ธรรมเนียมในงานพระบรมศพ ตอน การโกนหัวไว้ทุกข์

In Special Issue by L'Officiel Mode

by พูนพิจิตร

ข้าราชสำนักฝ่ายในโกนศีรษะในงานออกพระเมรุพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีสุวัตถิ์

 ข้าราชสำนักฝ่ายในโกนศีรษะในงานออกพระเมรุพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีสุวัตถิ์

หนึ่งในการไว้ทุกข์ในราชประเพณีที่มีมานานของคนไทยซึ่งเลือนหายไปแล้ว ก็คือการโกนหัวไว้ทุกข์นั่นเอง ซึ่งการโกนหัวไว้ทุกข์นี้เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความอาลัยที่มีต่อผู้ที่จากไป ผู้ที่จะต้องโกนผมนั้นจะต้องอยู่ในสังกัดของเจ้าขุนมูลนายที่ตนสังกัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง (สาวๆเป็นต้องน้ำตาตกเป็นแน่) ยกเว้นเสียแต่ในกรณีของการสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินที่ราษฎรทุกผู้คนจะต้องโกนหัวถวายอาลัยทั้งสิ้น

ประเพณีการโกนหัวไว้ทุกข์นี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานว่าสยามประเทศนั้นได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ดังความตอนหนึ่งในสาสน์สมเด็จที่ว่า

“…หม่อมฉันได้อ่านเรื่อง ราชประวัติของพระเจ้าอัคบาร์มหาราช วงศมุงคล ที่ครองอินเดียเป็นรัชกาลที่ ๒ พบแห่งหนึ่งว่า เมื่อพระชนนีพันปีหลวงสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอัคบาร์ถึงถือศาสนาอิสลามก็โกนพระเกศาไว้ทุกข์ตามธรรมเนียมอินเดียด้วยความเคารพ ประเทศไทยเราโกนหัวไว้ทุกข์ หม่อมฉันไม่เคยทราบว่าได้มาจากไหน พึ่งมาปรากฏแก่ใจว่าได้มาจากอินเดีย”

ในงานพระบรมศพพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราษฎรที่เข้ามาถวายความอาลัย ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทยังคงแต่งขาวตามประเพณีโบราณ แต่ไม่โกนศีรษะดังพระราชประสงค์ของพระพุทธเจ้าหลวง

ในงานพระบรมศพพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราษฎรที่เข้ามาถวายความอาลัย ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทยังคงแต่งขาวตามประเพณีโบราณ แต่ไม่โกนศีรษะดังพระราชประสงค์ของพระพุทธเจ้าหลวง

การโกนหัวไว้ทุกข์ในแผ่นดินราชวงศ์จักรีนั้นปรากฎแรกเริ่มเมื่อครั้งพระยาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้เสด็จสวรรคต โดยราษฎรทั้งชายและหญิงจะต้องโกนผมเดือนละครั้งจนกว่าจะถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้วเสร็จ ผู้ที่ละเมิดอาจส่งผลให้ต้องอาญาหลวงได้ทีเดียว นอกจากการเสด็จสวรรคตของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ยังปรากฎพระบรมราชโองการพิเศษในงานพระบรมศพกรมพระราชวังบวรสุรสิงหานาท เมื่อปีพ.ศ. 2346 ที่ให้ราษฎรต้องโกนหัวไว้ทุกข์ เว้นเสียแต่ผู้ที่ไว้ผมมวย ผมเปีย ผมจุก และองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น

the_royal_great_victory_carriage_with_princess_galyanis_royal_urn

ริ้วขบวนที่ ๒ เชิญพระมหาพิชัยราชรถทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เคลื่อนจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ่านหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท ไปยังมณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง

“การไว้ทุกข์ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น… ให้ยกเลิกเสียทีเดียว”

ความตอนหนึ่งจากประกาศในพระบามสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

เมื่อแผ่นดินราชจักรีวงศ์ได้ล่วงมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น สยามระเทศได้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงประเพณีและธรรมเนียมในราชสำนักครั้งใหญ่ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของอารยประเทศที่ถาโถมเข้ามา เป็นต้นว่าเครื่องแต่งกาย กิริยามารยาท รูปลักษณ์บ้านเมือง รวมไปถึงพระราชพิธีสำคัญต่างๆด้วย  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เล็งเห็นว่าประเพณีการโกนหัวไว้ทุกข์นี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรจากธรรมเนียมนี้แล้ว ยังถือเป็นเครื่องล้าสมัยและถ่วงความเจริญของบ้านเมืองที่กำลังรุดไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง จึงได้มีพระราชดำรัสให้ยกเลิกธรรมเนียมนี้เสียดังประกาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังมีใจความว่า

“อนึ่ง ตามโบราณราชประเพณีในเวลาเมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งหลายต้องโกนผมแทนการไว้ทุกข์ทั่วทั้งราชอาณาจักร แต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว – ผู้เขียน) ได้ทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งไว้ว่า การไว้ทุกข์เช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมเป็นเครื่องเดือดร้อนอยู่เป็นอันมาก ให้ยกเลิกเสียทีเดียว

และนับแต่วันที่ 23 ตุลาคมนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการโกนหัวไว้ทุกข์จึงคงเหลือแต่เพียงความทรงจำ คงเหลือไว้แต่เพียงการนุ่งกายไว้ทุกข์ที่ยังคงมีมาจนถึงทุกวันนี้ แต่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างนั้น ครั้งหน้ามาหาคำตอบกัน

อ้างอิง: “พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตโกสินทร์”, โดยศาสตราจารย์ น.อ. สมภพ ภิรมย์ ร.น. ราชบัณฑิต

“ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย”, โดยนนทพร อยู่มั่งมี 

Share this Post