THE NEW BLACK

In Fashion, News by L'Officiel Mode

“สีดำ เฉดสีที่ทรงอิทธิพลต่อการแต่งตัวของเรานั้น สื่อถึงความสง่างามเช่นในชุดราตรี และความขบถเช่นในสตรีทแฟชั่น เราแต่งกายด้วยสีดำเพราะไม่อยากให้คนสังเกต และในขณะเดียวกันก็เพื่อแสดงการประท้วง สีดำจึงหาได้เป็นกลางอย่างที่เราคิดไม่”

หากจะกล่าวว่า สีดำเป็นสีที่ใช้ปกปิดและเปิดเผยเรือนร่างของผู้หญิงได้พอๆกัน ดังที่ปรากฏในคอลเลกชั่นใหม่ประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนนี้ เห็นได้ชัดว่า ดรีส แวน โนเทน ลองแวง มิวมิว ดิออร์ เซลีน และแอนโธนี วัคคาเรลโลแห่งแซงต์ โลรองต์ต่างก็พร้อมใจนำสีดำมาใช้เพื่อเผยให้เห็นโครงร่างแบบเฟมินีน โดดเด่นและมาดมั่น แม้จะไม่เปราะบาง แต่ก็ลดดีกรีความกร้าวลงไปเล็กน้อย ความทันสมัยไร้กาลเวลา อย่างไรก็ดี ก็ยากที่คนจะมองว่าสีดำเป็นสีจริงๆ ดังเช่นที่ มิเชล ปาสตูโร นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสีและสัญลักษณ์ได้กล่าวไว้ ในหนังสือ Black: The History of a Color (สำนักพิมพ์ พรินซ์ตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ เพรส) ปาสตูโรได้อธิบายว่า 

 

“ในระยะเวลาเกือบสามศตวรรษ สีดำและสีขาวถูกมองว่าเป็น ‘noncolors’ และมีที่ทางเฉพาะขอมันเอง ซึ่งตรงข้ามกับเฉดสีอื่นๆ” จนกระทั่งเมื่อปีค.ศ. 1910 จิตรกรในยุคนั้นได้ยกสถานะสีดำขึ้นเป็นสี ซึ่งสถานะนี้เคยสูญหายไปในช่วงปลายยุคกลาง อย่างไรก็ตาม ปาสตูโรได้เขียนไว้ในหนังสือว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดีไซเนอร์ สไตลิสต์และกูตูริเยร์คือผู้ที่ช่วยส่งเสริมสถานะและความนิยมของสีดำในสังคมและในชีวิตประจำวัน”

สีดำในโลกของดีไซน์ ตรงข้ามกับสีดำในโลกอุตสาหกรรม เพราะสื่อถึงความหรูหรา สง่างาม และความทันสมัย เชื่อว่าคุณคงได้ยินเรื่องราวของชุดกระโปรงดำ (little black dress) ที่กาเบรียล ชาเนลสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1926 ชุดนี้ก้าวผ่านยุคสมัยและยังคงร่วมสมัย แม้ในปัจจุบัน ปอล ปัวเรต์ ดีไซเนอร์รุ่นบุกเบิกถึงกับถามเธอว่าใส่สีดำเพราะต้องการไว้ทุกข์อย่างนั้นใช่ไหม การที่ชาเนลตอกกลับว่า “ใช่สิ ก็ฉันไว้ทุกข์ให้เธอ” เป็นการยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของเธอรวมทั้งสีที่เธอชื่นชอบด้วย ทั้งนี้ มิเชล ปาสตูโรสรุปถึงความทันสมัยของเฉดสีดำเอาไว้ แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าสีดำไม่ได้เป็นที่นิยมและคงสถานะเดิมตลอดเวลาเช่นกัน”

ความนิยมในสีดำนั้น แท้จริงเรียกได้ว่าห่างไกลจากเหตุผลทางด้านความงาม แต่เกี่ยวข้องกับโลกของการทำงานเสียมากกว่า ลองเดินเล่นในแผนกต่างๆในห้างสรรพสินค้า คุณจะได้พบกับพนักงานขายรวบผมเก็บเนี้ยบ สวมเสื้อและกางเกงสีดำ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากกลุ่มลูกค้าและยังสื่อถึงสถานะด้วย และเช่นเดียวกัน ถ้าสังเกตตามทางเดินในรถไฟใต้ดินหรือตามถนนใหญ่ในช่วงเช้าตรู่ คุณจะพบกับคลื่นมหาชนสวมสูทดำก้าวเดินผ่านไปด้วยความรีบเร่ง สีดำกลายเป็นสีสากล แต่สีดำก็ยังสื่อถึงความเรียบง่ายด้วย เราเองก็ใส่ชุดดำเพราะไม่อยากคิดอะไรให้มาก และสีดำยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีหากไม่ชอบให้คนมองด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ และทำให้คุณรู้สึกมั่นใจไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใด

SAINT LAURENT_WW SS17 ATMOSPHERE (17)อย่างไรก็ตาม ที่มีคนกล่าวว่าเฉดสีดำเป็นเฉดสีที่ทำให้คนไม่สังเกตนั้นก็ไม่เป็นความจริงเสียทีเดียวเพราะสีดำเป็นสีทรงอิทธิพลที่ใช้ในการประท้วงหรือเมื่อต้องการเรียกร้องให้คนรับฟัง แสดงถึงแนวคิดปลุกปั่นรุนแรง หรือความเชื่อมั่นในอุดมคติบางอย่าง เรานึกถึงเฉดสีดำที่เกี่ยวข้องกับตำรวจและกองกำลังเผด็จการในสมัยระบอบฟาสซิสม์ในยุค 1930s อย่างเช่น “กลุ่มเครื่องแบบดำ” (Camicienera หรือ Blackshirts) ของมุสโสลินีหรือเหล่าสมาชิกนาซี และกลุ่มเสือดำที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อคนผิวสีในอเมริกา

“ในบรรดากลุ่มคนชายขอบ สีดำนั้นมีพลังเพราะก่อให้เกิดความรู้สึกขบถ เหมือนอย่างเสื้อสีดำกลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพราะโชว์โอตกูตูร์ของอีฟส์ แซงต์ โลรองต์ ซึ่งตอนนั้นก็ทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของดิออร์ด้วย เขานำสีดำกลับมาและออกแบบเป็นเสื้อสุดหรูตัดเย็บด้วยหนังจระเข้สีดำ  ซึ่งได้เสียงตอบรับไม่ดีเท่าไรและทำให้เขาต้องระเห็จจากดิออร์เร็วขึ้นในมุมมองแฟชั่นก็เช่นกัน สีดำยังเป็นวิธีการสร้างความแตกต่างจากสิ่งที่ดีไซเนอร์คนอื่นๆนำเสนอด้วย “ในโชว์นี้ สีดำดูดำยิ่งกว่าสีดำไหนๆจนอาจทำให้คุณรู้สึกสะดุ้ง เป็นสีดำทึบ แฝงกลิ่นอายสเปน ดูเลื่อมเหมือนกำมะหยี่ เหมือนราตรีที่ไร้ดาว และทำให้สีดำอื่นๆ ดูราวกับสีเทาไปเสียสิ้น”

นี่คือถ้อยคำวิจารณ์ถึงคอลเลกชั่นแรกของคริสโตบัล บาเลนเซียก้าซึ่งจัดแสดงที่ปารีสเมื่อปีค.ศ. 1938 ถ้อยความนี้ปรากฏอยู่ในแคตตาล็อกนิทรรศการ “Balenciaga : l’œuvre au noir” ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์บูร์แดลล์ที่ปารีส ภายใต้การกำกับดูแลของเวโรนีก เบลลัวร์ ที่วิเคราะห์ว่า “สีดำนำพาคุณไปยังโลกอื่น ว่ากันว่าถ้าผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดบาเลนเซียก้าเดินเข้ามา เราจะมองเห็นเธอก่อนสิ่งอื่นใด” ในยุค 1980s บาเลนเซียก้าเป็นตัวอย่าง โดยนำสีดำมาเป็นตัวสร้างความแตกต่าง “แฟชั่นตอนนั้นออกแนวเฉลิมฉลอง เป็นยุคของมอนทาน่า มูแกลร์ และสไตล์ฝรั่งเศสแบบดั้งเดิม และแล้วจู่ๆเร คาวาคุโบะและโยจิ ยามาโมโตะก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วก่อให้เกิดความอึดอัดไปทั่ว ทุกคนต่างพากันพูดถึง ‘ภัยเหลือง’ และ ‘แฟชั่นโพสต์ฮิโรชิม่า’” เดอนีส์ บรูนากล่าว 

แล้วสถานะของสีดำในวันนี้อยู่ตรงไหนกันเล่า? ดูเหมือนผลงานรุ่นใหม่ที่ออกมาจะถอย-ห่างจากสีดำเพื่อยกพื้นที่ให้กับสีสัน “ทุกวันนี้ สีมีสถานะสำคัญและฉันก็ไม่แน่ใจว่าสีดำจะพัฒนาความหมายไปอย่างไร ก่อนหน้านี้มีวิวัฒนาการมากมาย นี่เรามาถึงจุดเปลี่ยนแล้วหรือยัง และสีดำยังคงความหมายเดิมเหมือนในยุค 1980s หรือ 1990s หรือเปล่า บางทีสีอาจจะมาแทนที่สีดำก็ได้” เวโรนีกตั้งประเด็นคำถามไว้ แต่เราก็คงต้องคอยจับตาความเคลื่อนไหวของสิ่งที่ดีไซเนอร์จะนำเสนอบนรันเวย์ต่อจากนี้

ขอแนะนำ:  เคยสงสัยไหมว่าทำไมเสื้อยืดไฮแบรนด์ถึงราคาสูง?

Share this Post