของคุณ?

เทียบสเปค ดูไฮไลต์ อนาคตไอโฟน เจเนเรชั่นใหม่ ที่จะมาพลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟนให้กลับมาร้อนฉ่า! ยิ่งกว่าเคย   

สิ้นสุดการรอคอยของสาวกไอทีที่ต่างตั้งตารอชมนวัตกรรมล่าสุดในปี 2017 จากค่ายแอปเปิ้ล กับการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่พร้อมกันในทุกกลุ่มโปรดัก ตั้งแต่ Apple Watch Series 3 , Apple TV 4K และที่เห็นจะเป็นไฮไลต์คคงหนีไม่พ้นกลุ่มโปรดักสมาร์ทโฟนอย่าง  iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ที่มาพร้อมเซอร์ไพร์สครบรอบ 10 ปีด้วยพระเอกของงานอย่าง iPhone X  (ไอโฟนเท็น) ซึ่งทางทีมแอปเปิ้ลตั้งใจปลุกปั้น โปรยว่านี่แหละคือ…..อนาคตใหม่ของสมาร์ทโฟน

ว่าแต่สเปกของทั้งคู่จะน่าสนใจ และมีเทคโนโลยีที่แอปเปิ้ลพัฒนามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นปัจจัยหลักในชีวิตมากน้อยเพียงใด ลอฟฟีเซียลมีมาบอกให้ได้ติดตามกันค่ะ

เริ่มต้นกันที่นางเอกของงาน (ทั้งที่ตอนแรกคาดว่านี่แหละ คือพระเอกที่ทุกคนต่างเฝ้าจับตา) กับเจเนอเรชั่นใหม่ของ iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ซึ่งดูหน้าตา รูปลักษณ์จะยังเหมือนกับรุ่นเดิมแต่ที่เพิ่มเติม คือดีไซน์ตัวเครื่องแบบกระจกและอะลูมิเนียมที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสมาร์ทโฟน โดยมีสีสันให้เลือกทั้ง 3 สี ทั้งสีเงิน, สีเทาสเปซเกรย์ และสีทองแบบใหม่ พร้อมด้วยจอภาพ Retina HD  ที่ช่วยปรับไวท์บาลานซ์บนหน้าจอให้ตรงกับแสงรอบๆอัตโนมัติ , ชิพ A11 Bionicแบบ CPU 6 Cores ที่ช่วยให้ทำงานได้รวดเร็วกว่าชิป A10 เกือบๆ 95%เสริมคุณภาพด้วยลำโพงที่ดังกว่า iPhone 7 ถึง 25% และให้คุณภาพเสียงเบสที่ทุ้มลึกกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสสุดยอดประสบการณ์ความจริงเสมือน

ในส่วนของกล้องถ่ายรูป iPhone 8 จะมาพร้อมกับกล้องหลังขนาด 12 ล้านพิกเซล ขณะที่ iPhone 8Plus จะมาพร้อมกับกล้องหลังแบบเลนส์คู่ที่ 12 ล้านพิกเซลพร้อมเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้นและไวขึ้น ฟิลเตอร์สีแบบใหม่ และแฟลช True Tone แบบ LED สี่ดวงพร้อมด้วยคุณสมบัติสโลว์ซิงค์ช่วยให้ภาพมีความสว่างพอดีทั้งฉากหลังและฉากหน้า


โดยยังมีโหมด ‘Portrait Lighting’ ที่ช่วยถ่ายบุคคลให้ออกมาโดดเด่นราวกับแสงการถ่ายภาพ ในสตูดิโออย่างไรอย่างนั้น  พ่วงด้วยการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง ระบบป้องกันภาพสั่นไหวระดับ 4K สูงสุด 60fps และสโลว์โมชั่นแบบ 1080p สูงสุด 240fps เพื่อให้ได้วิดีโอที่มีคุณภาพดีที่สุด

โดยทั้งสองรุ่น ยังพัฒนาให้รองรับเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ซึ่งขับเคลื่อนด้วย  A11 Bionic ชิพที่ทรงพลังและฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีในสมาร์ทโฟนมาพร้อม CPU แบบ 6 คอร์ เพื่อรองรับการเรียนรู้ของระบบอันล้ำสมัย รวมถึงแอพ AR และเกม 3D แบบสมจริงในอนาคต พร้อมด้วยระบบชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย Qi Wireless Charging สนนราคาเริ่มต้นกับ iPhone 8 ความจุแบบ 64 GB อยู่ที่ราคา 699 เหรียญสหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 23,154 บาท) และสำหรับiPhone 8Plus ความจุแบบ 64 GB เริ่มต้นอยู่ที่ราคา 799 เหรียญสหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 26,467 บาท) โดยจะเปิดให้สั่งจองในวันที่ 15 กันยายนและจัดส่งในวันที่ 22 กันยายนนี้

ถัดมากับพระเอก(ที่แท้ทรู)ของงานนี้อย่าง  iPhone X ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่แอปเปิ้ลตั้งใจเซอร์ไพรส์สาวกไอโฟนในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี กับการปฏิวัตินวัตกรรมการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสมาร์ทโฟน ด้วยดีไซน์ไร้ขอบ ไร้ปุ่มโฮม กับหน้าจอ 5.8 นิ้ว แบบ Super Retina Display โดยเป็นระดับความคมชัดสูงสุดเท่าที่ iPhone เคยมีมา โดยใช้เทคโนโลยี OLED ที่นอกจากจะมีสีสันแม่นยำแล้ว ยังโค้งรับกับดีไซน์แบบไร้ขอบ (Bezel-less Display)   ทำให้สามารถแสดงผลได้อย่างเต็มหน้าจอ 

และในเมื่อไม่มีปุ่มโฮมทำให้ iPhone X ใช้วิธีการปลดล็อกด้วยระบบ Face ID หรือระบบการสแกนใบหน้า ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการตรวจจับใบหน้าแบบ  TrueDepth ซึ่งใช้ระบบเซนเซอร์สำหรับสแกนโครงสร้างของใบหน้า และจดจำใบหน้าได้อย่างแม่นยำแม้อยู่ในที่มืด นอกจากนี้ก็ยังมีระบบ Neural Engine ประมวลผลตรวจจับใบหน้า และบันทึกไว้ใน Secure Enclave ที่มีความปลอดภัยสูงพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ โดยได้รับการทดสอบมาแล้วว่าภาพถ่ายก็ไม่สามารถหลอก Face ID ได้


เท่านั้นยังไม่พอ เพราะ iPhone X  ยังเติมกิมมิกสนุกๆให้ผู้ใช้ได้ลองแปลงร่างเป็นหน้าอีโมจิแบบเคลื่อนไหว หรือ Animoji ซึ่งใช้ชิปเซ็ต Apple A11 Bionic เพื่อบันทึกและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้ากว่าที่แตกต่างกัน 50 รูปแบบ

โดยเซนเซอร์จะประมวลผลอารมณ์จากเสียงและสีหน้าของผู้ใช้ผ่านAnimoji ที่เคลื่อนไหวได้ 12 แบบ เช่น แพนด้า, ยูนิคอร์น, กระต่าย, เอเลี่ยน,​ จิ้งจอก และหุ่นยนต์ โดยสามารถบันทึกและส่งข้อความ Animoji ผ่านทางแอปฯ iMessage ที่ติดตั้งมาให้แล้วบน iPhone X

นอกจากนี้ เรื่องกล้องด้านหน้าแล้ว iPhone X ยังมาพร้อมกับกล้องคู่ด้านหลัง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล แบบเดียวกับ iPhone 8 Plus และกล้องคู่ด้านหลัง ยังมีระบบที่พัฒนาขึ้นอย่าง ฟิลเตอร์สีแบบใหม่, พิกเซลที่เก็บรายละเอียดได้มากขึ้น ทำให้สามารถออโต้โฟกัสในสภาพแสงน้อยได้เร็วขึ้น สนนราคาเริ่มต้นกับความจุแบบ 64 GB เริ่มต้นอยู่ที่ราคา 999 เหรียญสหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 35,000 บาท) โดยจะเริ่มเปิดให้สั่งจองหลัง iPhone 8 วันที่ 27 ตุลาคม และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

สรุปราคา iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X เป็นดังนี้

  • iPhone 8 64 GB ราคา $699 (ประมาณ 24,900 บาท)
  • iPhone 8 256 GB ราคา $849 (ประมาณ 29,900 บาท)
  • iPhone 8 Plus 64 GB ราคา $799 (ประมาณ 27,900 บาท)
  • iPhone 8 Plus 256 GB ราคา $949 (ประมาณ 33,900 บาท)
  • iPhone X 64 GB ราคา $999 (ประมาณ 35,000 บาท)
  • iPhone X 256 GB ราคา $1,149 (ประมาณ 40,500 บาท)

Other Articles

ถึงไม่มีคานส์ แต่ Chopard ก็จัดเต็มกับคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ Red Carpet 2020

นับตั้งแต่เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของงาน Cannes International Film Festival ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี 1998 โชพาร์ด (Chaoprd) ก็ได้โชว์ความคิดสร้างสรรค์ผ่านคอลเลกชั่นไฮจิวเวลรี่ที่มีชื่อ Red Carpet ให้เราได้เซอร์ไพรส์กันทุกปี แม้แต่ในปี...

คาร์ดิแกนของ Harry Styles กลายเป็นเทรนด์ใน TikTok

นอกจากดนตรีที่มีสไตล์แล้ว คนยังชอบติดตามเทรนด์แฟชั่นจากนักร้องหนุ่มแฮร์รี่ สไตล์ (Harry Styles)  นับตั้งแต่ฉายเดี่ยว ภาพลักษณ์เด็กหนุ่มสวมฮู้ดดี้ก็จางหายไป กลายมาเป็นหนุ่มแฟชั่นผู้นิยมสไตล์ยุค ’70s โดยเฉพาะลุค Gucci และลุคอื่นๆที่เขาเลือกใส่จนกลายเป็นเทรนด์ใน Instagram และล่าสุดคือในแอพ TikTok

ถอดความ 39 ลุค! อุ่นเครื่องต้อนรับซัมเมอร์ กับ Loewe Spring/Summer 2021 precollection

แม้ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดโควิด-19 จะส่งผลกระทบในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งต้องปรับตัวสู่วิถีชีวิต นิว นอร์มอล เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ ไม่ต่างไปจากโลกแฟชั่น หนึ่งในอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนผู้คนด้วยความสวยงามจากเครื่องแต่งกาย ที่เริ่มปรับตัวนำเสนอผลงานการออกแบบผ่านระบบดิจิตอล และโซเชียล มีเดีย จนเกิดเป็นสัปดาห์แฟชั่น วีค ออนไลน์ ทั้งจากคอลเลกชั่นกูตูร์อันแสนหรูหรา ไล่เรื่อยมาถึงเมนส์แวร์ ที่ต่างงัดไอเดียการนำเสนอหลากรูปแบบมาประชันกันอย่างถ้วนหน้า