“น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชื่นธารา”

In Special Issue by L'Officiel Mode

ประเทศจะสามารถดำรงอยู่ได้เมื่อประชาชนสามารถเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร 15 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปีพ.ศ. 2493 ทรงได้รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎรและเกษตรกรเนื่องจากขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร ท้งที่เมื่อทรงทอดพระเนตรไปยังท้องฟ้า กลับมีเมฆเป็นจำนวนมาก จักต้องทำอย่างไรจึงสามารถทำฝนจากเมฆเหล่านั่้นได้

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้าฯ แล้วพระราชทานแนวความคิดเกี่ยวกับการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน ด้วยเหตุนี้ “โครงการพระราชดำริฝนหลวง” เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์

4-4-005

“หลักการแรก คือ ให้โปรยสารดูดซับความชื้น (เกลือทะเล) จากเครื่องบิน เพื่อดูดซับความชื้นในอากาศ และใช้สารเย็นจัด (น้ำแข็งแห้ง) เพื่อให้ความชื้นกลั่นตัวและรวมตัวเป็นเมฆ”…. จากทฤษฎีต้นกำเนิดนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงใช้เวลาในการค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมอยู่นานถึง 14 ปีจนทรงมั่นพระทัย จึงพระราชทานแนวคิดนี้แก่ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น ในปีถัดมา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับกลุ่มนักบินชุดเริ่มแรก

ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับกลุ่มนักบินชุดเริ่มแรก

“… การทำฝนเทียมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องมีเครื่องอุปกรณ์ วัสดุ และเจ้าหน้าที่ งานที่ทำนี้ก็ต้องส้ินเปลืองไม่ใช่น้อย แต้ถ้าผลที่ได้ คือจะเป็นผลที่น่าพอใจ การทำฝนนี้ เป็นสิ่งที่ลำบากหลายๆประการ ทางด้านเทคนิค และในด้านจังหวะที่จะทำ เพราะถ้าพูดถึงด้านเทคนิค ฝนที่ทำนี้ จะพลิกฤดูกาลไม่ได้ ไม่ใช่ว่าฝนแล้งจะบันดาลได้อย่าง ปาฎิหาริย์ทำให้มีฝนเพียงพอกับการเพาะปลูกมิได้ หรือจะแทนการ ชลประทานที่ขุดเรียบร้อยกว้างขวางก็ไม่ได้ แต่เป็นทางหนึ่งที่มีหวัง สำหรับฤดูกาลที่ควรจะมีฝน และฝนเทียมจะช่วยให้ประคองพืชผล ไม่ให้สิ้นไปพอได้ การทำฝนเทียมนี้เป็นสิ่งที่ใหม่ จึงต้องทำโครงการ อย่างระมัดระวัง เพราะว่าสิ้นเปลือง ถ้าทำแล้วไม่ได้ผลจะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ…”

พระราชดำริ วันที่ 25 กรกฎาคม 2517 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ทรงมีพระราชปฏิสันถารและพระราชทานพระปฐมบรมราโชวาทแก่กลุ่มนักวิชาการชุดเริ่มแรก ของคณะปฏิบัติการค้นคว้าทดลองคณะแรก

ทรงมีพระราชปฏิสันถารและพระราชทานพระปฐมบรมราโชวาทแก่กลุ่มนักวิชาการชุดเริ่มแรก ของคณะปฏิบัติการค้นคว้าทดลองคณะแรก

ปีพ.ศ. 2512 ได้มีการทดลองปฏิบัติงานจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองเป็นคนแรก และเลือกพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองเป็นแห่งแรกโดยทดลองหยอดก้อนน้ำแข็งแห้งขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง และในขณะนั้นเอง เมฆได้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ จากการติดตามผล โดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด

ทอดพระเนตรเครื่องบินเซสน่า 180 หมายเลข เกษตร 207 และ 209 ติดตั้งอุปกรณ์พ่นละอองสารทดลองแบบสารละลายจําานวน 2 เครื่อง เป็นเครื่องที่ใช้ในการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองในท้องฟ้า ในปี พ.ศ. 2512 – 2513

ทอดพระเนตรเครื่องบินเซสน่า 180 หมายเลข เกษตร 207 และ 209 ติดตั้งอุปกรณ์พ่นละอองสารทดลองแบบสารละลายจําานวน 2 เครื่อง เป็นเครื่องที่ใช้ในการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองในท้องฟ้า ในปี พ.ศ. 2512 – 2513

และเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2015 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงอำนวยการและสาธิตการทำฝนเทียมแก่ผู้แทนรัฐบาลสิงคโปร์ ณ อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน อ. ท่ายาง จ. เพชรบุรี โดยทรงประดิษฐ์ “ตำราฝนหลวง” ด้วยคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง เพื่อแสดงขั้นตอนและวิธีการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝนจากเมฆอุ่นเย็นและอุ่นร้อน

ฝนหลวงไม่เพียงแต่โปรยปรายความผาสุกมาสู่พสกนิกรชาวไทยเป็นระยะเวลาหลายสิบปีเท่านั้น หากแต่ยังมีส่วนช่วยเหลือประชากรในดินแดนอื่นที่ประสบปัญหาภาวะฝนแล้งด้วย ดังเช่นในประเทศจอร์แดน ซึ่งมีแหล่งน้ำให้ใช้ 800 – 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพียงพอต่อคน 3 ล้านคนเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน
img_9469-copy

hua-hin-royal-rain-5-copy

และนอกจากประเทศจอร์แดนแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้สิทธิบัตรฝนหลวงถ่ายทอดวิทยาการทำฝนหลวงให้ 3 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แทนซาเนีย และโอมาน

เมื่อปีพ.ศ. 2543 คณะรัฐมนตรี ได้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฐานะ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยี”จากพระราชดำริในการทำฝนเทียม
hua-hin-royal-rain-6-copy

ข้อมูลจาก www.royalrain.go.th / www.news-lifestyle.com
ภาพประกอบจาก huahin.royalrain.go.th/

 

 

Share this Post