DSCF3401

A Tale of Two Cities พิสูจน์สโลแกน Incredible India! ด้วยทริปจากเมืองสีชมพู สู่เมืองสีฟ้า

In Escape by L'Officiel Mode

ขึ้นชื่อว่า “อินเดีย” แล้ว ภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวมักจะมาพร้อมกับแสง สี เสียง (รวมถึงกลิ่น) ครบทุกประสาทสัมผัส ทั้งความแออัด ความเลอะเทอะ การจราจรอันแสนสับสนวุ่นวาย ความเจ้าเล่ห์เพทุบายของชาวท้องถิ่นบางคน รวมไปถึงความขัดหูขัดตาอื่นๆอีกมากมาย แต่ในหลายๆครั้ง ภาพของสีสัน ความสดใสและความยิ่งใหญ่อลังการที่ปรากฏแก่สายตาตรงหน้าก็ทำให้ลืมความขัดใจต่างๆ ที่เคยมีมาเสียหมด และราชสถานก็ดูจะสะท้อนความจริงข้อนี้ได้ดีที่สุด

INDIAN WEDDING

ด้วยความที่ว่าจุดหมายหลักคราวนี้คือการมาร่วมงานแต่งงานของเพื่อนของเพื่อนเราอีกทีหนึ่ง ทริปของเราจึงเริ่มต้นจากการได้สัมผัสกับงานแต่งงานแบบขนานแท้ของชาวอินเดีย ที่ว่ากันว่าเป็นประสบการณ์ที่ควรจะมีโอกาสเข้าร่วมสักครั้งในชีวิต ซึ่งก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง เพราะนอกจากเรื่องสีสันและความอลังการแล้ว ขอบอกว่าตลอดงานแต่งนี้ (ที่มักกินเวลาตั้งแต่ 3 – 10 วัน) เต้นกันทั้งวันทั้งคืนสมคำร่ำลือจริงๆ

DSCF3636 DSCF3652 DSCF3685 DSCF3704 DSCF3745

 

WELCOME TO THE PINK CITY

วันถัดมาก็ถึงคราวสำรวจเมืองกันซะที ชัยปุระ เมืองหลวงของรัฐราชสถานแห่งนี้คือหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย ที่นี่เป็นที่รู้จักในฐานะ “นครสีชมพู” บ้างก็ว่าชื่อนี้มาจากสีของหินทรายชนิดพิเศษที่ถูกนำมาสร้างอาคารในอดีต ในขณะที่อีกกลุ่มสันนิษฐานว่าชื่อเล่นนี้มาจากสีของอาคารบ้านช่องในส่วนของเมืองเก่าที่มหาราชารามสิงห์ทรงมีพระราชบัญชาให้ทาสีชมพู เพื่อสื่อถึงการต้อนรับและมิตรไมตรีแก่เจ้าชายแห่งเวลส์และสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียที่เสด็จฯเยือนอินเดียในปีค.ศ. 1876 และกฎหมายได้กำหนดให้อาคารที่สร้างขึ้นในภายหลังทาสีชมพูให้สอดคล้องกันไปด้วย แม้จะวาดภาพไว้ว่าเมืองนี้จะต้องสีชมพูทั้งเมืองแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาคารสีชมพูแบบดั้งเดิมนั้นกลับกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองเก่าเท่านั้น

เราเริ่มสำรวจราชสถานจากป้อมแอมเบอร์ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองในปัจจุบันประมาณ 11 กิโลเมตร จริงๆแล้วเมืองแอมเบอร์นี้เองที่เป็นที่ตั้งของตัวเมืองในอดีต แต่เมื่อประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ รวมถึงประชากรที่เพิ่มมากขึ้น มหาราชาชัยสิงห์ที่ 2 ที่ครองเมืองในยุคนั้นก็โปรดเกล้าฯให้ย้ายออกมาสร้างเมืองใหม่ที่ชัยปุระในปัจจุบัน

ขอแนะนำ:  BEHIND THE ATELIER

DSCF3337 DSCF3367 DSCF3463

DSCF3372 DSCF3384DSCF3427DSCF3352 DSCF3340

 

เสร็จจากป้อมแอมเบอร์แล้ว เรามาต่อกันที่จาล มาฮาล พระราชวังกลางน้ำ ที่เคยเป็นที่แปรพระราชฐานของเชื้อพระวงศ์ เป็นพระราชวังที่โอบล้อมด้วยขุนเขา บรรยากาศจึงเย็นสบาย

DSCF3503 DSCF3514

 

เราเลือกปิดท้ายกันที่ฮาวา มาฮาล สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของชัยปุระไปแล้ว หน้าบัน (ที่แท้จริงคือด้านหลังของพระราชวัง) นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากมงกุฎของพระนารายณ์ และออกแบบให้มีหน้าต่างมากมายเพื่อให้เหล่านางในสามารถชมความเคลื่อนไหวของถนนด้านล่างได้โดยไม่มีใครเห็น ถ้าอยากชมความงามของฮาวา มาฮาลอย่างเต็มตา แนะนำให้ข้ามถนนแล้วเดินขึ้นไปยังคาเฟ่ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม เพราะมุมนั้นจะเห็นฮาวา มาฮาลเต็มตาทีเดียว ส่วนคนที่ตั้งใจมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แนะนำให้มาช่วงเช้าเพราะแสงอาทิตย์จะตกกระทบลงบนหน้าบันพอดี

DSCF3544

DSCF3569 DSCF3541

อีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกมาปิดท้ายที่นี่ คงเพราะใกล้ๆกับฮาวา มาฮาลนี้เต็มไปด้วยตลาดเล็กๆอีกมากมาย ทำให้สามารถเดินช็อป ซื้อของได้สะดวก แถมตากตรอกซอกซอยยังมีตึกสวยๆ แอบซ่อนอยู่อีก จริงๆแล้วเรียกว่าใช้เวลาแถบนี้ได้เป็นวันๆ
DSCF4497 DSCF4478 DSCF4473 DSCF4428 DSCF4409 DSCF4551

INTO THE BLUE

ตั้งแต่ได้เห็นผลงานภาพถ่ายชุด Blue City ของสตีฟ แม็คเคอร์รี่แล้ว โยธะปุระ หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่าจ๊อดปูร์ (Jodhpur) ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ตั้งไว้ว่าจะต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต เพราะลึกๆ แล้วเราก็อยากจะไปให้เห็นกับตาตนเองว่าเมืองแห่งนี้จะสีฟ้าทั้งเมืองอย่างที่เห็นในรูปหรือไม่ เช้าตรู่วันอังคาร เราจึงมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟชัยปุระ เพื่อขึ้นรถไฟต่อไปยังเมืองสีฟ้าแห่งนี้

แม้จะตั้งใจมาดูเมืองสีฟ้า แต่เมื่อได้มาถึงแล้ว สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าสีของผนังตึกเห็นจะเป็นภูมิทัศน์ของเมืองที่ตั้งอยู่ภายใต้เงาของป้อมเมห์รันการ์ หนึ่งในป้อมปราการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดียที่บอกได้คำเดียวว่าอลังการสุดๆ 

DSCF4094

เมื่อเทียบกับชัยปุระแล้ว โยธะปุระเรียกได้ว่าเป็นเมืองชนบทที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆอยู่ไม่กี่แห่ง เราเลือกเริ่มต้นที่พระราชวังอูเมด ภาวัน  พระราชวังของมหาราชาคชสิงห์ พระราชวังแห่งนี้นอกจากจะเป็นที่พักอาศัยส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งยังสงวนไว้เป็นโรงแรมหรูในเครือ Taj Hotels รวมถึงพิพิธภัณฑ์ด้วย

เสร็จจากพระราชวังอูเมด ภาวัน เราแวะชมอนุสรณ์สถานจัสวันธาดา สักเล็กน้อย

DSCF3891 DSCF3909

จากนั้นก็ถึงเวลาเดินทางสู่ไฮไลต์ของที่นี่ นั่นก็คือป้อมเมห์รันการ์ ที่เคยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการเป็นฉากหนึ่งของภาพยนตร์ The Dark Knight Rises

DSCF3933 DSCF3944 DSCF3977

หากได้เดินลงมาจนถึงประตูล่างๆของป้อม จะสังเกตว่าบนผนังบางจุดจะมีแถบสีแดงที่มีรูปฝ่ามือติดอยู่ ฝ่ามือเหล่านี้เป็นของเจ้าหญิงของราชวงศ์มาร์วาร์ที่ทำพิธีสตี (Sati) ซึ่งก็คือการกระโจนเข้ากองไฟเพื่อพลีชีพตามเหล่าพระสวามีผู้วายชนม์ แม้จะด้วยความยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม แต่พิธีบูชายัญแบบโบราณนี้เคยแพร่หลายอย่างมากในหมู่ชาวฮินดู โดยเฉพาะเหล่าราชปุต

DSCF4057

ชมไฮไลต์กันเสร็จแล้ว เราเผื่อเวลาไว้อีกหนึ่งวันสำหรับชมวิถีชีวิตของเมืองโยธะปุระโดยเฉพาะ ซึ่งแม้จะไม่ได้ฟ้าไปทั้งหมด แต่ก็นับเป็นเมืองที่ถ่ายรูปได้สนุกอีกเมืองหนึ่งเลยทีเดียว

DSCF4311 DSCF4227 DSCF4167 DSCF4290

 

ขอแนะนำ:  BEAUTY BACKSTAGE BY NARS

Travel Tips

1.สายการบินไทยสมายล์ ให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-ชัยปุระ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สำรองที่นั่งที่ไทยสมายล์ คอล เซ็นเตอร์ 1181 หรือที่เว็บไซต์ thaismileair.com

  1. หากวางแผนจะเดินทางไปโยธะปุระด้วยสักสองสามวัน ควรพกกระเป๋าเป้ใบเล็กแยกไปอีกหนึ่งใบต่างหาก เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขึ้นรถไฟ
  2. หากอยากได้ประสบการณ์แบบอินเดียดั้งเดิม แนะนำให้พักที่พักที่เรียกว่าฮาเวอลี (haveli) ซึ่งเป็นเกสเฮาส์แบบท้องถิ่นที่มักสร้างจากอาคารเก่า อย่างเช่นซาดาร์ ฮาเวอลีในโยธะปุระนั้นเป็นที่พักในอาคารอายุ 200 ปีที่ยังคงดูแลโดยเจ้าของเดิม บรรยากาศจึงอบอุ่นเหมือนบ้าน
  3. ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงแท็กซี่หรือรถตุ๊กตุ๊กมักมาพร้อมกับราคาที่ต่อรองได้

READ MORE:

Share this Post