GIRL POWER

In Fashion by L'Officiel Mode

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางสู่วงการบันเทิงของสาวน้อยวัย 22 ปีผู้นี้ดูจะไม่เหมือนกับคนอื่นๆสักเท่าไหร่ ในขณะที่เด็กสาวส่วนใหญ่เริ่มที่สตูดิโอออดิชั่นโฆษณาและถ้าโชคดีก็อาจปรากฏบนหน้าจอโทรทัศน์ สาวน้อยที่เราต่างเรียกกันติดปากว่า ‘น้องเพลง’ กลับปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีคอนเสิร์ตร่วมกับคุณแม่ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย ศิลปินหญิงสุดยอดคุณภาพของไทยที่ใครๆต่างชื่นชม

“แต่เพลงว่ายังไม่นับว่าเป็นผลงานในวงการนะคะ เพราะมันไม่ใช่ชิ้นงานของเพลงเองจริงๆ งานแรกของเพลงจะเป็นการถ่ายแบบ เดินแบบ ตอนอายุประมาณ 15-16 ปี แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นงานแสดง แล้วพอมารู้ตัวอีกที เพลงก็หลงรักที่ตรงนี้ไปแล้ว” เพลงเล่ายิ้มๆในลุคสบายๆจากเรดวาเลนติโน (REDValentino) เสื้อแขนยาวสีดำแต่งระบายพิมพ์ลายดอกไม้และกางเกงขายาวเข้าชุด ดูเท่ แต่ก็ยังมีความเป็นสาวน้อยอยู่ในที ดูอย่างไรก็เข้ากับบุคลิกเท่ปนหวานของเธอเป็นที่สุด

การแสดงและความฝัน

เนื่องจากเพิ่งจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ภาคนานาชาติ จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ช่วงนี้เธอจึงมีเวลาทุ่มเทให้กับงานในวงการบันเทิงที่เธอรักอย่างเต็มที่ “ถ้าถามว่ายุ่งแค่ไหน เพลงก็ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ค่ะ” เพลงเล่าอย่างอารมณ์ดีราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องราวความสุขมากกว่างานอันเหน็ดเหนื่อย “ถ่ายละคร 2 เรื่อง ก็คือเรื่อง ‘ความรักครั้งสุดท้าย’ ทางช่อง GMM 25 แสดงร่วมกับเก้า-จิรายุที่เคยร่วมงานกันตอนแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก (ตุ๊กแกรักแป้งมาก) ด้วยค่ะ อีกเรื่องชื่อว่า Missing เป็นโปรดักชั่นร่วมระหว่างไทยและสิงคโปร์ มีผู้กำกับและนักแสดงทั้งชาวไทยและสิงคโปร์ ซึ่งเพลงก็ต้องบินกลับไปกลับมา” เพลงหยุดคิดก่อนที่จะอธิบายให้เราเห็นภาพยิ่งขึ้น “คือบินไปอยู่สี่วัน แล้วก็บินกลับมาถ่ายอีกเรื่องที่ค้างไว้ จากนั้นพอถึงวันจันทร์ก็ไปพากย์ซีรี่ส์เกม ออฟ โธรนส์ (Game of Thrones) ซีซั่น 7 เสร็จก็บินไฟลต์กลางคืนกลับไปสิงคโปร์ ฟังดูหนัก แต่ก็คงจะเป็นอย่างนี้แค่สองสามเดือนแล้วเพลงก็ยังสนุกมากๆด้วย อีกอย่าง เพลงคิดว่าทุกงานเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ค่ะ”

“เพลงเคยคิดกับตัวเองว่าฉันอยากจะลองงานให้ครบ ละคร เพลง ละครเวที ภาพยนตร์” และด้วยวัยเพียง 22 ปี ก็เหมือนว่าเธอจะได้ทำตามเป้าหมายของตัวเองสำเร็จแล้ว ว่าแต่เธอรู้จักตัวเองในฐานะนักแสดงมากน้อยแค่ไหน “จริงๆละครเวทีเป็นความฝันของเพลงอยู่แล้ว อาจเป็นเพราะเพราะคุณแม่ชอบพาไปดูละครเวทีตั้งแต่เด็กๆ แฟนธอม ออฟ ดิโอเปร่าเนี่ยดูมา 3 รอบแล้ว รวมถึงการ์ตูนดิสนีย์ก็ด้วยค่ะ”

ทั้งการชักนำเข้าวงการและการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ดูเหมือนคุณแม่ของเธอจะมีผลต่อการเลือกทางเดินในชีวิตพอควร ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะเพลงเล่าให้เราฟังว่าอันที่จริงการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงนั้นเป็นความคิดของเธอเอง “คุณแม่ไม่เคยให้เรียนร้องเพลงหรือการแสดงเลยนะคะ เพราะคุณแม่ไม่อยากผลักดันลูกมาทางนี้ เพราะตัวคุณแม่เองเหมือนคุณยายจะหลอกให้มาเข้าวงการ (หัวเราะ) คุณยายชอบส่งคุณแม่ไปประกวดอะไรอย่างนี้ คุณแม่ก็เลยจะไม่ทำอะไรให้เพลงรู้สึกว่าโดนบังคับ ดังนั้นงานในวงการจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะอยากจะให้เพลงทำหรือหยิบยื่นมันให้เพลงเลยค่ะ แต่ก็เหมือนว่ามันจะมาในเวลาของมันเอง”

จากนั้นเพลงก็เล่าให้เราฟังถึงการแสดงในแต่ละประเภท ละครเวที ภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และงานพากย์ชิ้นล่าสุดนี้ ทั้งหมดแม้จะดูคล้ายๆกันสำหรับผู้ชม แต่ก็ต่างกันมากทีเดียว “อย่างละครกับซีรีส์ที่หลายคนคิดว่าคล้ายๆกันแต่จริงๆไม่เหมือนกันตั้งแต่วิธีการถ่ายไปจนถึงการแสดงเลยค่ะ ถ้ามองในมุมของนักแสดง ซีรี่ส์จะอยู่ระหว่างละครกับภาพยนตร์” ว่าแล้วเธอก็เล่าย้อนถึงกระบวนการเรียนรู้ในฐานะนักแสดงของเธอ “เพลงเริ่มที่ภาพยนตร์ แล้วพอมาเล่นละครเวที ก็กลายเป็นว่าเพลงเล่นน้อยเกินไป ต้องขยายใหญ่เพื่อส่งไปให้ถึงแถวสุดท้าย แต่พอกลับมาเล่นซีรีส์เราก็ต้องลดดีกรีลงอีก (หัวเราะ) ตอนแรกๆเพลงอาจจะสับสน แต่มาถึงตอนนี้ก็พอรู้แล้วค่ะว่าต้องเล่นประมาณไหน”

นอกจากงานในวงการแล้ว วันนี้เรายังได้รู้ถึงความฝันอีกอย่างของเพลง “เพลงตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อช่วงปลายปีหน้าค่ะ เป็นด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Development) ซึ่งเป็นความฝันอีกอย่างที่เพลงอยากทำให้ได้ในชีวิตนี้ค่ะ” หลายคนได้ฟังก็คงจะแปลกใจเช่นเดียวกับเรา สาวน้อยที่ดูกำลังมีอนาคตในวงการบันเทิงที่สดใส ไม่น่าจะอยากก้าวออกมาสู่โลกธุรกิจรวดเร็วขนาดนี้ “ตั้งแต่เด็กๆ เพลงก็เห็นตัวเองเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนแล้ว ประมาณว่าใส่กระโปรงทรงดินสอแล้วเดินเท่ๆ (หัวเราะ) จริงๆก็อาจจะเรียกว่าเป็นความฝันที่เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างตอนโตแล้วก็ได้ค่ะ”

แต่สุดท้ายทั้งสองอย่างก็เป็นสิ่งที่เพลงรักและไม่อาจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง “ถึงเพลงจะเรียนอสังหาฯจบมา แต่ถ้าห้ามไม่ให้เพลงทำงานตรงนี้เลย มันก็เหมือนกับการห้ามคนไม่ให้ร้องเพลง เพลงเชื่อว่าเราทำได้ทั้งหมดค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่การบริหารเวลา จัดลำดับความสำคัญ” ช่างสมกับเป็นสาวสมัยใหม่ผู้เชื่อมั่นในศักยภาพและทางเลือกที่เธอเลือกเองเสียจริง

สาวน้อยหลากมุม

เช่นเดียวกับซานซ่า ตัวละครที่เธอได้รับหน้าที่ให้พากย์เสียงภาษาไทยในซีรีส์เกม ออฟ โธรนส์ เพลงเป็นสาวน้อยที่มีความหลากหลาย ซึ่งเธอก็เห็นด้วยกับความคล้ายคลึงนี้ “เพลงว่าซานซ่าเป็นตัวละครที่ตอนเริ่มมีความผู้หญิงสูง มองโลกสวยงาม เป็นผู้หญิงแบบที่สังคมบอกว่าควรจะเป็น แต่พอออกมาข้างนอกแล้วได้เห็นว่าโลกมันไม่ได้สวยงาม คนไม่ได้ดีทุกคน เขาก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวและเติบโต เหมือนกับเพลงตรงที่รู้ว่าในสถานการณ์ไหนต้องเป็นคนอย่างไร อ่านคนออก รู้ว่าตอนไหนต้องยืนหยัดสู้เพื่อตัวเอง”

ความหลากหลายนั้นก็สื่อมาถึงการแต่งกายของเธอเช่นกัน “ถ้าเป็นวันว่างจริงๆ เพลงจะเป็นคนใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ หน้าก็อาจจะไม่แต่งเลย เพราะพอแต่งหน้าตอนทำงานบ่อยๆ เราก็จะอยากพักหน้าบ้าง” แต่ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่บางวันเธอก็มีอารมณ์หวานบ้างเช่นกัน “เพลงมีชุดกระโปรงของเรดวาเลนติโนอยู่ตัวหนึ่ง เป็นชุดกระโปรงพองๆเลย แล้วพอเพลงใส่ เพื่อนก็จะบอกว่า ‘มันดูไม่ค่อยใช่นะ’ แต่เพลงคิดว่าเพลงก็ต้องมีวันหวานของเพลงบ้าง ทำไมต้องชิลหรือเท่ตลอด”

เมื่อบทสนทนาเข้ามาสู่เรื่องแฟชั่น เราจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเพลงก็คุ้นเคยกับแบรนด์เรดวาเลนติโนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเช่นกัน “รู้จักเพราะคุณแม่ค่ะ เพลงว่าเรดวาเลนติโนก็เหมือนเป็นตัวมินิของวาเลนติโน เพราะฉะนั้นเวลาคุณแม่ไปวาเลนติโน เราก็ไปเรดวาเลนติโนได้”

ถ้าอย่างนั้น เธอคิดว่าสาวเรดวาเลนติโนเป็นคนอย่างไร “จริงๆเสื้อผ้าของเรดวาเลนติโนก็จะไม่ได้หวานจัดนะคะ แต่จะหวานแบบมีสไตล์ มีความเท่ มีลูกเล่น เพลงว่ามันสวยกลมกล่อม อย่างชุดเดรสสีดำปักดอกไม้วันนี้เพลงก็ชอบมาก ผ้าใส่สบาย สวยแต่ยังดูเท่ แล้วยังมีกระเป๋าซ่อนอยู่ที่กระโปรงด้วย ละเอียดมากๆ” เพลงนิ่งคิด ก่อนจะกล่าวต่อพร้อมรอยยิ้ม “จริงๆเรดวาเลนติโนก็เป็นตัวเพลงเหมือนกันนะ เพราะเพลงไม่ได้มีด้านเดียวไง”  พราว เพิ่มพูลสมบัติ


พบกับ REDValentino ได้ที่ ชั้น 1 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และชั้น 1 เซน ดิ พาร์ทเมนท์สโตร์

  

ขอแนะนำ:  จากไอคอนิกลุคสุดปัง!ของ'ริฮันน่า'ถูกจับมาดีไซน์กลายเป็น 'ถุงเท้าคู่ราคาเหยียบหลักพัน'

Share this Post